เรื่องเพิ่งเกิดสดๆร้อนๆยิ่งกว่าหม้อสุกี้ในเอ็มเคเลยค่ะ ขอท้าวความถึงสถานการณ์ในญี่ปุ่นตอนนี้ก่อนนะคะ คือสถานการณ์โควิด-19 ในญี่ปุ่นตอนนี้ไม่ค่อยสู้ดีนัก ยอดพุ่งเอาพุ่งเอาในขณะที่ปากท้องและชีวิตคนที่นี่ต้องดำเนินต่อไปรวมถึงตัวจขกทด้วย สำหรับตัวจขกทเองที่ออฟฟิศยังประกาศให้ Work From Home อย่างต่อเนื่องแต่ให้เข้าออฟฟิศเพียงสัปดาห์ละ 1 วัน และใครต้องการเข้าออฟฟิศวันไหนก็ต้องแจ้งก่อนด้วยเพื่อไม่ให้เกิดการแออัดขึ้นในออฟฟิศ
ซึ่งจขกทเองก็ใช้ชีวิตปกติส่วนใหญ่วันธรรมดาก็จะเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ถ้าเป็นเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดยาวก็หากิจกรรมออกไปข้างนอกบ้างแต่ก็ใส่ Mask ตลอดและพกแอลกอฮอล์ไปทุกๆที่
เรื่องมันมีอยู่ว่าเมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวออกมาว่าย่านชินจูกุแหล่งรวมสถานบันเทิง ร้านอาหาร แหล่งช็อปปิ้งใจกลางกรุงโตเกียวได้มีผู้ติดเชื้อโควิด-19เพิ่มขึ้นในบริเวณนั้นเป็นจำนวนไม่น้อยและหนึ่งในผู้ติดเชื้อโควิด-19 นั้นดันมีคนไทยรวมอยู่ด้วย
เอาจริงๆ ปกติแล้วเวลาข่าวที่ญี่ปุ่นประกาศว่าในแต่ละวันมีผู้ติดเชื้อ โควิด-19 จำนวนเท่าไหร่นั้นเขาจะไม่เคยประกาศบอกเลยว่าในจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19เป็นคนสัญชาติใดบ้าง เหตุผลที่ว่าทำไมเขาถึงไม่เปิดเผยข้อมูลสัญชาติของผู้ติดเชื้อ นั่นก็เพราะว่าเพื่อไม่ให้เกิดการเหยียดชาติเกิดขึ้นนั่นเอง อันนี้โอชินไม่ได้คิดเองนะคนญี่ปุ่นบอกมา แต่คนที่ญี่ปุ่นคนนี้อาจจะมั่วก็ได้ใครจะไปรู้
ในเมื่อเขาไม่บอกว่าชาติไหนติดเชื้อบ้างแล้วจขกทรู้ได้อย่างไรว่ามีคนไทยติดเชื้อโควิด-19ในญี่ปุ่นเข้าแล้ว?
หลายคนคงสงสัยสินะว่า ในเมื่อข่าวญี่ปุ่นไม่ประกาศบอกแจ้งเชื้อชาติของผู้ที่ติดเชื้อแล้วจขกทรู้ได้อย่างไรว่ามีคนไทยเป็นหนึ่งในผู้ติดเชื้อโควิด-19
คนไทยคนนั้นได้โพสลงเฟซบุคส่วนตัวของตัวเองเพื่อประกาศให้คนที่เกี่ยวข้องหรือได้สัมผัสกับเขารู้ตัวและให้รีบไปตรวจหาเชื้อโควิด-19 อีกทั้งตัวเขาเองยังเปิดร้านอาหารที่ให้บริการคาราโอเกะซึ่งค่อนข้างมีชื่อเสียงในหมู่คนไทยในญี่ปุ่นด้วย แต่เขาก็ได้ประกาศปิดร้านและดำเนินการฆ่าเชื้อภายในร้านทันทีหลังจากที่ทราบว่าตัวเองติดเชื้อ (หลังจากที่ข่าวนี้ออกมาค่อนข้างมีการบูลี่กันเยอะอยู่พอตัว ไม่รู้จะบูลี่ทำไมในเมื่อพี่คนไทยคนนี้เขาก็ทำทุกอย่างอย่างดีที่สุด ทั้งแจ้งข่าวให้คนรอบตัวทราบและประกาศปิดร้านทำทุกอย่างเต็มที่แล้ว)พอตัวจขกทรู้ข่าวนี้ได้ไม่นาน….
