สุหนัต หรือในภาษามลายูปัตตานีเรียกว่า มาโซะยาวี (เข้าเป็นชาวมลายู) เป็นประเพณีการขริบหนังหุ้มปลายของความเป็นชายที่ห่อหุ้มส่วนหัวเอาไว้
การสุหนัต เป็นส่วนหนึ่งของซุนนะฮ์ ที่กุรอานบังคับไว้ว่า ผู้ชายมุสลิมทุกคน เมื่อย่างเข้าอายุที่ถือว่าสามารถขริบได้แล้ว ก็จะทำการขริบกับเด็กคนนั้น
โลกมลายู ทุกชนเผ่าที่นับถือศาสนาอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นชาวมลายู อาเจะห์ มินังกาเบา ซุนดา ชวา ไปจนถึงชาวบูกิสในเกาะสุลาเวสี ต้องบังคับขริบ
สำหรับโลกมลายูหรืออาจจะทุกชนชาติมุสลิม การขริบเปรียบได้กับการโกนจุกของคนไทย การเจาะตุ้มหูของคนพม่า หรือการทำพิธีเง็มปุกุของญี่ปุ่น
หรือจะพูดให้ถูกกว่านั้นก็คือ เป็นสิ่งที่ผู้ชายมุสลิมทุกคนต้องพบเจอและต้องทำมาตั้งแต่โบราณ ไม่ว่าชนชั้นใด ก็ต้องทำตามหลักศาสนาเสียทั้งสิ้น
การขริบโดยส่วนใหญ่ในปัจจุบัน นิยมให้ขริบตามหลักการแพทย์ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลทางด้านสุขอนามัยและเพื่อลดความเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้นกับเด็ก
หากแต่ในหลายร้อยปีที่แล้ว โลกมลายูนิยมขริบกันแบบสดๆ ไม่มียาชา มีคนอธิบายไว้ว่า ความรู้สึกคล้ายกับดึงหนังลอกใกล้เล็บแต่เจ็บมากกว่ามาก
ในวันขริบ จะนิยมให้เด็กนุ่งผ้าขาวม้าหรือโสร่งมา แล้วให้นั่งบนหยกกล้วย ผู้ทำขริบจะใช้กรรไกรทำการขริบบริเวณที่ห่อหุ้มหัวปลายไว้จนเสร็จสิ้น
โดยในบางครั้ง หากเกิดขึ้นกับเชื้อพระวงศ์หรือลูกหลานขุนนาง มักจะนิยมให้มีการแห่นกด้วย พร้อมทั้งมีการเฉลิมฉลองและพิธีกรรมที่แตกต่างไป
อย่างไรก็ตาม ศาสนาอิสลามในยุคปัจจุบัน ปฏิเสธพิธีกรรมหรือการกระทำที่ถูกมองว่านอกศาสนา ทำให้พิธีการขริบถูกลดขั้นตอนลงไปหรือเปลี่ยนไป
การขริบของศาสนาอิสลาม แต่เดิมเป็นประเพณีของชาวอาหรับโบราณตั้งแต่ก่อนยุคอิสลาม ด้วยเหตุผลของการทำความสะอาดที่ทำให้สะดวกกว่า
เนื่องจากมุสลิมจะต้องทำความสะอาดตัวเองทุกครั้งด้วยการอาบน้ำละหมาดในทุกๆ 5 เวลาต่อวัน ทำให้การขริบเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการปฏิบัติกิจนี้
การขริบนั้นมีระบุประโยชน์ในทางการแพทย์ว่าช่วยลดการติดเชื้อทั้งกับชายและหญิงที่มีความสัมพันธ์กัน แม้ไม่ได้ป้องกันได้ดีเท่ากับการใช้ถุงยาง
อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงจากการขริบก็มีอยู่ไม่น้อย ผู้ที่ทำการขริบไม่น้อยต้องเผชิญกับความเจ็บปวดหลังจากการขริบ ทั้งยังส่งผลต่อสุขภาพจิต
ขณะที่ผลการวิจัยในบางแห่ง ก็โต้แย้งออกมาว่า การขริบนั้นไม่ได้ช่วยลดการติดเชื้อแต่อย่างใด และอาจจะติดเชื้อได้หากไม่ได้ขริบอย่างถูกต้อง
การขริบในผู้ชายเป็นศาสนบัญญัติที่ระบุไว้อย่างชัดเจน ส่วนการขริบในผู้หญิง เป็นประเด็นที่กำลังโต้แย้งหนักทั้งในหมู่มุสลิมและกับคนนอกศาสนา
การขริบในผู้หญิง ไม่ได้ถูกระบุไว้ในกุรอาน แต่ถูกตีความโดย 4 มัซฮับของซุนนีอิสลามและในชีอะห์ โดยที่บังคับไว้ชัดเจนก็คือมัซฮับชาฟิอีนั้นเอง
