ไทยพบติดเชื้อ‘โควิดนำเข้าเพิ่มอีก 5 ราย กลับจาก “ยูเออี-อียิปต์”
วันพฤหัสบดี ที่ 09 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 11.59 น.
ไทยพบติดเชื้อ‘โควิดใหม่ 5 ราย กลับมาจาก “ยูเออี-อียิปต์” ยังเก่งไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศ 45 วันแล้ว
วันที่ 9 กรกฎาคม 2563 นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า วันนี้มีผู้ติดเชื้อเพิ่ม 5 ราย เป็นผู้เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ และอยู่ในสถานกักกันของรัฐ โดยทั้ง 5 รายนั้น เดินทางกลับมาจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 4 ราย แยกเป็น เพศชาย 3 ราย หญิง 1 ราย อาชีพรับจ้าง ส่วนอีก 1 ราย เป็นนักศึกษาชาย อายุ 22 ปี เดินทางกลับมาจากประเทศอียิปต์ ขณะนี้ไทยไม่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เป็นเวลา 45 วัน
https://www.banmuang.co.th/news/politic/198451
'
หมอมนูญ'เผย'WHO'กลับลำอีกแล้ว ยอมรับ'โควิด'ติดเชื้อทางอากาศได้
วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 10.16 น.
9 ก.ค.63 นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าห้องไอซียูเฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ ประจำที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ได้โพสต์ข้อความผ่าน เฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ว่า
องค์การอนามัยโลกกลับลำอีกแล้ว ยอมรับโรคไวรัสโควิด-19 ติดต่อกันทางอากาศ
ตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ไปทั่วโลก คนเริ่มขาดความมั่นใจในคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่ล่าช้า และกลับไปกลับมา จากเดิมที่เคยบอกว่าไม่มีหลักฐานยืนยันมากพอว่า หน้ากากอนามัยช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มาเป็นทุกคนควรใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าเวลาออกไปในที่สาธารณะ จากเดิมคนที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ถ้าไม่มีอาการ โอกาสแพร่เชื้อให้ผู้อื่นน้อยมาก เปลี่ยนมาเป็นคนไม่มีอาการก็แพร่เชื้อได้
เนื่องจากองค์การอนามัยโลก ยังยืนยันต่อเนื่องว่าโรคไวรัสโคววิด-19 แพร่กระจายได้แค่ 2 วิธี คือโดยหายใจรับเชื้อในละอองขนาดใหญ่ (droplet) ที่คนป่วยขับออกมาเวลาพูด ไอ จามในระยะใกล้ชิด 1 เมตรเข้าร่างกายโดยตรง และผ่านละอองใหญ่ที่มีเชื้อไวรัสตกลงบนพื้นผิวเวลาผู้ป่วยพูด ไอ จาม คนอื่นไปสัมผัสพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสแล้วเอามือไปจับตา จับจมูก
องค์การอนามัยโลกให้ความสําคัญกับการติดเชื้อทางมือจากพื้นผิวมากกว่าการหายใจเอาละอองน้ำลายเข้าโดยตรง เน้นให้ทำความสะอาดพื้นผิวที่มีการสัมผัสบ่อยๆ และล้างมือบ่อยๆ ขฌะที่ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งชาติของสหรัฐฯ (CDC) ได้ลดความสำคัญของการติดต่อทางสัมผัส ว่าสำคัญน้อยกว่าการติดต่อทางการขับละอองเสมหะออกมาโดยตรงเวลาพูด ตะโกน ร้องเพลง ไอ จาม
สำหรับละอองฝอยขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอน (droplet nuclei หรือ aerosol) แพร่ทางอากาศ (airborne) ลอยไปได้ไกลกว่า 8 เมตร ตามทิศทางของลม องค์การอนามัยโลกเชื่อว่าเกิดน้อยมาก เกิดในกรณืพิเศษในโรงพยาบาลเท่านั้น เมื่อบุคลากรทางการแพทย์ทำหัตถการกระตุ้นให้ผู้ป่วยไอ เช่นเวลาดูดเสมหะ หรือใส่ท่อหายใจ
ล่าสุดหลังจากที่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ 239 คนจาก 32 ประเทศได้รวมกลุ่มกัน ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงองค์การอนามัยโลก (WHO) เรียกร้องให้ WHO ยอมรับว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 สามารถติดต่อทางอากาศ (Airborne) และไม่จำเป็นต้องเกิดในโรงพยาบาลเท่านั้น เนื่องจากมีข้อมูลเพียงพอที่ยืนยันเชื้อติดต่อทางอากาศละอองฝอยขนาดเล็กสามารถแขวนลอยในอากาศ มีชีวิตได้หลายชั่วโมง และพร้อมที่จะเข้าปอดเมื่อสูดหายใจเข้าไป
นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ขอให้องค์การอนามัยโลกปรับคำแนะนำนอกจากการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ เว้นระยะห่าง ควรให้ความสำคัญของการหมุนเวียนของอากาศ การถ่ายเทระบายอากาศ ใช้ตัวกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง และใช้โคมไฟรังสีอัลตราไวโอเลต (UVC) ฆ่าเชื้อโรคลอยในอากาศ ในสถานที่อากาศปิด ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ มาตรการเหล่านี้ควรถูกนำมาใช้เพิ่มเติมจากมาตรการป้องกันอื่นๆก่อนหน้านี้เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโควิด-19
ในที่สุดองค์การอนามัยโลกกลับลำอีกครั้ง ยอมรับว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 แพร่กระจายทางอากาศได้
ผมเคยออกความเห็นเมื่อมีการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ในสนามมวยลุมพินีซึ่งเป็นสถานที่ปิด ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ จากเซียนมวยหนึ่งคนที่ติดเชื้อจากคนในครอบครัวกลับจากประเทศอิตาลี เซียนมวยคนนี้เป็นซูเปอร์สเปรดเดอร์ สามารถแพร่กระจายเชื้อให้คนในสนามมวยวันนั้นกว่า 50 คน การแพร่เชื้อเช่นนี้เป็นไปได้วิธีเดียว คือ ติดต่อทางอากาศ ละอองฝอยขนาดเล็กล่องลอยออกมาในอากาศเวลาเซียนมวยตะโกนเชียร์ ลอยไปได้ไกลมากกว่า 10 เมตรแล้วแต่ทิศทางของลมจากเครื่องปรับอากาศพาไป ใครโชคร้ายอยู่ในทิศทางของลม หายใจเอาละอองฝอยขนาดเล็กเข้าไป ทำให้ปอดติดเชื้อ การแพร่กระจายเชื้อไวรัสโควิด-19 ทางอากาศจริงๆแล้ว สำคัญยิ่งกว่าการแพร่กระจายเชื้อทางพื้นผิวผ่านมือ ตอนนั้นคนไทยด้วยกันยังไม่ยอมรับ เพราะเชื่อองค์การอนามัยโลก
ต่อไปนี้คนไทยควรฟังหูไว้หูทุกเรื่องที่องค์การอนามัยโลกออกคำแนะนำ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องไวรัสโควิด-19 อย่างเดียว
องค์การอนามัยโลกกลับลำอีกแล้ว ยอมรับโรคไวรัสโควิด-19 ติดต่อกันทางอากาศ ตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19...
โพสต์โดย หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC เมื่อ วันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2020
https://www.naewna.com/local/504205
'ฟิลิปปินส์'ล้มแผนเลิกล็อกดาวน์ หลังพบติดโควิดวันเดียว2.5พันราย
วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 12.57 น.
