JJNY : ศิริกัญญาชี้เตรียมรับมือหนี้เกินเพดาน/69.5%หนุนต่อพรก.แต่ห่วงขาดรายได้/สุริยะนำทีม ส.ส.พบป้อม/ทั่วโลกติดโควิด6ล.

ศิริกัญญาชี้เตรียมรับมือหนี้เกินเพดาน ซัด พ.ร.ก.เหมือนคิดไปทำไป ไม่มีทางแก้ปัญหาได้
https://www.matichon.co.th/politics/news_2207873
 

 
เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 29 พฤษภาคม ที่รัฐสภา ที่มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระด่วน พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท
 
น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ถือเป็นวิกฤตรากหญ้า เนื่องจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ประกอบกับรายได้เกษตรลดลงต่อเนื่อง อีกทั้งยังเจอกับพิษโควิดซ้ำซ้อนรายได้ของคนไทยลดลงอย่างถ้วนหน้า โดยตัวเลขคนจนจะเพิ่มขึ้นเป็น 18.9 ล้านคน คนว่างงานเพิ่มขึ้น 2-7 ล้านคน หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็น 14 ล้านบาท หนี้เสียครัวเรือนก็จะเพิ่มขึ้น ทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ และกิจการรายย่อยที่จะล้มตายอีก 26% มีผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยถ้วนหน้าในหลายประเทศ แต่ขึ้นอยู่กับวิธีการรับมือ หลายประเทศหันกลับไปใช้วิธีการฟื้นฟูประเทศตัวเอง หลังโควิดจะเกิดภาวะชาตินิยมทางเศรษฐกิจ หันกลับไปฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ เช่น จีนดึงการลงทุนจากต่างประเทศกลับมาลงทุนในประเทศ ญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตจากจีนกลับประเทศตัวเอง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่บทบาทของรัฐบาลจะใหญ่ขึ้นเข้าไปอุ้มบริษัทต่างๆ ในประเทศ
 
น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า สำหรับประเทศไทย ตนคิดว่าในวิกฤตก็ถือว่าเป็นโอกาสในการพลิกฟื้นประเทศไทยได้ โดยเน้นจากเศรษฐกิจในประเทศ แต่จากที่ตนได้ฟังแผนเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ในการพัฒนาการเกษตร กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และการบริโภคในประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่เคยพูดไว้ ทำให้ตนฝันสลาย เพราะไม่ต่างอะไรจากนโยบายเดิม ซึ่งจะทำให้รัฐบาลเสียโอกาสพลิกฟื้นประเทศ เพราะก่อนโควิด แผนนี้ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อยู่แล้ว ดังนั้น เงินกู้จำนวน 4 แสนล้าน ในการนำมาฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ จึงขอแนะนำให้ฉีกแผนยุทธศาสตร์ชาติทิ้งไปได้เลย เพราะอยู่ไม่ถึง 20 ปีแน่นอน ถ้าไม่ปรับให้เข้ากับสถานการณ์เพราะการประเมินโครงการเงินกู้ในรอบ 3 ปีที่ตนไปตรวจสอบก็หยาบๆ ไม่มีการถอดบทเรียนอะไรเลย ทั้งๆ ที่รัฐมนตรีหลายคนเคยอยู่ในภาคธุรกิจมาก่อน อย่างบอร์ดบริษัท ถ้าจะกู้เงินหลายล้านบาท ซีอีโอต้องทำการบ้านอย่างมาก
 
“แต่ใน พ.ร.ก.กู้เงินครั้งนี้ไม่มีรายละเอียดให้พิจารณา เหมือนคิดไปทำไป เหมือนไม่ให้เกียรติประชาชนที่เป็นเจ้าของเงิน และไม่มีทางที่จะบรรลุเป้าหมายได้ ถ้าไม่มีเป้าหมายขั้นแรก วันนี้เรายังพอมีเวลาแก้ไขโดยดูแบบอย่างจากในอดีต เช่น วิกฤตเศรษฐกิจปี 2552 โครงการไทยเข้มแข็ง สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีการวางแผนโครงการไว้เหมือน พ.ร.ก.ตอนนี้ แต่สิ่งที่ต่างคือมีการวางเป้าหมายชัดเจนว่าจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเท่าไร และจีดีพีเพิ่มขึ้นเท่าไร และยังมีดัชนีชี้วัดอีก 7 ด้าน แม้สุดท้ายแล้วการประเมินผลในปี 2554 ผลจะออกมาไม่เป็นไปตามเป้า แต่ทำให้เห็นว่า แม้มีเป้าหมายชัดเจนยังพลาดเป้าได้ แล้วตอนนี้ไม่มีเป้าหมายที่กำหนด แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสำเร็จหรือไม่สำเร็จ” น.ส.ศิริกัญญากล่าว
 
