เรื่องนี้เป็นเรื่องของผมกับแม่ ซึ่งแม่ได้จากไปเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2563 ที่ผ่านมา อายุได้ 57 ปี หลังวันเกิดแม่ได้ไม่นาน ( 7 ก.ค. 2563 )
เริ่มจาก 10 ปีที่แล้วแม่ที่แข็งแรงเริ่มป่วย ในช่วงแรกก็ไม่ทราบว่าป่วยเป็นอะไร ไปหาหมอหลายครั้งก็หาสาเหตุไม่พบ จนอาการมันรุนแรงมากขึ้นจึงได้พบว่าเป็นโรค SLE หรือแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง(ไม่ใช่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง)
หลังจากนั้นแม่ก็ป่วยเป็นผู้ป่วยติดเตียงไป จากนั้นผมก็เรียนจบ ผมกลับบ้านมาผมวิ่งขึ้นบ้านไปหาแม่จะไปกอดแม่ด้วยความดีใจ ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกว่าแม่ป่วยแล้วอยู่ในสภาพไหน แค่พอบอกว่าแม่ไม่ค่อยสบายแต่ไม่เคยบอกว่าเป็นโรคอะไร ภาพที่เห็นคือผู้หญิงที่ร่างกายไม่มีกล้ามเนื้อและไขมัน
ร่างกายแม่คือสภาพหนังหุ้มกระดูก ไม่มีแรงแม้แต่จะลุก (ช่วงนั้นคือช่วงบ้านแตก พี่สาวไปทางพ่อไปทาง ส่วนป้ากับน้าคือพวกเห็นแก่ตัวเห็นว่าแม่ทำอะไรไม่ได้แล้วก็ละเลย เจ็บใจมาก) จากนั้นก็เลือกตัดสินใจทำ freelance เพื่อจะแบ่งเวลามาอยู่กับแม่ในทุกๆเดือน
ผมแบ่งเวลางานไว้แบบว่าลงคิวงานทำงานแบบต่อเนื่องเลยสัปดาห์นึง หรือสัปดาห์กว่า ๆ พอผมกลับบ้านบ่อย ๆ แม่ก้เริ่มมีกำลังใจ แม่เริ่มยอมทานข้าวมากขึ้น (จากที่ได้ยินจากคนที่บ้านมา) แม่เริ่มพยายามลุกเอง จากผู้ป่วยติดเตียงที่ต้องอึราดฉี่ราดคาที่ก็เริ่มลุกเองไหว
ช่วงเวลา 6 เดือนผ่านไป แม่เริ่มลุกและเริ่มคลานได้แล้ว ผมต้องมองดูแม่ที่คลานไปเข้าห้องน้ำ ผมทำได้แค่คอยระวังไม่ให้เค้าพลาดล้มเจ็บมากเกินไป มันทรมานมากแต่ก็ต้องทนดู และก็ดีใจทุกครั้งที่เริ่มเห็นแม่มีพัฒนาการที่ดีขึ้น
ผมไปกลับเชียงใหม่ กรุงเทพแบบนั้นนาน 2 ปี แม่ยืนและเดินได้แล้ว แต่ยังต้องใช้เครื่องช่วยเดินอยู่ พอผ่านไป 6 ปี แม่ไม่ต้องใช้เครื่องช่วยเดินโดยสมบุรณ์แล้ว แต่เวลาเดินทางยังต้องมีรถเข็นติดไปด้วยเสมอ เพราะแม่จะเดินได้ไม่ไกล 10 ก้าวก็หอบแล้วล่ะ