9 ก.ค.63 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในฟิลิปปินส์ สะสมอยู่ที่ 50,359 ราย หลังจากพบผู้ติดเชื้อรายใหม่วานนี้ 2,539 ราย ซึ่งเป็นจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่พบสูงสุดใน 1 วัน และมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 5 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 1,314 ราย
ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์ กล่าวทำความเข้าใจกับประชาชนถึงความจำเป็นที่รัฐบาลต้องทบทวนแผนยกเลิกคลายล็อกดาวน์ และต้องเปิดเศรษฐกิจประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยคำนึงถึงความปลอดภัยด้านสาธารณสุขของชาวฟิลิปปินส์
“ผมขอโทษที่ไม่อาจเปิดเศรษฐกิจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ในขณะนี้ เพราะยังพบผู้ติดเชื้อพุ่งสูง และสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ข้างหน้าก็ยากเกินกว่าคาดเดา ดังนั้น จึงจำเป็นต้องไตร่ตรองการเปิดเศรษฐกิจเมืองอย่างรอบคอบ” ปธน.ดูเตอร์เต กล่าว
https://www.naewna.com/inter/504246
ไทยยังไม่ติดเชื้อภายในประเทศมาเป็นเดือนกว่าแล้วนะคะ
หวังว่าอีก 5 ,6 วันข้างหน้าเราจะไม่มีข่าวติดเชื้อในประเทศจากผลของการผ่อนปรนเฟส 5
คุณหมอ ยง ท่านแจ้งว่า W H O กลับลำว่าโควิดอาจติดเชื้อจากการฟุ้งกระจายในอากาศล่องลอยไปได้ทั่ว
คุณหมอท่านก็เคยวินิจฉัยไว้เช่นนั้นค่ะ หมอไทยเก่งกว่านะคะ
ทุกอย่างในคำแนะนำของหมอ เชื่อได้ค่ะ
ส่วนเพื่อนบ้านอาเซียนของไทย ก็ล้มแผนที่จะปลดล็อคแล้วค่ะ เพราะติดเชื้อวันหนึ่งเกิน สองพันคน ต้องเลือกสุขภาพแทนเศรษฐกิจ
ประเทศไทยค่อยผ่อนปรนไปทีละนิด ทำได้ดีเยี่ยม ได้ทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจ
รัฐบาลไทยมาถูกทางค่ะ....😄
❤/มาลาริน/8 ก.ค.ไทยติดเชื้อโควิด 5 ราย กลับจากยูเออี-อียิปต์ WHOกลับลำโควิดติดเชื้อทางอากาศ ฟิลิปปินส์ล้มแผนปลดล็อกดาวน์
วันพฤหัสบดี ที่ 09 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 11.59 น.
ไทยพบติดเชื้อ‘โควิดใหม่ 5 ราย กลับมาจาก “ยูเออี-อียิปต์” ยังเก่งไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศ 45 วันแล้ว
วันที่ 9 กรกฎาคม 2563 นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า วันนี้มีผู้ติดเชื้อเพิ่ม 5 ราย เป็นผู้เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ และอยู่ในสถานกักกันของรัฐ โดยทั้ง 5 รายนั้น เดินทางกลับมาจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 4 ราย แยกเป็น เพศชาย 3 ราย หญิง 1 ราย อาชีพรับจ้าง ส่วนอีก 1 ราย เป็นนักศึกษาชาย อายุ 22 ปี เดินทางกลับมาจากประเทศอียิปต์ ขณะนี้ไทยไม่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เป็นเวลา 45 วัน
https://www.banmuang.co.th/news/politic/198451
'หมอมนูญ'เผย'WHO'กลับลำอีกแล้ว ยอมรับ'โควิด'ติดเชื้อทางอากาศได้
วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 10.16 น.
