ฉันกับแม่ ต่อสู้กับโรค SLE ตาตลอด 10 ปี

เรื่องนี้เป็นเรื่องของผมกับแม่  ซึ่งแม่ได้จากไปเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2563 ที่ผ่านมา  อายุได้ 57 ปี   หลังวันเกิดแม่ได้ไม่นาน ( 7 ก.ค. 2563 )

เริ่มจาก 10 ปีที่แล้วแม่ที่แข็งแรงเริ่มป่วย  ในช่วงแรกก็ไม่ทราบว่าป่วยเป็นอะไร  ไปหาหมอหลายครั้งก็หาสาเหตุไม่พบ  จนอาการมันรุนแรงมากขึ้นจึงได้พบว่าเป็นโรค SLE หรือแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง(ไม่ใช่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง)

หลังจากนั้นแม่ก็ป่วยเป็นผู้ป่วยติดเตียงไป  จากนั้นผมก็เรียนจบ  ผมกลับบ้านมาผมวิ่งขึ้นบ้านไปหาแม่จะไปกอดแม่ด้วยความดีใจ  ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกว่าแม่ป่วยแล้วอยู่ในสภาพไหน แค่พอบอกว่าแม่ไม่ค่อยสบายแต่ไม่เคยบอกว่าเป็นโรคอะไร   ภาพที่เห็นคือผู้หญิงที่ร่างกายไม่มีกล้ามเนื้อและไขมัน

ร่างกายแม่คือสภาพหนังหุ้มกระดูก ไม่มีแรงแม้แต่จะลุก  (ช่วงนั้นคือช่วงบ้านแตก  พี่สาวไปทางพ่อไปทาง ส่วนป้ากับน้าคือพวกเห็นแก่ตัวเห็นว่าแม่ทำอะไรไม่ได้แล้วก็ละเลย  เจ็บใจมาก)  จากนั้นก็เลือกตัดสินใจทำ freelance  เพื่อจะแบ่งเวลามาอยู่กับแม่ในทุกๆเดือน

ผมแบ่งเวลางานไว้แบบว่าลงคิวงานทำงานแบบต่อเนื่องเลยสัปดาห์นึง หรือสัปดาห์กว่า ๆ  พอผมกลับบ้านบ่อย ๆ แม่ก้เริ่มมีกำลังใจ  แม่เริ่มยอมทานข้าวมากขึ้น (จากที่ได้ยินจากคนที่บ้านมา)  แม่เริ่มพยายามลุกเอง  จากผู้ป่วยติดเตียงที่ต้องอึราดฉี่ราดคาที่ก็เริ่มลุกเองไหว 

ช่วงเวลา 6 เดือนผ่านไป  แม่เริ่มลุกและเริ่มคลานได้แล้ว  ผมต้องมองดูแม่ที่คลานไปเข้าห้องน้ำ  ผมทำได้แค่คอยระวังไม่ให้เค้าพลาดล้มเจ็บมากเกินไป  มันทรมานมากแต่ก็ต้องทนดู  และก็ดีใจทุกครั้งที่เริ่มเห็นแม่มีพัฒนาการที่ดีขึ้น

ผมไปกลับเชียงใหม่ กรุงเทพแบบนั้นนาน 2 ปี  แม่ยืนและเดินได้แล้ว  แต่ยังต้องใช้เครื่องช่วยเดินอยู่  พอผ่านไป 6 ปี แม่ไม่ต้องใช้เครื่องช่วยเดินโดยสมบุรณ์แล้ว  แต่เวลาเดินทางยังต้องมีรถเข็นติดไปด้วยเสมอ  เพราะแม่จะเดินได้ไม่ไกล  10 ก้าวก็หอบแล้วล่ะ

แม่มีอาการป่วยแทรกซ้อนจากโรคต่างๆตลอดมา 10 ปี  และพบแพทย์ทุกเดือน   แม่มีอาการโรคหัวใจ(เกิดจากยา)  โรคกระเพาะเรื้อรัง(จากยากัดกระเพาะ)  มีพังผืดที่ปอดทำให้หายใจลำบาก  เคยเป็นนิ่วในถุงน้ำดี   เคยปอดติดเชื้อรา  แม่เอกซเรย์ปอดทุกเดือน  แต่อยู่ ๆ ก็พบมะเร็งที่ปอดในระยะที่3เลย

มันน่าตกใจมาก  ที่อยู่ ๆ ก็พบมะเร็งระยะที่3 ตรงปอดเลย ทั้งที่เอกซเรย์ปอดทุกเดือนไม่เจอ  แต่พอส่องกล้องไปดูปอดกลับเจอ  พวกเราสับสนมาก  จากนั้นแม่ก็พยายามทานอาหารอย่างหนักเพื่อจะมีแรงพอที่เข้ารับการรักษาโรคมะเร็งนี้ได้