แม่มีอาการป่วยแทรกซ้อนจากโรคต่างๆตลอดมา 10 ปี และพบแพทย์ทุกเดือน แม่มีอาการโรคหัวใจ(เกิดจากยา) โรคกระเพาะเรื้อรัง(จากยากัดกระเพาะ) มีพังผืดที่ปอดทำให้หายใจลำบาก เคยเป็นนิ่วในถุงน้ำดี เคยปอดติดเชื้อรา แม่เอกซเรย์ปอดทุกเดือน แต่อยู่ ๆ ก็พบมะเร็งที่ปอดในระยะที่3เลย
มันน่าตกใจมาก ที่อยู่ ๆ ก็พบมะเร็งระยะที่3 ตรงปอดเลย ทั้งที่เอกซเรย์ปอดทุกเดือนไม่เจอ แต่พอส่องกล้องไปดูปอดกลับเจอ พวกเราสับสนมาก จากนั้นแม่ก็พยายามทานอาหารอย่างหนักเพื่อจะมีแรงพอที่เข้ารับการรักษาโรคมะเร็งนี้ได้
ต่อมาแม่เกิดความผิดพลาดในห้องน้ำ แม่เส้นหลังพลิก(ไม่ได้ล้ม) แม่มีอาการปวดช้ำหลังอย่างหนัก เกิดฟกช้ำกว้างที่หลัก แม่ทรมานมาก และทำให้เกิดภาวะไข้สูงอยู่ในทุกวันเกือบตลอดเวลา
เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2563 เราตัดสินใจพาแม่ไปคุยเรื่องรักษามะเร็งที่ ศ.มะเร็ง วันนั้นแม่เหนื่อยล้ามาก และหอบ เราทุกคนไม่ทันคิดว่ามันมีโรคร้ายที่น่ากลัวกว่ามะเร็งในตอนนั้นซ่อนอยู่ ที่ ศ.มะเร็งบอกยากมากที่จะรักษาแม่และอาจไมทัน เรากับพี่สาวร้องไห้แต่ก็ไม่กล้าบอกแม่ทั้งหมด
เมื่อกลับมาถึงบ้านเราคุยกับหมอแล้วว่าอาจรักษาได้แต่ยากหน่อย แต่ในคืนนั้นเองแม่ทรุดหนักหายใจไม่ออกจึงต้องนำพาส่ง รพ.อย่างเร่งด่วน และได้พบว่าแม่มีภาวะปอดติดเชื้ออักเสบ แม่ร่างกายอ่อนแอกว่าคนปกติมาก ต่อมาแม่จึงเกิดภาวะการหายใจล้มเหลวแค่ให้ออกซิเจนไม่เพียงพอต้องใส่ท่อช่วยหายใจ
แม่ใส่ท่อช่วยหายใจนานถึง 2 สัปดาห์กว่าจะแข็งแรงขึ้น แต่จริง ๆ อาการภายในแม่ไม่ดีขึ้นเลย แม่ดื้อยาเพราะSLE ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายได้นำแม่ขึ้นจาก ICU มาอยู่ห้องพิเศษ มีเรากับพี่สาวคอยช่วยกันเฝ้าตลอด24 ชั่วโมง ต้องผลัดกันนอนพัก
อาการแม่จะรุนแรงในทุกคืน แม่จะอาละวาดเพราะพิษอาการ เราทำใจมัดแขนแม่เราไม่ได้ เรากับพี่สาวเราต้องคอยดูแม่กระวนกระวายทุกคืน ทนเห็นแม่ถูกใส่ท่อลงไปดูดเสลดที่ติดในคอ และช่องลมหายใจทุกวัน หมอมาบอกอาการแม่ไม่ดีขึ้นมีแต่จะให้ลง แต่ตอนสุดท้ายของแม่จะให้มอร์ฟีนเพื่อให้แม่ได้หลับ
ในช่วงสองวันสุดท้ายก่อนแม่จากไป แม่ดูแข็งแรง ยิ้มแย้มแจ่มใส เราใจนึงก็รู้สึกดี แต่อีกใจก็กลัวว่าแม่ดีขึ้นแบบนี้เรากลัวเป็นช่วงสุดท้ายจริง ๆ และในคืนสุดท้ายวันที่ 13 ก.ค. 2563 หลังจากญาติทุกคนได้มาเยี่ยมและกลับไปกันหมดแล้ว แม่ก็เกิดอาการขึ้นอย่างหนักในคืนนั้น