วันต่อมาเพื่อนคนสนิทของจขกทกริ๊งกร๊างมาแต่เช้าตรู่ นางบอกว่า “มีเรื่องให้ช่วยๆ เมื่อวานไปเจอรุ่นน้องคนไทยกลุ่มใหญ่ๆ และหนึ่งในนั้นเพิ่งโทรมาบอกเมื่อกี้ว่าหมอโทรมาแจ้งว่าน้องเขาติดเชื้อโควิด-19 ภาษาญี่ปุ่นไม่ค่อยแข็งแรงจะโทรไปหาโรงพยาบาลไหนดี อยากจะตรวจบ้างเพราะไปเจอเขาเต็มวัน แต่ไม่ได้ไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงหรือสัมผัสอะไรใดใดกันนะ ใส่ Mask ตลอด แต่ก็ถอดบ้าง”
นั่นแหละครับผม!ภาษาที่ได้ร่ำเรียนเทียรอ่านเพื่อเอาไปสอบและใช้ในที่ทำงานมันจะได้ใช้ยามฉุกเฉินก็ตอนนี้แหละ น้ำเสียงที่เขาโทรมาคือเรารู้เลยว่ากังวล จขกทพยายามถามเหตุการณ์ทั้งหมดได้ความมาว่า
รุ่นน้องคนนั้นนามสมมติว่า นาย A แล้วกัน
นาย A ได้ไปเที่ยวร้านอาหารของพี่คนไทยที่เพิ่งประกาศผ่านโลกโซเชี่ยลว่า”ตนเองติดเชื้อโควิด-19″เขาเลยมีความกังวลไม่น้อยว่าตัวเองจะติดเชื้อโควิด-19ไปด้วย เขาจึงไปตรวจที่โรงพยาบาลด้วยการตรวจเลือดและตรวจสารคัดหลั่ง ปกติดุ่มๆเดินไปตรวจที่โรงพยาบาลในญี่ปุ่นนั้นเป็นไปได้น้อยมากที่เขาจะตรวจให้จากข้อมูลที่ได้มาคือ นาย A บอกหมอว่าไปพื้นที่เสี่ยงมาและทางที่ทำงานต้องการใบรับรองว่ามีเชื้อโควิด-19หรือไม่ หมอเลยตรวจให้
ผลการตรวจเลือดของนาย A
ผลการตรวจเลือดออกมาแล้วว่า”ผลเป็นลบ” นั่นแปลว่าเขาไม่ใช่ผู้ติดเชื้อ เขาจึงดำเนินชีวิตและใช้ชีวิตอย่างปกติมากๆ และได้ออกไปเจอเพื่อนๆตามปกติพร้อมทั้งยื่นผลตรวจให้เพื่อนๆดูว่าตัวเขาปลอดเชื้อ
ในวันหนึ่งเขาและเพื่อนๆได้นัดรวมตัวกันเตะบอลในสนามแห่งหนึ่ง ซึ่งวันนั้นเองเพื่อนคนสนิทของจขกทก็ไปร่วมวงกับเขาด้วย หลังจากนั้นหนึ่งวัน นาย A โทรหาเพื่อนทุกคนที่เขาเจอในวันนั้นและแจ้งให้ทุกคนทราบว่าหมอจากโรงพยาบาลในญี่ปุ่นเพิ่งโทรมาแจ้งผลการตรวจสารคัดหลั่ง
ผลการตรวจสารคัดหลั่งของนาย A
ผลการตรวจออกมาว่าสารคัดหลั่งของนาย A มีเชื้อโควิด-19 หลายคนที่ไปร่วมเตะบอลในวันนั้นก็คงช็อคอยู่ไม่น้อยรวมถึงเพื่อนคนสนิทของจขกทด้วย หมอบอกว่าให้นาย A กักตัวอยู่บ้านก่อนไม่จำเป็นต้องไปนอนโรงพยาบาลหรือโรงแรม (อันนี้จขกทคิดเองว่าน่าจะเป็นเพราะเขาจะเก็บพื้นที่เหล่านั้นไว้ให้คนที่มีอาการร้ายแรง)ในขณะที่นาย A ไม่มีอาการใดใดออกมาเลย ไม่มีไข้ ไม่ไอ ไม่จาม ไม่มีน้ำมูก แข็งแรงสบายดีมากๆ
หมอในญี่ปุ่นทำอย่างไรกับนาย A เมื่อรู้ว่าเขาคือผู้ติดเชื้อโควิด-19 แต่ไม่แสดงอาการ
เนื่องจากพื้นที่ เตียงหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์รวมถึงบุคคลากรทางการแพทย์ในญี่ปุ่นไม่เพียงพอ และโรงพยาบาลที่นี่ทุกโรงพยาบาลแทบจะเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ว่ามีเงินก็จะสามารถได้รับการรักษาจากคุณหมอได้ เจ้าหน้าที่จากทางโรงพยาบาลเห็นว่านาย A ไม่มีอาการใดใด จึงให้กักตัวอยู่บ้านและคอยโทรเช็คอาการเรื่อยๆ และเมื่อครบสองอาทิตย์จะเรียกไปตรวจหาเชื้ออีกรอบ
ข้อน่าคิดเกี่ยวกับการกักตัวในญี่ปุ่น