9 ก.ค.63 นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าห้องไอซียูเฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ ประจำที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ได้โพสต์ข้อความผ่าน เฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ว่า
องค์การอนามัยโลกกลับลำอีกแล้ว ยอมรับโรคไวรัสโควิด-19 ติดต่อกันทางอากาศ
ตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ไปทั่วโลก คนเริ่มขาดความมั่นใจในคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่ล่าช้า และกลับไปกลับมา จากเดิมที่เคยบอกว่าไม่มีหลักฐานยืนยันมากพอว่า หน้ากากอนามัยช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มาเป็นทุกคนควรใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าเวลาออกไปในที่สาธารณะ จากเดิมคนที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ถ้าไม่มีอาการ โอกาสแพร่เชื้อให้ผู้อื่นน้อยมาก เปลี่ยนมาเป็นคนไม่มีอาการก็แพร่เชื้อได้
เนื่องจากองค์การอนามัยโลก ยังยืนยันต่อเนื่องว่าโรคไวรัสโคววิด-19 แพร่กระจายได้แค่ 2 วิธี คือโดยหายใจรับเชื้อในละอองขนาดใหญ่ (droplet) ที่คนป่วยขับออกมาเวลาพูด ไอ จามในระยะใกล้ชิด 1 เมตรเข้าร่างกายโดยตรง และผ่านละอองใหญ่ที่มีเชื้อไวรัสตกลงบนพื้นผิวเวลาผู้ป่วยพูด ไอ จาม คนอื่นไปสัมผัสพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสแล้วเอามือไปจับตา จับจมูก
องค์การอนามัยโลกให้ความสําคัญกับการติดเชื้อทางมือจากพื้นผิวมากกว่าการหายใจเอาละอองน้ำลายเข้าโดยตรง เน้นให้ทำความสะอาดพื้นผิวที่มีการสัมผัสบ่อยๆ และล้างมือบ่อยๆ ขฌะที่ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งชาติของสหรัฐฯ (CDC) ได้ลดความสำคัญของการติดต่อทางสัมผัส ว่าสำคัญน้อยกว่าการติดต่อทางการขับละอองเสมหะออกมาโดยตรงเวลาพูด ตะโกน ร้องเพลง ไอ จาม
สำหรับละอองฝอยขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอน (droplet nuclei หรือ aerosol) แพร่ทางอากาศ (airborne) ลอยไปได้ไกลกว่า 8 เมตร ตามทิศทางของลม องค์การอนามัยโลกเชื่อว่าเกิดน้อยมาก เกิดในกรณืพิเศษในโรงพยาบาลเท่านั้น เมื่อบุคลากรทางการแพทย์ทำหัตถการกระตุ้นให้ผู้ป่วยไอ เช่นเวลาดูดเสมหะ หรือใส่ท่อหายใจ
ล่าสุดหลังจากที่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ 239 คนจาก 32 ประเทศได้รวมกลุ่มกัน ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงองค์การอนามัยโลก (WHO) เรียกร้องให้ WHO ยอมรับว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 สามารถติดต่อทางอากาศ (Airborne) และไม่จำเป็นต้องเกิดในโรงพยาบาลเท่านั้น เนื่องจากมีข้อมูลเพียงพอที่ยืนยันเชื้อติดต่อทางอากาศละอองฝอยขนาดเล็กสามารถแขวนลอยในอากาศ มีชีวิตได้หลายชั่วโมง และพร้อมที่จะเข้าปอดเมื่อสูดหายใจเข้าไป
นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ขอให้องค์การอนามัยโลกปรับคำแนะนำนอกจากการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ เว้นระยะห่าง ควรให้ความสำคัญของการหมุนเวียนของอากาศ การถ่ายเทระบายอากาศ ใช้ตัวกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง และใช้โคมไฟรังสีอัลตราไวโอเลต (UVC) ฆ่าเชื้อโรคลอยในอากาศ ในสถานที่อากาศปิด ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ มาตรการเหล่านี้ควรถูกนำมาใช้เพิ่มเติมจากมาตรการป้องกันอื่นๆก่อนหน้านี้เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโควิด-19