ในคืนนั้นแม้แต่ยาคลายเครียด ยานอนหลับ ก็เอาแม่ไม่อยู่ แต่แม่ก้ไม่ได้รับมอร์ฟีนสักที แม่มีอาการคลั่งตั้งแต่ทุ่มครึ่ง เรากับพี่สาวร้องไห้แต่ก็ทำไรไม่ได้ แม่มือเท้าเย็นลงมาก เราพยายามเอามือเอาเท้าแม่เข้าอุ่นกับซอกคอ เริ่มจากมือดีขึ้นก็ไปดูที่เท้า
(ในตอนนั้นเรารู้ซึ้งถึงสัตว์เดรัจฉานที่มันพยายามทำทุกวิถีทางที่จะช่วยเหลือและปลุกเพื่อนร่วมโลกมันขึ้นมาให้ได้ เหมือนกับหหลายครั้งที่แม่กำลังจะหมดสติแล้วเราพยายามปลุกแม่ไว้อย่าเพิ่งไป)
ผลัดกับพยาบาลมาดูดเสลดให้แม่ (แต่ก็มีพยาบาลใหม่ที่ไม่ได้เรื่องมาดูแลแม่ด้วยความแบบไม่กระตือรือล้นเลย อยากตบนางมาก) แม่ไม่ได้รับมอร์ฟีนเลย แม้ได้ยานอนหลับก็หลับไม่ได้ พิษอาการมันรุนแรง แม่ทุรนทุรายจนกระทั่งตีสองกว่า แม่เริ่มสงบ(แต่หากจริงแล้วแม่เริ่มไร้แรงต่างหาก)
เราเหนื่อยล้า จึงปลุกพี่สาวขึ้นมาดูแลแม่แทนช่วงตีสี่ครึ่ง และในช่วงเช้า แปดโมงกว่าเราถูกปลุกขึ้นมาเพราะแม่ชอคไป เราลุกมาดูตอนนี้แม่ไม่เหลือแรงใด ๆ แล้ว มีแต่แรงหายใจที่รินรวยคล้ายตะเกียงที่พร้อมจะดับลงได้ทุกเวลา มันทรมานมาก
เรากับพี่สาว พ่อ พากันคุยปรึกษาว่าจะพาแม่กลับไปจบที่บ้านไหม แต่แม่อาจกระวนกระวายเพราะจะไม่มีออกซิเจน แล้วเราก็หันลงไปมองแม่ เราเป็นคนแรกที่พบว่าแม่หยุดหายใจแล้ว จากนั้นเหตุการณ์ต่างๆก็เกิดขึ้นเร็วมาก พยาบาลเข้ามาแต่ไม่ช่วยปั๊มหายใจ แต่เข้ามาวัดคลื่นเฉย ๆ แล้วจากไป
สุดท้ายฉันและแม่ก็พ่ายแพ้ให้แก่มัน
เราได้แต่เฝ้าร่างแม่ที่ไม่มีแรงต้านใด ๆ ตัวแม่ที่กำลังจะเย็นลง พวกเราตัดสินใจทำความสะอาดร่างแม่ เปลี่ยนชุดให้แม่ก่อนร่างจะแข็งตัว ผมที่ยืนมองดูห่าง ๆ เห็นร่างแม่ที่เหมือนตุ๊กตากำลังเปลี่ยนชุด และสติก็มาแตกตอนที่หัวแม่ร่วงผงกลงมาแบบไร้วิญญาณแบบนั้น
การเฝ้าดูร่างแม่ที่ไร้วิญญาณถูกเปลี่ยนชุด เรารับรู้ได้ว่าแม่ไม่อยู่แล้ว เราร้องไห้ จนจัดการหลายอย่างเสร็จแล้ว และเตรียมตัวไปจัดงานสุดท้ายให้แม่ต่อ
ในวันนั้นเองเราเดินผ่านผู้คนเราร้องไห้ท่ามกลางผู้คนในโรงพยาบาล เราเดินออกมาที่หน้าโรงพยาบาลเรามองขึ้นไปที่บนตึก เรารู้ว่ามันจบลงแล้ว เราจะไม่ได้มาที่ รพ.นี้อีกแล้ว "แม่.. แม่จ๋า.. แม่ไม่ต้องมาโรงพยาบาลอีกแล้วนะ.." เราเดินไปที่รถแล้วขับรถออกจากโรงพยาบาลไป
นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกี่ยวกับอาการป่วยของแม่ในความทรงจำของเรามาตลอด 10 ปี เรากับแม่ต่อสู้กับมันมาหนักมาก
#เรียงความถึงแม่ #เรียงความเรื่องแม่ #บันทึกเรื่องแม่ #คุณแม่ภัทรกรวรรณวงค์
(ต่อไปคือชีวิตที่เปลี่ยนไปหลังจากไม่มีแม่)
ตั้งแต่ไม่มีแม่เราก็เหมือนตัวคนเดียว เพราะถ้าอยู่บ้านในทุกเช้าเราจะลงมาที่ห้องแม่ และในตอนเย็นก่อนนอนก็จะแวะหาแม่ที่ห้องเสมอ แต่ถ้าเราไม่อยู่บ้านเราจะโทรคุยกันตลอด เล่าเรื่องชีวิตประจำวันในทุกวัน หรือจะไปเที่ยวสำมะเรเทเมากับใครที่ไหนยังไงก็จะโทรบอกแม่ก่อน
เรามีแม่ในทุกลมหายใจเราตลอดมา เมื่อสิ้นแม่ก็เหมือนสิ้นชีวิตไปครึ่งนึง ตลอดงานศพแม่ที่ผ่านมา ไม่มีใครคอยกอดคอยปลอบใจในเวลาที่เราต้องการได้ แม้แต่เพื่อนคอยยืนข้าง ๆ เรายังไม่มี มันทรมานมาก จนตอนนี้เรารู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวไม่มีใคร เราเคว้งมาก เพราะชีวิตเราเองไม่เคยมีใครเลยแม้แต่แฟนไม่เคยมี มีแต่แม่ตลอดมา
ฉันกับแม่ ต่อสู้กับโรค SLE ตาตลอด 10 ปี
เริ่มจาก 10 ปีที่แล้วแม่ที่แข็งแรงเริ่มป่วย ในช่วงแรกก็ไม่ทราบว่าป่วยเป็นอะไร ไปหาหมอหลายครั้งก็หาสาเหตุไม่พบ จนอาการมันรุนแรงมากขึ้นจึงได้พบว่าเป็นโรค SLE หรือแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง(ไม่ใช่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง)
หลังจากนั้นแม่ก็ป่วยเป็นผู้ป่วยติดเตียงไป จากนั้นผมก็เรียนจบ ผมกลับบ้านมาผมวิ่งขึ้นบ้านไปหาแม่จะไปกอดแม่ด้วยความดีใจ ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกว่าแม่ป่วยแล้วอยู่ในสภาพไหน แค่พอบอกว่าแม่ไม่ค่อยสบายแต่ไม่เคยบอกว่าเป็นโรคอะไร ภาพที่เห็นคือผู้หญิงที่ร่างกายไม่มีกล้ามเนื้อและไขมัน
ร่างกายแม่คือสภาพหนังหุ้มกระดูก ไม่มีแรงแม้แต่จะลุก (ช่วงนั้นคือช่วงบ้านแตก พี่สาวไปทางพ่อไปทาง ส่วนป้ากับน้าคือพวกเห็นแก่ตัวเห็นว่าแม่ทำอะไรไม่ได้แล้วก็ละเลย เจ็บใจมาก) จากนั้นก็เลือกตัดสินใจทำ freelance เพื่อจะแบ่งเวลามาอยู่กับแม่ในทุกๆเดือน