ในประเทศญี่ปุ่นโดยส่วนใหญ่ไม่ว่าคนญี่ปุ่นเองหรือต่างชาติหากไม่ได้แต่งงานจะอาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นตัวคนเดียวและห่างไกลจากญาติ ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่บอกให้กักตัวอยู่บ้านอาหารการกินเขาไม่ได้มีบริการหรือเสิร์ฟให้ถึงหน้าบ้าน ครั้นจะสั่ง delivery ไลน์แมน แก๊ปเอยอะไรเอยมามันก็ไม่ได้มีบริการเยอะแยะเป็นดอกเห็ดแบบในประเทศไทย จะมีก็มีอยู่เจ้าหนึ่งชื่อดังคือ Ubereats ซึ่งค่าบริการก็มหาโหดตามค่าครองชีพและฐานเงินเดือนของคนที่นี่ แน่นอนว่าคนที่ถูกบอกให้กักตัวก็ต้องออกไปซื้ออาหารเช่น ซุปเปอร์มาร์เก็ตเป็นต้น ซึ่งทุกคนก็ทำได้ดีที่สุดคือใส่ Mask และล้างมือบ่อยๆ
เมื่อรู้ว่าเพื่อนที่ไปเจอมาเมื่อวานติดเชื้อโควิด19 ควรทำอย่างไร
หลังจากที่จขกทได้รับรู้และเข้าใจเรื่องราวของเพื่อนสนิทคนนี้แล้ว จขกทก็ทำการเสิร์ชข้อมูลเป็นภาษาญี่ปุ่นในกูเกิ้ลทันที ซึ่งเมื่อเราเจอสถานการณ์แบบนี้จู่ๆเราจะเดินไปโรงพยาบาลใกล้บ้านเลยนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะโรงพยาบาลที่ญี่ปุ่นไม่ได้เปิด 24 ชั่วโมง และไม่ใช่ทุกโรงพยาบาลที่จะรับตรวจโควิด-19 แม้แต่จู่ๆคุณไข้ขึ้นมากกว่า 37.5 แล้วอยากตรวจหาเชื้อโควิด-19 ทันทียังทำไม่ได้เลย
ทำไมจขกทถึงรู้ว่าจู่ๆคุณไข้ขึ้นมากกว่า 37.5 แล้วอยากตรวจหาเชื้อโควิด-19 ทันทีทำไม่ได้
เพราะว่าเมื่อช่วงเดือนที่มีการระบาดใหม่ๆพนักงานในออฟฟิศจขกทเองมีไข้สูงแต่หมอก็ไม่ตรวจให้ทันที ต้องรอให้มีไข้สูงติดกันเกิน 4 วันและยังมีเงื่อนไขอื่นๆอีกมากมายสับเพเหระมากๆ
สิ่งแรกที่ควรทำเมื่อรู้ว่าตัวเองสัมผัสกับผู้ติดเชื้อโควิด19
อย่างแรกเลยหากรู้ตัวว่าตัวเองไปสัมผัสหรือพบเจอกับผู้ติดเชื้อโควิด19 มา ให้เราถามชื่อนามสกุลและที่อยู่คนคนั้นในกรณีนี้ก็ต้องไปถามนาย A เพราะต้องใช้ไปตอบคำถามกับเจ้าหน้าที่และอาจมีเรื่องประกันเข้ามาเกี่ยวข้อง
โดยส่วนใหญ่คนที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นหากมีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่งจะมีประกันสังคม และหากไม่มีงานทำทุกคนจะมีประกันของประเทศให้อยู่ดีซึ่งเจ้าประกันเหล่านี้จะช่วยออกค่ารักษาพยาบาลให้ 70% และเราจะต้องจ่ายเอง 30%
แน่นอนว่าประกันนี้ไม่ได้จู่ๆมีขึ้นมาให้บริการฟรีๆหรอกนะ เขาก็เก็บหักจากเงินเดือนเราไปแล้วสำหรับประกันสังคม ส่วนประกันของประเทศจะราคาถูกหน่อยเรียกเก็บเดือนละไม่กี่สตางค์
และมันเป็นไปไม่ได้ถ้าคุณคิดจะไม่จ่าย เพราะถ้าใครไม่มีประกันอย่างเช่นนักท่องเที่ยวไม่ได้ทำประกันมา ผีน้อยหนีวีซ่าไม่มีประกัน ป่วยหรือเป็นอะไรขึ้นมาโรงพยาบาลที่ญี่ปุ่นเขาจะไม่ดูดำดูดีคุณเลยจะตายก็น่าจะปล่อยให้ตายอยู่หน้าโรงพยาบาลนี่แหละ เรื่องนี้ไม่ได้ดราม่าแต่จขกทเคยเจอประสบการณ์ตรงมาแล้วตอนสมัยมาเรียนภาษาญี่ปุ่นใหม่ๆ เพื่อนจขกทมาเรียนด้วยวีซ่าระยะสั้น 3 เดือนทำให้เขาไม่มีประกันจู่ๆวันหนึ่งปวดท้อง อยากไปโรงพยาบาลเชื่อไหมไม่มีโรงพยาบาลไหนรับเลย ต้องหาซื้อยากินเองจนหายไปเอง หรือตอนนั้นอาจจะเป็นเพราะพวกเราภาษายังไม่แข็งแรงสื่อสารไม่เข้าใจด้วยก็เป็นได้ แต่มันยังมีอีกหลายเรื่องเกี่ยวกับโรงพยาบาลที่นี่ที่จขกทเจอและนั่นทำให้รู้ว่าประเทศไทยคือดีที่สุดแล้วจริงๆเรื่องการรักษาพยาบาลขอแค่คุณมีเงิน!