ต่อมาแม่เกิดความผิดพลาดในห้องน้ำ  แม่เส้นหลังพลิก(ไม่ได้ล้ม) แม่มีอาการปวดช้ำหลังอย่างหนัก  เกิดฟกช้ำกว้างที่หลัก  แม่ทรมานมาก  และทำให้เกิดภาวะไข้สูงอยู่ในทุกวันเกือบตลอดเวลา

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2563 เราตัดสินใจพาแม่ไปคุยเรื่องรักษามะเร็งที่ ศ.มะเร็ง  วันนั้นแม่เหนื่อยล้ามาก และหอบ  เราทุกคนไม่ทันคิดว่ามันมีโรคร้ายที่น่ากลัวกว่ามะเร็งในตอนนั้นซ่อนอยู่  ที่ ศ.มะเร็งบอกยากมากที่จะรักษาแม่และอาจไมทัน  เรากับพี่สาวร้องไห้แต่ก็ไม่กล้าบอกแม่ทั้งหมด

เมื่อกลับมาถึงบ้านเราคุยกับหมอแล้วว่าอาจรักษาได้แต่ยากหน่อย  แต่ในคืนนั้นเองแม่ทรุดหนักหายใจไม่ออกจึงต้องนำพาส่ง รพ.อย่างเร่งด่วน  และได้พบว่าแม่มีภาวะปอดติดเชื้ออักเสบ  แม่ร่างกายอ่อนแอกว่าคนปกติมาก  ต่อมาแม่จึงเกิดภาวะการหายใจล้มเหลวแค่ให้ออกซิเจนไม่เพียงพอต้องใส่ท่อช่วยหายใจ

แม่ใส่ท่อช่วยหายใจนานถึง 2 สัปดาห์กว่าจะแข็งแรงขึ้น  แต่จริง ๆ อาการภายในแม่ไม่ดีขึ้นเลย  แม่ดื้อยาเพราะSLE  ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายได้นำแม่ขึ้นจาก ICU มาอยู่ห้องพิเศษ  มีเรากับพี่สาวคอยช่วยกันเฝ้าตลอด24 ชั่วโมง  ต้องผลัดกันนอนพัก

อาการแม่จะรุนแรงในทุกคืน  แม่จะอาละวาดเพราะพิษอาการ  เราทำใจมัดแขนแม่เราไม่ได้  เรากับพี่สาวเราต้องคอยดูแม่กระวนกระวายทุกคืน  ทนเห็นแม่ถูกใส่ท่อลงไปดูดเสลดที่ติดในคอ  และช่องลมหายใจทุกวัน  หมอมาบอกอาการแม่ไม่ดีขึ้นมีแต่จะให้ลง แต่ตอนสุดท้ายของแม่จะให้มอร์ฟีนเพื่อให้แม่ได้หลับ

ในช่วงสองวันสุดท้ายก่อนแม่จากไป  แม่ดูแข็งแรง ยิ้มแย้มแจ่มใส  เราใจนึงก็รู้สึกดี  แต่อีกใจก็กลัวว่าแม่ดีขึ้นแบบนี้เรากลัวเป็นช่วงสุดท้ายจริง ๆ และในคืนสุดท้ายวันที่ 13 ก.ค. 2563 หลังจากญาติทุกคนได้มาเยี่ยมและกลับไปกันหมดแล้ว  แม่ก็เกิดอาการขึ้นอย่างหนักในคืนนั้น

ในคืนนั้นแม้แต่ยาคลายเครียด ยานอนหลับ ก็เอาแม่ไม่อยู่  แต่แม่ก้ไม่ได้รับมอร์ฟีนสักที  แม่มีอาการคลั่งตั้งแต่ทุ่มครึ่ง  เรากับพี่สาวร้องไห้แต่ก็ทำไรไม่ได้  แม่มือเท้าเย็นลงมาก  เราพยายามเอามือเอาเท้าแม่เข้าอุ่นกับซอกคอ  เริ่มจากมือดีขึ้นก็ไปดูที่เท้า

(ในตอนนั้นเรารู้ซึ้งถึงสัตว์เดรัจฉานที่มันพยายามทำทุกวิถีทางที่จะช่วยเหลือและปลุกเพื่อนร่วมโลกมันขึ้นมาให้ได้  เหมือนกับหหลายครั้งที่แม่กำลังจะหมดสติแล้วเราพยายามปลุกแม่ไว้อย่าเพิ่งไป)

ผลัดกับพยาบาลมาดูดเสลดให้แม่ (แต่ก็มีพยาบาลใหม่ที่ไม่ได้เรื่องมาดูแลแม่ด้วยความแบบไม่กระตือรือล้นเลย อยากตบนางมาก) แม่ไม่ได้รับมอร์ฟีนเลย  แม้ได้ยานอนหลับก็หลับไม่ได้  พิษอาการมันรุนแรง  แม่ทุรนทุรายจนกระทั่งตีสองกว่า  แม่เริ่มสงบ(แต่หากจริงแล้วแม่เริ่มไร้แรงต่างหาก)