ทว่ามัซฮับชาฟิอีนั้น เป็นมัซฮับที่โลกมลายูยึดถือกันเป็นหลักมากที่สุด จึงทำให้มาเลเซียและอินโดนีเซีย มีเปอร์เซ็นต์การขริบผู้หญิงสูงตามไปด้วย
ในหลายองค์กรระดับโลก ระบุว่าการขริบผู้หญิงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งยังเป็นการละเมิดสิทธิสตรีอย่างรุนแรง และมีอันตรายค่อนข้างสูง
โดยนอกเหนือจากในโลกมลายูแล้ว ในโลกอาหรับหรือในทวีปแอฟริกาในหลายๆ ชนเผ่า ก็พบว่ามีการขริบผู้หญิงกันตามประเพณีหรือหลักศาสนา
ปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีและความทันสมัย ทำให้การขริบตามยุคปัจจุบัน ได้รับความนิยมอย่างทั่วถึงในโลกมลายูในยุคปัจจุบันด้วยราคาที่ไม่แพง
แม้อาจจะมีผลข้างเคียง ความเจ็บปวดอยู่บ้างหลังจากการขริบ แต่มันก็อาจจะยังน้อยกว่าการขริบโดยวิธีโบราณซึ่งอาจจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อกว่า
แม้แต่ในทวีปยุโรปหรือในอเมริกา-แคนาดา การขริบก็เป็นที่นิยมกันโดยเฉพาะชาวยิวและมุสลิมอพยพ แต่ผู้ชายส่วนหนึ่งก็นิยมขริบเพื่อสุขภาพ
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่การต่อต้านขริบผู้หญิง การต่อต้านการขริบต่อเด็กผู้ชายก็เริ่มมีให้เห็นแล้วเนื่องจากมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิ์
แต่โลกมุสลิม แม้จะต้องหมุนสวนทางกับโลกยุคใหม่ หากนั้นคือความศรัทธา ความเชื่อ แม้จะถูกมองอย่างไรก้เปลี่ยนความศรัทธาพวกเขาไม่ได้
เรื่องราวของการขริบในโลกมลายูและอิสลาม
การสุหนัต เป็นส่วนหนึ่งของซุนนะฮ์ ที่กุรอานบังคับไว้ว่า ผู้ชายมุสลิมทุกคน เมื่อย่างเข้าอายุที่ถือว่าสามารถขริบได้แล้ว ก็จะทำการขริบกับเด็กคนนั้น
โลกมลายู ทุกชนเผ่าที่นับถือศาสนาอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นชาวมลายู อาเจะห์ มินังกาเบา ซุนดา ชวา ไปจนถึงชาวบูกิสในเกาะสุลาเวสี ต้องบังคับขริบ
สำหรับโลกมลายูหรืออาจจะทุกชนชาติมุสลิม การขริบเปรียบได้กับการโกนจุกของคนไทย การเจาะตุ้มหูของคนพม่า หรือการทำพิธีเง็มปุกุของญี่ปุ่น
หรือจะพูดให้ถูกกว่านั้นก็คือ เป็นสิ่งที่ผู้ชายมุสลิมทุกคนต้องพบเจอและต้องทำมาตั้งแต่โบราณ ไม่ว่าชนชั้นใด ก็ต้องทำตามหลักศาสนาเสียทั้งสิ้น
การขริบโดยส่วนใหญ่ในปัจจุบัน นิยมให้ขริบตามหลักการแพทย์ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลทางด้านสุขอนามัยและเพื่อลดความเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้นกับเด็ก
หากแต่ในหลายร้อยปีที่แล้ว โลกมลายูนิยมขริบกันแบบสดๆ ไม่มียาชา มีคนอธิบายไว้ว่า ความรู้สึกคล้ายกับดึงหนังลอกใกล้เล็บแต่เจ็บมากกว่ามาก
ในวันขริบ จะนิยมให้เด็กนุ่งผ้าขาวม้าหรือโสร่งมา แล้วให้นั่งบนหยกกล้วย ผู้ทำขริบจะใช้กรรไกรทำการขริบบริเวณที่ห่อหุ้มหัวปลายไว้จนเสร็จสิ้น