กลับมาต่อกันที่เรื่องของการถามไถ่ชื่อนามกสุลของคนที่ไปเจอมา
เอาเป็นว่าเมื่อได้ข้อมูลครบแล้วตรวจสอบดูที่อยู่ของเขาว่าเขาอยู่เขตไหน ในกรณีนี้นาย A ให้ที่อยู่มาว่าเขาอยู่เขตชินจูกุ เราสามารถเข้าไปหน้าเว็บไซต์ของเขตชินจูกุเพื่อเช็คว่าจะสามารถโทรไปปรึกษาเรื่องนี้ได้ที่เบอร์ไหน
ที่ญี่ปุ่นจะมีคอลเซ็นเตอร์เรื่องโควิด-19 โดยเฉพาะของแต่ละเขต ซึ่งแต่ละเบอร์จะรับเรื่องไม่เหมือนกันจากคร่าวๆที่โอชินเสิร์ชเจอคือเขาจะแยกเป็นเคสๆ เช่น
เคสที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศและมีการสัมผัสพบเจอกับผู้ติดเชื้อโควิด-19โทรเบอร์ XXX
เคสที่มีอาการไข้สูงบลาๆ โทรเบอร์ XXXXXX
เป็นต้น
ซึ่งในกรณีของเพื่อนคนสนิทของจขกทเข้าข่ายแรกคือเคสที่มีการสัมผัสพบเจอกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 โดยตรง และเพื่อความไม่ยุ่งยากในตอนแรกจขกทโทรไปและทำเหมือนว่าตัวเองเป็นเพื่อนสนิทคนนั้นเอง
จขกท : สวัสดีค่ะ มีเรื่องอยากจะปรึกษาค่ะพอดีว่าเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาไปเจอเพื่อนคนหนึ่งมา พอวันจันทร์ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนคนนี้ว่าเขาติดเชื้อ โควิด-19 ค่ะ ควรทำอย่างไรดีคะ
เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น : ทวนคำพูดของเราพร้อมชี้แจงเป็นวันที่ตามปฎิทินที่ชัดเจน ตอนนี้คุณมีอาการอะไรไหมคะ ?
จขกท : ไม่ค่ะไม่มีอาการอะไรเลย เพื่อนคนนั้นก็ไม่มีอาการอะไรเลย…
เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น : เพื่อเป็นการเช็ครายละเอียดข้อมูลของผู้ติดเชื้อ ขอทราบชื่อเพื่อนของคุณและที่อยู่ของเขาได้ไหมคะ
จขกท : ชื่อที่อยู่บลาๆๆๆๆ
เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น : ทางเราจะทำการเช็ครายละเอียดกับโรงพยาบาลที่ทางผู้ติดเชื้อได้รับผลตรวจและจะติดต่อกลับไปขอทราบชื่อนามสกุล ที่อยู่และวันเดือนปีเกิดของคุณด้วยค่ะ
จขกท : จริงๆแล้วคนที่เข้าข่ายติดเชื้อไม่ใช่ฉันนะคะ แต่เป็นเพื่อนสนิทดิฉันอีกทีพอดีเขาภาษาไม่ค่อยแข็งแรงเลยมารับเรื่องแทนค่ะ เขาชื่อ บลาๆๆๆๆ
เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น : โอ้วว รับทราบค่ะ ถ้าเป็นอย่างนั้นทางเราขอทราบชื่อนามสกุลและเบอร์โทรติดต่อกลับของคุณด้วยนะคะ เพื่อที่จะแจ้งไปทางคุณแทนเขาดีไหมคะ
จขกท : ได้ค่ะ บอกชื่อนามสกุลบลาๆ
ไอ้ช่วงที่บอกชื่อนามสกุลเนี่ยตั้งแต่ชื่อผู้ติดเชื้อแล้วคือยากมากกก ใครเป็นแอร์หรือเคยเรียนวิธีการสะกดตัวอักษรภาษาอังกฤษจะเป็นประโยชน์มากๆ H Hongkong B Boy บลาๆต้องมาแล้วจ้างานนี้
เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น : เดี๋ยวทางเราขออนุญาตตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นและจะติดต่อกลับไปเพื่อแจ้งรายละเอียดภายในวันนี้นะคะว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง ว่าแต่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาตอนไปเจอเพื่อนคนที่ติดเชื้อโควิด-19 ได้มีการถอดแมสบ้างหรือเปล่าคะ