ผมแบ่งเวลางานไว้แบบว่าลงคิวงานทำงานแบบต่อเนื่องเลยสัปดาห์นึง หรือสัปดาห์กว่า ๆ พอผมกลับบ้านบ่อย ๆ แม่ก้เริ่มมีกำลังใจ แม่เริ่มยอมทานข้าวมากขึ้น (จากที่ได้ยินจากคนที่บ้านมา) แม่เริ่มพยายามลุกเอง จากผู้ป่วยติดเตียงที่ต้องอึราดฉี่ราดคาที่ก็เริ่มลุกเองไหว
ช่วงเวลา 6 เดือนผ่านไป แม่เริ่มลุกและเริ่มคลานได้แล้ว ผมต้องมองดูแม่ที่คลานไปเข้าห้องน้ำ ผมทำได้แค่คอยระวังไม่ให้เค้าพลาดล้มเจ็บมากเกินไป มันทรมานมากแต่ก็ต้องทนดู และก็ดีใจทุกครั้งที่เริ่มเห็นแม่มีพัฒนาการที่ดีขึ้น
ผมไปกลับเชียงใหม่ กรุงเทพแบบนั้นนาน 2 ปี แม่ยืนและเดินได้แล้ว แต่ยังต้องใช้เครื่องช่วยเดินอยู่ พอผ่านไป 6 ปี แม่ไม่ต้องใช้เครื่องช่วยเดินโดยสมบุรณ์แล้ว แต่เวลาเดินทางยังต้องมีรถเข็นติดไปด้วยเสมอ เพราะแม่จะเดินได้ไม่ไกล 10 ก้าวก็หอบแล้วล่ะ
แม่มีอาการป่วยแทรกซ้อนจากโรคต่างๆตลอดมา 10 ปี และพบแพทย์ทุกเดือน แม่มีอาการโรคหัวใจ(เกิดจากยา) โรคกระเพาะเรื้อรัง(จากยากัดกระเพาะ) มีพังผืดที่ปอดทำให้หายใจลำบาก เคยเป็นนิ่วในถุงน้ำดี เคยปอดติดเชื้อรา แม่เอกซเรย์ปอดทุกเดือน แต่อยู่ ๆ ก็พบมะเร็งที่ปอดในระยะที่3เลย
มันน่าตกใจมาก ที่อยู่ ๆ ก็พบมะเร็งระยะที่3 ตรงปอดเลย ทั้งที่เอกซเรย์ปอดทุกเดือนไม่เจอ แต่พอส่องกล้องไปดูปอดกลับเจอ พวกเราสับสนมาก จากนั้นแม่ก็พยายามทานอาหารอย่างหนักเพื่อจะมีแรงพอที่เข้ารับการรักษาโรคมะเร็งนี้ได้
ต่อมาแม่เกิดความผิดพลาดในห้องน้ำ แม่เส้นหลังพลิก(ไม่ได้ล้ม) แม่มีอาการปวดช้ำหลังอย่างหนัก เกิดฟกช้ำกว้างที่หลัก แม่ทรมานมาก และทำให้เกิดภาวะไข้สูงอยู่ในทุกวันเกือบตลอดเวลา
เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2563 เราตัดสินใจพาแม่ไปคุยเรื่องรักษามะเร็งที่ ศ.มะเร็ง วันนั้นแม่เหนื่อยล้ามาก และหอบ เราทุกคนไม่ทันคิดว่ามันมีโรคร้ายที่น่ากลัวกว่ามะเร็งในตอนนั้นซ่อนอยู่ ที่ ศ.มะเร็งบอกยากมากที่จะรักษาแม่และอาจไมทัน เรากับพี่สาวร้องไห้แต่ก็ไม่กล้าบอกแม่ทั้งหมด
เมื่อกลับมาถึงบ้านเราคุยกับหมอแล้วว่าอาจรักษาได้แต่ยากหน่อย แต่ในคืนนั้นเองแม่ทรุดหนักหายใจไม่ออกจึงต้องนำพาส่ง รพ.อย่างเร่งด่วน และได้พบว่าแม่มีภาวะปอดติดเชื้ออักเสบ แม่ร่างกายอ่อนแอกว่าคนปกติมาก ต่อมาแม่จึงเกิดภาวะการหายใจล้มเหลวแค่ให้ออกซิเจนไม่เพียงพอต้องใส่ท่อช่วยหายใจ