โดยในบางครั้ง หากเกิดขึ้นกับเชื้อพระวงศ์หรือลูกหลานขุนนาง มักจะนิยมให้มีการแห่นกด้วย พร้อมทั้งมีการเฉลิมฉลองและพิธีกรรมที่แตกต่างไป
อย่างไรก็ตาม ศาสนาอิสลามในยุคปัจจุบัน ปฏิเสธพิธีกรรมหรือการกระทำที่ถูกมองว่านอกศาสนา ทำให้พิธีการขริบถูกลดขั้นตอนลงไปหรือเปลี่ยนไป
การขริบของศาสนาอิสลาม แต่เดิมเป็นประเพณีของชาวอาหรับโบราณตั้งแต่ก่อนยุคอิสลาม ด้วยเหตุผลของการทำความสะอาดที่ทำให้สะดวกกว่า
เนื่องจากมุสลิมจะต้องทำความสะอาดตัวเองทุกครั้งด้วยการอาบน้ำละหมาดในทุกๆ 5 เวลาต่อวัน ทำให้การขริบเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการปฏิบัติกิจนี้
การขริบนั้นมีระบุประโยชน์ในทางการแพทย์ว่าช่วยลดการติดเชื้อทั้งกับชายและหญิงที่มีความสัมพันธ์กัน แม้ไม่ได้ป้องกันได้ดีเท่ากับการใช้ถุงยาง
อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงจากการขริบก็มีอยู่ไม่น้อย ผู้ที่ทำการขริบไม่น้อยต้องเผชิญกับความเจ็บปวดหลังจากการขริบ ทั้งยังส่งผลต่อสุขภาพจิต
ขณะที่ผลการวิจัยในบางแห่ง ก็โต้แย้งออกมาว่า การขริบนั้นไม่ได้ช่วยลดการติดเชื้อแต่อย่างใด และอาจจะติดเชื้อได้หากไม่ได้ขริบอย่างถูกต้อง
การขริบในผู้ชายเป็นศาสนบัญญัติที่ระบุไว้อย่างชัดเจน ส่วนการขริบในผู้หญิง เป็นประเด็นที่กำลังโต้แย้งหนักทั้งในหมู่มุสลิมและกับคนนอกศาสนา
การขริบในผู้หญิง ไม่ได้ถูกระบุไว้ในกุรอาน แต่ถูกตีความโดย 4 มัซฮับของซุนนีอิสลามและในชีอะห์ โดยที่บังคับไว้ชัดเจนก็คือมัซฮับชาฟิอีนั้นเอง
ทว่ามัซฮับชาฟิอีนั้น เป็นมัซฮับที่โลกมลายูยึดถือกันเป็นหลักมากที่สุด จึงทำให้มาเลเซียและอินโดนีเซีย มีเปอร์เซ็นต์การขริบผู้หญิงสูงตามไปด้วย
ในหลายองค์กรระดับโลก ระบุว่าการขริบผู้หญิงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งยังเป็นการละเมิดสิทธิสตรีอย่างรุนแรง และมีอันตรายค่อนข้างสูง
โดยนอกเหนือจากในโลกมลายูแล้ว ในโลกอาหรับหรือในทวีปแอฟริกาในหลายๆ ชนเผ่า ก็พบว่ามีการขริบผู้หญิงกันตามประเพณีหรือหลักศาสนา
ปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีและความทันสมัย ทำให้การขริบตามยุคปัจจุบัน ได้รับความนิยมอย่างทั่วถึงในโลกมลายูในยุคปัจจุบันด้วยราคาที่ไม่แพง
แม้อาจจะมีผลข้างเคียง ความเจ็บปวดอยู่บ้างหลังจากการขริบ แต่มันก็อาจจะยังน้อยกว่าการขริบโดยวิธีโบราณซึ่งอาจจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อกว่า
แม้แต่ในทวีปยุโรปหรือในอเมริกา-แคนาดา การขริบก็เป็นที่นิยมกันโดยเฉพาะชาวยิวและมุสลิมอพยพ แต่ผู้ชายส่วนหนึ่งก็นิยมขริบเพื่อสุขภาพ
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่การต่อต้านขริบผู้หญิง การต่อต้านการขริบต่อเด็กผู้ชายก็เริ่มมีให้เห็นแล้วเนื่องจากมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิ์
แต่โลกมุสลิม แม้จะต้องหมุนสวนทางกับโลกยุคใหม่ หากนั้นคือความศรัทธา ความเชื่อ แม้จะถูกมองอย่างไรก้เปลี่ยนความศรัทธาพวกเขาไม่ได้