จขกท : โดยส่วนใหญ่คือใส่แมสตลอดค่ะ แต่วันที่ไปนั้นคือพวกเขารวมกลุ่มไปเล่นกีฬากันน่ะค่ะ
เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น : โอ้วววว จริงหรือคะ คุณรู้ไหมว่าเขาไปกันกี่คน
จขกท : น่าจะหลักสิบนะคะ เพราะกีฬาที่ว่ามันคือฟุตบอล แต่เพื่อนฉันไม่ได้ไปร่วมเตะกับเขาหรอกค่ะ แต่ก็มีการพูดคุยกันบ้างซึ่งก็เลยมีความกังวล
เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น : โอเคค่ะรับทราบ เดี๋ยวทางเราของตรวจสอบรายละเอียดเรื่องราวทั้งหมดก่อนนะคะ เพราะต้องติดต่อกับประกันและโรงพยาบาลของผู้ติดเชื้อให้เรียบร้อยก่อนค่ะ
จขกท : ได้เลยค่ะ รบกวนด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ
ทำยังไงดีเมื่อตื่นมาแล้วพบว่าเพื่อนคนที่เจอในญี่ปุ่นเมื่อวาน”ติดโควิด-19″
ซึ่งจขกทเองก็ใช้ชีวิตปกติส่วนใหญ่วันธรรมดาก็จะเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ถ้าเป็นเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดยาวก็หากิจกรรมออกไปข้างนอกบ้างแต่ก็ใส่ Mask ตลอดและพกแอลกอฮอล์ไปทุกๆที่
เรื่องมันมีอยู่ว่าเมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวออกมาว่าย่านชินจูกุแหล่งรวมสถานบันเทิง ร้านอาหาร แหล่งช็อปปิ้งใจกลางกรุงโตเกียวได้มีผู้ติดเชื้อโควิด-19เพิ่มขึ้นในบริเวณนั้นเป็นจำนวนไม่น้อยและหนึ่งในผู้ติดเชื้อโควิด-19 นั้นดันมีคนไทยรวมอยู่ด้วย
เอาจริงๆ ปกติแล้วเวลาข่าวที่ญี่ปุ่นประกาศว่าในแต่ละวันมีผู้ติดเชื้อ โควิด-19 จำนวนเท่าไหร่นั้นเขาจะไม่เคยประกาศบอกเลยว่าในจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19เป็นคนสัญชาติใดบ้าง เหตุผลที่ว่าทำไมเขาถึงไม่เปิดเผยข้อมูลสัญชาติของผู้ติดเชื้อ นั่นก็เพราะว่าเพื่อไม่ให้เกิดการเหยียดชาติเกิดขึ้นนั่นเอง อันนี้โอชินไม่ได้คิดเองนะคนญี่ปุ่นบอกมา แต่คนที่ญี่ปุ่นคนนี้อาจจะมั่วก็ได้ใครจะไปรู้
ในเมื่อเขาไม่บอกว่าชาติไหนติดเชื้อบ้างแล้วจขกทรู้ได้อย่างไรว่ามีคนไทยติดเชื้อโควิด-19ในญี่ปุ่นเข้าแล้ว?
หลายคนคงสงสัยสินะว่า ในเมื่อข่าวญี่ปุ่นไม่ประกาศบอกแจ้งเชื้อชาติของผู้ที่ติดเชื้อแล้วจขกทรู้ได้อย่างไรว่ามีคนไทยเป็นหนึ่งในผู้ติดเชื้อโควิด-19
คนไทยคนนั้นได้โพสลงเฟซบุคส่วนตัวของตัวเองเพื่อประกาศให้คนที่เกี่ยวข้องหรือได้สัมผัสกับเขารู้ตัวและให้รีบไปตรวจหาเชื้อโควิด-19 อีกทั้งตัวเขาเองยังเปิดร้านอาหารที่ให้บริการคาราโอเกะซึ่งค่อนข้างมีชื่อเสียงในหมู่คนไทยในญี่ปุ่นด้วย แต่เขาก็ได้ประกาศปิดร้านและดำเนินการฆ่าเชื้อภายในร้านทันทีหลังจากที่ทราบว่าตัวเองติดเชื้อ (หลังจากที่ข่าวนี้ออกมาค่อนข้างมีการบูลี่กันเยอะอยู่พอตัว ไม่รู้จะบูลี่ทำไมในเมื่อพี่คนไทยคนนี้เขาก็ทำทุกอย่างอย่างดีที่สุด ทั้งแจ้งข่าวให้คนรอบตัวทราบและประกาศปิดร้านทำทุกอย่างเต็มที่แล้ว)พอตัวจขกทรู้ข่าวนี้ได้ไม่นาน….