แม่ใส่ท่อช่วยหายใจนานถึง 2 สัปดาห์กว่าจะแข็งแรงขึ้น แต่จริง ๆ อาการภายในแม่ไม่ดีขึ้นเลย แม่ดื้อยาเพราะSLE ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายได้นำแม่ขึ้นจาก ICU มาอยู่ห้องพิเศษ มีเรากับพี่สาวคอยช่วยกันเฝ้าตลอด24 ชั่วโมง ต้องผลัดกันนอนพัก
อาการแม่จะรุนแรงในทุกคืน แม่จะอาละวาดเพราะพิษอาการ เราทำใจมัดแขนแม่เราไม่ได้ เรากับพี่สาวเราต้องคอยดูแม่กระวนกระวายทุกคืน ทนเห็นแม่ถูกใส่ท่อลงไปดูดเสลดที่ติดในคอ และช่องลมหายใจทุกวัน หมอมาบอกอาการแม่ไม่ดีขึ้นมีแต่จะให้ลง แต่ตอนสุดท้ายของแม่จะให้มอร์ฟีนเพื่อให้แม่ได้หลับ
ในช่วงสองวันสุดท้ายก่อนแม่จากไป แม่ดูแข็งแรง ยิ้มแย้มแจ่มใส เราใจนึงก็รู้สึกดี แต่อีกใจก็กลัวว่าแม่ดีขึ้นแบบนี้เรากลัวเป็นช่วงสุดท้ายจริง ๆ และในคืนสุดท้ายวันที่ 13 ก.ค. 2563 หลังจากญาติทุกคนได้มาเยี่ยมและกลับไปกันหมดแล้ว แม่ก็เกิดอาการขึ้นอย่างหนักในคืนนั้น
ในคืนนั้นแม้แต่ยาคลายเครียด ยานอนหลับ ก็เอาแม่ไม่อยู่ แต่แม่ก้ไม่ได้รับมอร์ฟีนสักที แม่มีอาการคลั่งตั้งแต่ทุ่มครึ่ง เรากับพี่สาวร้องไห้แต่ก็ทำไรไม่ได้ แม่มือเท้าเย็นลงมาก เราพยายามเอามือเอาเท้าแม่เข้าอุ่นกับซอกคอ เริ่มจากมือดีขึ้นก็ไปดูที่เท้า
(ในตอนนั้นเรารู้ซึ้งถึงสัตว์เดรัจฉานที่มันพยายามทำทุกวิถีทางที่จะช่วยเหลือและปลุกเพื่อนร่วมโลกมันขึ้นมาให้ได้ เหมือนกับหหลายครั้งที่แม่กำลังจะหมดสติแล้วเราพยายามปลุกแม่ไว้อย่าเพิ่งไป)
ผลัดกับพยาบาลมาดูดเสลดให้แม่ (แต่ก็มีพยาบาลใหม่ที่ไม่ได้เรื่องมาดูแลแม่ด้วยความแบบไม่กระตือรือล้นเลย อยากตบนางมาก) แม่ไม่ได้รับมอร์ฟีนเลย แม้ได้ยานอนหลับก็หลับไม่ได้ พิษอาการมันรุนแรง แม่ทุรนทุรายจนกระทั่งตีสองกว่า แม่เริ่มสงบ(แต่หากจริงแล้วแม่เริ่มไร้แรงต่างหาก)
เราเหนื่อยล้า จึงปลุกพี่สาวขึ้นมาดูแลแม่แทนช่วงตีสี่ครึ่ง และในช่วงเช้า แปดโมงกว่าเราถูกปลุกขึ้นมาเพราะแม่ชอคไป เราลุกมาดูตอนนี้แม่ไม่เหลือแรงใด ๆ แล้ว มีแต่แรงหายใจที่รินรวยคล้ายตะเกียงที่พร้อมจะดับลงได้ทุกเวลา มันทรมานมาก