ในที่สุดองค์การอนามัยโลกกลับลำอีกครั้ง ยอมรับว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 แพร่กระจายทางอากาศได้
ผมเคยออกความเห็นเมื่อมีการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ในสนามมวยลุมพินีซึ่งเป็นสถานที่ปิด ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ จากเซียนมวยหนึ่งคนที่ติดเชื้อจากคนในครอบครัวกลับจากประเทศอิตาลี เซียนมวยคนนี้เป็นซูเปอร์สเปรดเดอร์ สามารถแพร่กระจายเชื้อให้คนในสนามมวยวันนั้นกว่า 50 คน การแพร่เชื้อเช่นนี้เป็นไปได้วิธีเดียว คือ ติดต่อทางอากาศ ละอองฝอยขนาดเล็กล่องลอยออกมาในอากาศเวลาเซียนมวยตะโกนเชียร์ ลอยไปได้ไกลมากกว่า 10 เมตรแล้วแต่ทิศทางของลมจากเครื่องปรับอากาศพาไป ใครโชคร้ายอยู่ในทิศทางของลม หายใจเอาละอองฝอยขนาดเล็กเข้าไป ทำให้ปอดติดเชื้อ การแพร่กระจายเชื้อไวรัสโควิด-19 ทางอากาศจริงๆแล้ว สำคัญยิ่งกว่าการแพร่กระจายเชื้อทางพื้นผิวผ่านมือ ตอนนั้นคนไทยด้วยกันยังไม่ยอมรับ เพราะเชื่อองค์การอนามัยโลก
ต่อไปนี้คนไทยควรฟังหูไว้หูทุกเรื่องที่องค์การอนามัยโลกออกคำแนะนำ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องไวรัสโควิด-19 อย่างเดียว
องค์การอนามัยโลกกลับลำอีกแล้ว ยอมรับโรคไวรัสโควิด-19 ติดต่อกันทางอากาศ ตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19...
โพสต์โดย หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC เมื่อ วันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2020
https://www.naewna.com/local/504205
'ฟิลิปปินส์'ล้มแผนเลิกล็อกดาวน์ หลังพบติดโควิดวันเดียว2.5พันราย
วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 12.57 น.
9 ก.ค.63 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในฟิลิปปินส์ สะสมอยู่ที่ 50,359 ราย หลังจากพบผู้ติดเชื้อรายใหม่วานนี้ 2,539 ราย ซึ่งเป็นจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่พบสูงสุดใน 1 วัน และมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 5 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 1,314 ราย
ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์ กล่าวทำความเข้าใจกับประชาชนถึงความจำเป็นที่รัฐบาลต้องทบทวนแผนยกเลิกคลายล็อกดาวน์ และต้องเปิดเศรษฐกิจประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยคำนึงถึงความปลอดภัยด้านสาธารณสุขของชาวฟิลิปปินส์
“ผมขอโทษที่ไม่อาจเปิดเศรษฐกิจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ในขณะนี้ เพราะยังพบผู้ติดเชื้อพุ่งสูง และสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ข้างหน้าก็ยากเกินกว่าคาดเดา ดังนั้น จึงจำเป็นต้องไตร่ตรองการเปิดเศรษฐกิจเมืองอย่างรอบคอบ” ปธน.ดูเตอร์เต กล่าว
https://www.naewna.com/inter/504246
ไทยยังไม่ติดเชื้อภายในประเทศมาเป็นเดือนกว่าแล้วนะคะ
หวังว่าอีก 5 ,6 วันข้างหน้าเราจะไม่มีข่าวติดเชื้อในประเทศจากผลของการผ่อนปรนเฟส 5
คุณหมอ ยง ท่านแจ้งว่า W H O กลับลำว่าโควิดอาจติดเชื้อจากการฟุ้งกระจายในอากาศล่องลอยไปได้ทั่ว
คุณหมอท่านก็เคยวินิจฉัยไว้เช่นนั้นค่ะ หมอไทยเก่งกว่านะคะ
ทุกอย่างในคำแนะนำของหมอ เชื่อได้ค่ะ
ส่วนเพื่อนบ้านอาเซียนของไทย ก็ล้มแผนที่จะปลดล็อคแล้วค่ะ เพราะติดเชื้อวันหนึ่งเกิน สองพันคน ต้องเลือกสุขภาพแทนเศรษฐกิจ
ประเทศไทยค่อยผ่อนปรนไปทีละนิด ทำได้ดีเยี่ยม ได้ทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจ
รัฐบาลไทยมาถูกทางค่ะ....😄