วันต่อมาเพื่อนคนสนิทของจขกทกริ๊งกร๊างมาแต่เช้าตรู่ นางบอกว่า “มีเรื่องให้ช่วยๆ เมื่อวานไปเจอรุ่นน้องคนไทยกลุ่มใหญ่ๆ และหนึ่งในนั้นเพิ่งโทรมาบอกเมื่อกี้ว่าหมอโทรมาแจ้งว่าน้องเขาติดเชื้อโควิด-19 ภาษาญี่ปุ่นไม่ค่อยแข็งแรงจะโทรไปหาโรงพยาบาลไหนดี อยากจะตรวจบ้างเพราะไปเจอเขาเต็มวัน แต่ไม่ได้ไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงหรือสัมผัสอะไรใดใดกันนะ ใส่ Mask ตลอด แต่ก็ถอดบ้าง”
นั่นแหละครับผม!ภาษาที่ได้ร่ำเรียนเทียรอ่านเพื่อเอาไปสอบและใช้ในที่ทำงานมันจะได้ใช้ยามฉุกเฉินก็ตอนนี้แหละ น้ำเสียงที่เขาโทรมาคือเรารู้เลยว่ากังวล จขกทพยายามถามเหตุการณ์ทั้งหมดได้ความมาว่า
รุ่นน้องคนนั้นนามสมมติว่า นาย A แล้วกัน
นาย A ได้ไปเที่ยวร้านอาหารของพี่คนไทยที่เพิ่งประกาศผ่านโลกโซเชี่ยลว่า”ตนเองติดเชื้อโควิด-19″เขาเลยมีความกังวลไม่น้อยว่าตัวเองจะติดเชื้อโควิด-19ไปด้วย เขาจึงไปตรวจที่โรงพยาบาลด้วยการตรวจเลือดและตรวจสารคัดหลั่ง ปกติดุ่มๆเดินไปตรวจที่โรงพยาบาลในญี่ปุ่นนั้นเป็นไปได้น้อยมากที่เขาจะตรวจให้จากข้อมูลที่ได้มาคือ นาย A บอกหมอว่าไปพื้นที่เสี่ยงมาและทางที่ทำงานต้องการใบรับรองว่ามีเชื้อโควิด-19หรือไม่ หมอเลยตรวจให้
ผลการตรวจเลือดของนาย A
ผลการตรวจเลือดออกมาแล้วว่า”ผลเป็นลบ” นั่นแปลว่าเขาไม่ใช่ผู้ติดเชื้อ เขาจึงดำเนินชีวิตและใช้ชีวิตอย่างปกติมากๆ และได้ออกไปเจอเพื่อนๆตามปกติพร้อมทั้งยื่นผลตรวจให้เพื่อนๆดูว่าตัวเขาปลอดเชื้อ
ในวันหนึ่งเขาและเพื่อนๆได้นัดรวมตัวกันเตะบอลในสนามแห่งหนึ่ง ซึ่งวันนั้นเองเพื่อนคนสนิทของจขกทก็ไปร่วมวงกับเขาด้วย หลังจากนั้นหนึ่งวัน นาย A โทรหาเพื่อนทุกคนที่เขาเจอในวันนั้นและแจ้งให้ทุกคนทราบว่าหมอจากโรงพยาบาลในญี่ปุ่นเพิ่งโทรมาแจ้งผลการตรวจสารคัดหลั่ง
ผลการตรวจสารคัดหลั่งของนาย A
ผลการตรวจออกมาว่าสารคัดหลั่งของนาย A มีเชื้อโควิด-19 หลายคนที่ไปร่วมเตะบอลในวันนั้นก็คงช็อคอยู่ไม่น้อยรวมถึงเพื่อนคนสนิทของจขกทด้วย หมอบอกว่าให้นาย A กักตัวอยู่บ้านก่อนไม่จำเป็นต้องไปนอนโรงพยาบาลหรือโรงแรม (อันนี้จขกทคิดเองว่าน่าจะเป็นเพราะเขาจะเก็บพื้นที่เหล่านั้นไว้ให้คนที่มีอาการร้ายแรง)ในขณะที่นาย A ไม่มีอาการใดใดออกมาเลย ไม่มีไข้ ไม่ไอ ไม่จาม ไม่มีน้ำมูก แข็งแรงสบายดีมากๆ
หมอในญี่ปุ่นทำอย่างไรกับนาย A เมื่อรู้ว่าเขาคือผู้ติดเชื้อโควิด-19 แต่ไม่แสดงอาการ
เนื่องจากพื้นที่ เตียงหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์รวมถึงบุคคลากรทางการแพทย์ในญี่ปุ่นไม่เพียงพอ และโรงพยาบาลที่นี่ทุกโรงพยาบาลแทบจะเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ว่ามีเงินก็จะสามารถได้รับการรักษาจากคุณหมอได้ เจ้าหน้าที่จากทางโรงพยาบาลเห็นว่านาย A ไม่มีอาการใดใด จึงให้กักตัวอยู่บ้านและคอยโทรเช็คอาการเรื่อยๆ และเมื่อครบสองอาทิตย์จะเรียกไปตรวจหาเชื้ออีกรอบ
ข้อน่าคิดเกี่ยวกับการกักตัวในญี่ปุ่น