เรากับพี่สาว พ่อ พากันคุยปรึกษาว่าจะพาแม่กลับไปจบที่บ้านไหม แต่แม่อาจกระวนกระวายเพราะจะไม่มีออกซิเจน แล้วเราก็หันลงไปมองแม่ เราเป็นคนแรกที่พบว่าแม่หยุดหายใจแล้ว จากนั้นเหตุการณ์ต่างๆก็เกิดขึ้นเร็วมาก พยาบาลเข้ามาแต่ไม่ช่วยปั๊มหายใจ แต่เข้ามาวัดคลื่นเฉย ๆ แล้วจากไป
สุดท้ายฉันและแม่ก็พ่ายแพ้ให้แก่มัน
เราได้แต่เฝ้าร่างแม่ที่ไม่มีแรงต้านใด ๆ ตัวแม่ที่กำลังจะเย็นลง พวกเราตัดสินใจทำความสะอาดร่างแม่ เปลี่ยนชุดให้แม่ก่อนร่างจะแข็งตัว ผมที่ยืนมองดูห่าง ๆ เห็นร่างแม่ที่เหมือนตุ๊กตากำลังเปลี่ยนชุด และสติก็มาแตกตอนที่หัวแม่ร่วงผงกลงมาแบบไร้วิญญาณแบบนั้น
การเฝ้าดูร่างแม่ที่ไร้วิญญาณถูกเปลี่ยนชุด เรารับรู้ได้ว่าแม่ไม่อยู่แล้ว เราร้องไห้ จนจัดการหลายอย่างเสร็จแล้ว และเตรียมตัวไปจัดงานสุดท้ายให้แม่ต่อ
ในวันนั้นเองเราเดินผ่านผู้คนเราร้องไห้ท่ามกลางผู้คนในโรงพยาบาล เราเดินออกมาที่หน้าโรงพยาบาลเรามองขึ้นไปที่บนตึก เรารู้ว่ามันจบลงแล้ว เราจะไม่ได้มาที่ รพ.นี้อีกแล้ว "แม่.. แม่จ๋า.. แม่ไม่ต้องมาโรงพยาบาลอีกแล้วนะ.." เราเดินไปที่รถแล้วขับรถออกจากโรงพยาบาลไป
นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกี่ยวกับอาการป่วยของแม่ในความทรงจำของเรามาตลอด 10 ปี เรากับแม่ต่อสู้กับมันมาหนักมาก
#เรียงความถึงแม่ #เรียงความเรื่องแม่ #บันทึกเรื่องแม่ #คุณแม่ภัทรกรวรรณวงค์
(ต่อไปคือชีวิตที่เปลี่ยนไปหลังจากไม่มีแม่)
ตั้งแต่ไม่มีแม่เราก็เหมือนตัวคนเดียว เพราะถ้าอยู่บ้านในทุกเช้าเราจะลงมาที่ห้องแม่ และในตอนเย็นก่อนนอนก็จะแวะหาแม่ที่ห้องเสมอ แต่ถ้าเราไม่อยู่บ้านเราจะโทรคุยกันตลอด เล่าเรื่องชีวิตประจำวันในทุกวัน หรือจะไปเที่ยวสำมะเรเทเมากับใครที่ไหนยังไงก็จะโทรบอกแม่ก่อน
เรามีแม่ในทุกลมหายใจเราตลอดมา เมื่อสิ้นแม่ก็เหมือนสิ้นชีวิตไปครึ่งนึง ตลอดงานศพแม่ที่ผ่านมา ไม่มีใครคอยกอดคอยปลอบใจในเวลาที่เราต้องการได้ แม้แต่เพื่อนคอยยืนข้าง ๆ เรายังไม่มี มันทรมานมาก จนตอนนี้เรารู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวไม่มีใคร เราเคว้งมาก เพราะชีวิตเราเองไม่เคยมีใครเลยแม้แต่แฟนไม่เคยมี มีแต่แม่ตลอดมา