เราเหนื่อยล้า  จึงปลุกพี่สาวขึ้นมาดูแลแม่แทนช่วงตีสี่ครึ่ง  และในช่วงเช้า แปดโมงกว่าเราถูกปลุกขึ้นมาเพราะแม่ชอคไป  เราลุกมาดูตอนนี้แม่ไม่เหลือแรงใด ๆ แล้ว  มีแต่แรงหายใจที่รินรวยคล้ายตะเกียงที่พร้อมจะดับลงได้ทุกเวลา  มันทรมานมาก

เรากับพี่สาว พ่อ พากันคุยปรึกษาว่าจะพาแม่กลับไปจบที่บ้านไหม แต่แม่อาจกระวนกระวายเพราะจะไม่มีออกซิเจน  แล้วเราก็หันลงไปมองแม่  เราเป็นคนแรกที่พบว่าแม่หยุดหายใจแล้ว  จากนั้นเหตุการณ์ต่างๆก็เกิดขึ้นเร็วมาก  พยาบาลเข้ามาแต่ไม่ช่วยปั๊มหายใจ แต่เข้ามาวัดคลื่นเฉย ๆ แล้วจากไป

สุดท้ายฉันและแม่ก็พ่ายแพ้ให้แก่มัน

เราได้แต่เฝ้าร่างแม่ที่ไม่มีแรงต้านใด ๆ ตัวแม่ที่กำลังจะเย็นลง  พวกเราตัดสินใจทำความสะอาดร่างแม่  เปลี่ยนชุดให้แม่ก่อนร่างจะแข็งตัว  ผมที่ยืนมองดูห่าง ๆ เห็นร่างแม่ที่เหมือนตุ๊กตากำลังเปลี่ยนชุด  และสติก็มาแตกตอนที่หัวแม่ร่วงผงกลงมาแบบไร้วิญญาณแบบนั้น

การเฝ้าดูร่างแม่ที่ไร้วิญญาณถูกเปลี่ยนชุด  เรารับรู้ได้ว่าแม่ไม่อยู่แล้ว  เราร้องไห้   จนจัดการหลายอย่างเสร็จแล้ว และเตรียมตัวไปจัดงานสุดท้ายให้แม่ต่อ

ในวันนั้นเองเราเดินผ่านผู้คนเราร้องไห้ท่ามกลางผู้คนในโรงพยาบาล  เราเดินออกมาที่หน้าโรงพยาบาลเรามองขึ้นไปที่บนตึก เรารู้ว่ามันจบลงแล้ว เราจะไม่ได้มาที่ รพ.นี้อีกแล้ว  "แม่.. แม่จ๋า.. แม่ไม่ต้องมาโรงพยาบาลอีกแล้วนะ.."  เราเดินไปที่รถแล้วขับรถออกจากโรงพยาบาลไป

นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกี่ยวกับอาการป่วยของแม่ในความทรงจำของเรามาตลอด 10 ปี  เรากับแม่ต่อสู้กับมันมาหนักมาก

#เรียงความถึงแม่ #เรียงความเรื่องแม่ #บันทึกเรื่องแม่ #คุณแม่ภัทรกรวรรณวงค์ 

(ต่อไปคือชีวิตที่เปลี่ยนไปหลังจากไม่มีแม่)
ตั้งแต่ไม่มีแม่เราก็เหมือนตัวคนเดียว  เพราะถ้าอยู่บ้านในทุกเช้าเราจะลงมาที่ห้องแม่  และในตอนเย็นก่อนนอนก็จะแวะหาแม่ที่ห้องเสมอ  แต่ถ้าเราไม่อยู่บ้านเราจะโทรคุยกันตลอด เล่าเรื่องชีวิตประจำวันในทุกวัน  หรือจะไปเที่ยวสำมะเรเทเมากับใครที่ไหนยังไงก็จะโทรบอกแม่ก่อน

เรามีแม่ในทุกลมหายใจเราตลอดมา  เมื่อสิ้นแม่ก็เหมือนสิ้นชีวิตไปครึ่งนึง  ตลอดงานศพแม่ที่ผ่านมา  ไม่มีใครคอยกอดคอยปลอบใจในเวลาที่เราต้องการได้  แม้แต่เพื่อนคอยยืนข้าง ๆ เรายังไม่มี  มันทรมานมาก  จนตอนนี้เรารู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวไม่มีใคร  เราเคว้งมาก เพราะชีวิตเราเองไม่เคยมีใครเลยแม้แต่แฟนไม่เคยมี  มีแต่แม่ตลอดมา

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่