ในประเทศญี่ปุ่นโดยส่วนใหญ่ไม่ว่าคนญี่ปุ่นเองหรือต่างชาติหากไม่ได้แต่งงานจะอาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นตัวคนเดียวและห่างไกลจากญาติ ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่บอกให้กักตัวอยู่บ้านอาหารการกินเขาไม่ได้มีบริการหรือเสิร์ฟให้ถึงหน้าบ้าน ครั้นจะสั่ง delivery ไลน์แมน แก๊ปเอยอะไรเอยมามันก็ไม่ได้มีบริการเยอะแยะเป็นดอกเห็ดแบบในประเทศไทย จะมีก็มีอยู่เจ้าหนึ่งชื่อดังคือ Ubereats ซึ่งค่าบริการก็มหาโหดตามค่าครองชีพและฐานเงินเดือนของคนที่นี่ แน่นอนว่าคนที่ถูกบอกให้กักตัวก็ต้องออกไปซื้ออาหารเช่น ซุปเปอร์มาร์เก็ตเป็นต้น ซึ่งทุกคนก็ทำได้ดีที่สุดคือใส่ Mask และล้างมือบ่อยๆ
เมื่อรู้ว่าเพื่อนที่ไปเจอมาเมื่อวานติดเชื้อโควิด19 ควรทำอย่างไร
หลังจากที่จขกทได้รับรู้และเข้าใจเรื่องราวของเพื่อนสนิทคนนี้แล้ว จขกทก็ทำการเสิร์ชข้อมูลเป็นภาษาญี่ปุ่นในกูเกิ้ลทันที ซึ่งเมื่อเราเจอสถานการณ์แบบนี้จู่ๆเราจะเดินไปโรงพยาบาลใกล้บ้านเลยนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะโรงพยาบาลที่ญี่ปุ่นไม่ได้เปิด 24 ชั่วโมง และไม่ใช่ทุกโรงพยาบาลที่จะรับตรวจโควิด-19 แม้แต่จู่ๆคุณไข้ขึ้นมากกว่า 37.5 แล้วอยากตรวจหาเชื้อโควิด-19 ทันทียังทำไม่ได้เลย
ทำไมจขกทถึงรู้ว่าจู่ๆคุณไข้ขึ้นมากกว่า 37.5 แล้วอยากตรวจหาเชื้อโควิด-19 ทันทีทำไม่ได้
เพราะว่าเมื่อช่วงเดือนที่มีการระบาดใหม่ๆพนักงานในออฟฟิศจขกทเองมีไข้สูงแต่หมอก็ไม่ตรวจให้ทันที ต้องรอให้มีไข้สูงติดกันเกิน 4 วันและยังมีเงื่อนไขอื่นๆอีกมากมายสับเพเหระมากๆ
สิ่งแรกที่ควรทำเมื่อรู้ว่าตัวเองสัมผัสกับผู้ติดเชื้อโควิด19
อย่างแรกเลยหากรู้ตัวว่าตัวเองไปสัมผัสหรือพบเจอกับผู้ติดเชื้อโควิด19 มา ให้เราถามชื่อนามสกุลและที่อยู่คนคนั้นในกรณีนี้ก็ต้องไปถามนาย A เพราะต้องใช้ไปตอบคำถามกับเจ้าหน้าที่และอาจมีเรื่องประกันเข้ามาเกี่ยวข้อง
โดยส่วนใหญ่คนที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นหากมีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่งจะมีประกันสังคม และหากไม่มีงานทำทุกคนจะมีประกันของประเทศให้อยู่ดีซึ่งเจ้าประกันเหล่านี้จะช่วยออกค่ารักษาพยาบาลให้ 70% และเราจะต้องจ่ายเอง 30%
แน่นอนว่าประกันนี้ไม่ได้จู่ๆมีขึ้นมาให้บริการฟรีๆหรอกนะ เขาก็เก็บหักจากเงินเดือนเราไปแล้วสำหรับประกันสังคม ส่วนประกันของประเทศจะราคาถูกหน่อยเรียกเก็บเดือนละไม่กี่สตางค์
และมันเป็นไปไม่ได้ถ้าคุณคิดจะไม่จ่าย เพราะถ้าใครไม่มีประกันอย่างเช่นนักท่องเที่ยวไม่ได้ทำประกันมา ผีน้อยหนีวีซ่าไม่มีประกัน ป่วยหรือเป็นอะไรขึ้นมาโรงพยาบาลที่ญี่ปุ่นเขาจะไม่ดูดำดูดีคุณเลยจะตายก็น่าจะปล่อยให้ตายอยู่หน้าโรงพยาบาลนี่แหละ เรื่องนี้ไม่ได้ดราม่าแต่จขกทเคยเจอประสบการณ์ตรงมาแล้วตอนสมัยมาเรียนภาษาญี่ปุ่นใหม่ๆ เพื่อนจขกทมาเรียนด้วยวีซ่าระยะสั้น 3 เดือนทำให้เขาไม่มีประกันจู่ๆวันหนึ่งปวดท้อง อยากไปโรงพยาบาลเชื่อไหมไม่มีโรงพยาบาลไหนรับเลย ต้องหาซื้อยากินเองจนหายไปเอง หรือตอนนั้นอาจจะเป็นเพราะพวกเราภาษายังไม่แข็งแรงสื่อสารไม่เข้าใจด้วยก็เป็นได้ แต่มันยังมีอีกหลายเรื่องเกี่ยวกับโรงพยาบาลที่นี่ที่จขกทเจอและนั่นทำให้รู้ว่าประเทศไทยคือดีที่สุดแล้วจริงๆเรื่องการรักษาพยาบาลขอแค่คุณมีเงิน!
กลับมาต่อกันที่เรื่องของการถามไถ่ชื่อนามกสุลของคนที่ไปเจอมา
เอาเป็นว่าเมื่อได้ข้อมูลครบแล้วตรวจสอบดูที่อยู่ของเขาว่าเขาอยู่เขตไหน ในกรณีนี้นาย A ให้ที่อยู่มาว่าเขาอยู่เขตชินจูกุ เราสามารถเข้าไปหน้าเว็บไซต์ของเขตชินจูกุเพื่อเช็คว่าจะสามารถโทรไปปรึกษาเรื่องนี้ได้ที่เบอร์ไหน
ที่ญี่ปุ่นจะมีคอลเซ็นเตอร์เรื่องโควิด-19 โดยเฉพาะของแต่ละเขต ซึ่งแต่ละเบอร์จะรับเรื่องไม่เหมือนกันจากคร่าวๆที่โอชินเสิร์ชเจอคือเขาจะแยกเป็นเคสๆ เช่น
เคสที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศและมีการสัมผัสพบเจอกับผู้ติดเชื้อโควิด-19โทรเบอร์ XXX
เคสที่มีอาการไข้สูงบลาๆ โทรเบอร์ XXXXXX
เป็นต้น
ซึ่งในกรณีของเพื่อนคนสนิทของจขกทเข้าข่ายแรกคือเคสที่มีการสัมผัสพบเจอกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 โดยตรง และเพื่อความไม่ยุ่งยากในตอนแรกจขกทโทรไปและทำเหมือนว่าตัวเองเป็นเพื่อนสนิทคนนั้นเอง
จขกท : สวัสดีค่ะ มีเรื่องอยากจะปรึกษาค่ะพอดีว่าเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาไปเจอเพื่อนคนหนึ่งมา พอวันจันทร์ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนคนนี้ว่าเขาติดเชื้อ โควิด-19 ค่ะ ควรทำอย่างไรดีคะ
เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น : ทวนคำพูดของเราพร้อมชี้แจงเป็นวันที่ตามปฎิทินที่ชัดเจน ตอนนี้คุณมีอาการอะไรไหมคะ ?
จขกท : ไม่ค่ะไม่มีอาการอะไรเลย เพื่อนคนนั้นก็ไม่มีอาการอะไรเลย…
เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น : เพื่อเป็นการเช็ครายละเอียดข้อมูลของผู้ติดเชื้อ ขอทราบชื่อเพื่อนของคุณและที่อยู่ของเขาได้ไหมคะ
จขกท : ชื่อที่อยู่บลาๆๆๆๆ
เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น : ทางเราจะทำการเช็ครายละเอียดกับโรงพยาบาลที่ทางผู้ติดเชื้อได้รับผลตรวจและจะติดต่อกลับไปขอทราบชื่อนามสกุล ที่อยู่และวันเดือนปีเกิดของคุณด้วยค่ะ
จขกท : จริงๆแล้วคนที่เข้าข่ายติดเชื้อไม่ใช่ฉันนะคะ แต่เป็นเพื่อนสนิทดิฉันอีกทีพอดีเขาภาษาไม่ค่อยแข็งแรงเลยมารับเรื่องแทนค่ะ เขาชื่อ บลาๆๆๆๆ
เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น : โอ้วว รับทราบค่ะ ถ้าเป็นอย่างนั้นทางเราขอทราบชื่อนามสกุลและเบอร์โทรติดต่อกลับของคุณด้วยนะคะ เพื่อที่จะแจ้งไปทางคุณแทนเขาดีไหมคะ
จขกท : ได้ค่ะ บอกชื่อนามสกุลบลาๆ
ไอ้ช่วงที่บอกชื่อนามสกุลเนี่ยตั้งแต่ชื่อผู้ติดเชื้อแล้วคือยากมากกก ใครเป็นแอร์หรือเคยเรียนวิธีการสะกดตัวอักษรภาษาอังกฤษจะเป็นประโยชน์มากๆ H Hongkong B Boy บลาๆต้องมาแล้วจ้างานนี้
เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น : เดี๋ยวทางเราขออนุญาตตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นและจะติดต่อกลับไปเพื่อแจ้งรายละเอียดภายในวันนี้นะคะว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง ว่าแต่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาตอนไปเจอเพื่อนคนที่ติดเชื้อโควิด-19 ได้มีการถอดแมสบ้างหรือเปล่าคะ
จขกท : โดยส่วนใหญ่คือใส่แมสตลอดค่ะ แต่วันที่ไปนั้นคือพวกเขารวมกลุ่มไปเล่นกีฬากันน่ะค่ะ
เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น : โอ้วววว จริงหรือคะ คุณรู้ไหมว่าเขาไปกันกี่คน
จขกท : น่าจะหลักสิบนะคะ เพราะกีฬาที่ว่ามันคือฟุตบอล แต่เพื่อนฉันไม่ได้ไปร่วมเตะกับเขาหรอกค่ะ แต่ก็มีการพูดคุยกันบ้างซึ่งก็เลยมีความกังวล
เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น : โอเคค่ะรับทราบ เดี๋ยวทางเราของตรวจสอบรายละเอียดเรื่องราวทั้งหมดก่อนนะคะ เพราะต้องติดต่อกับประกันและโรงพยาบาลของผู้ติดเชื้อให้เรียบร้อยก่อนค่ะ
จขกท : ได้เลยค่ะ รบกวนด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