น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ตนคิดว่าเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท หรือ 6% ของจีดีพี ไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ในประเทศต่างๆ มีการจ่ายเงินมากกว่าไทย เช่น ญี่ปุ่นใช้เงิน 21% ของจีดีพี ดังนั้น จึงเชื่อว่า ปีหน้าเราจะมีหนี้สาธารณะเกินเพดานแน่นอน เกินเพดานไม่ใช่ปัญหา ตนจึงเห็นต่างกับฝ่ายค้านด้วยกันว่าหากมีความจำเป็นต้องกู้ก็ควรกู้มากกว่านี้ เพื่อให้คุ้มค่ากับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และต้องทำให้ได้จริงๆ โดยรัฐบาลต้องใช้เครื่องมือที่มีอยู่ โดยเฉพาะมาตรการทางภาษี และทบทวนข้อตกลงการเข้าร่วม CPTPP พรรคก้าวไกลเสนอให้เตรียมพร้อมสาธารณสุข สำหรับการรับมือการแพร่ระบาดรอบใหม่ เพื่อให้ปิดเมืองสั้นลง รวมทั้งเยียวยาประชาชน โดยใช้เงิน 1 ล้านล้านบาท แล้วเพื่อฟื้นฟูประเทศ หากยังคิดไม่จบให้กลับไปคิดมาใหม่ แล้วยื่นกลับมาเป็น พ.ร.บ.การฟื้นฟูประเทศควบคู่ไปกับการจัดสรรงบประมาณปี 2564 ใหม่ เนื่องจาก พ.ร.บ.จะมีความรอบคอบรัดกุมมากกว่า มีการตรวจสอบ และยึดโยงกับประชาชน ที่สำคัญคือมีการเรียนรู้บทเรียนที่ผิดพลาดในอดีตด้วย
 


โพล69.5%หนุนต่อพรก.ลดเคอร์ฟิวแต่ห่วงขาดรายได้
https://www.innnews.co.th/politics/news_687806/
 
"กรุงเทพโพลล์" ปชช.เชื่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินจำเป็นคุมโควิด ล็อกดาวน์มีผลต่อการดำเนินชีวิตน้อย, ห่วงขาดรายได้ เห็นด้วยลดเคอร์ฟิว 1 ชม. กลัวสถานบันเทิง ผับบาร์ สนามมวย เป็นแหล่งแร่เชื้ออีกเมื่อคลายล็อก
 
“กรุงเทพโพลล์” ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “คนไทยว่ายังไง…กับการต่อ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน” โดยเก็บข้อมูลจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,205 คน ระหว่างวันที่ 25-27 พ.ค. ที่ผ่านมา พบว่า ร้อยละ 57.9 เห็นว่า การต่อ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน การล็อกดาวน์ มีผลต่อการดำเนินชีวิต การทำงาน การเรียน ค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด ขณะที่ร้อยละ 42.1 เห็นว่ามีผลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด
 
เมื่อถามว่ากังวลมากน้อยเพียงใดต่อสถานที่ที่เปิดจากมาตรการผ่อนปรนเฟสแรกและเฟสสองว่าจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ COVID-19 ได้ พบว่า 
ในมาตรการผ่อนปรนเฟสแรกเคอร์ฟิว 22.00 – 04.00 น. เช่น ตลาด ร้านอาหารขนาดเล็ก สนามกีฬากลางแจ้ง ร้านตัดผม 
ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 61.8 มีความกังวลต่อสถานที่ เช่น ตลาด ร้านอาหารขนาดเล็ก สนามกีฬากลางแจ้ง ร้านตัดผม ที่ผ่อนปรน เฟสแรกและเฟส 2 ว่าจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ COVID-19 ได้ ค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด
ขณะที่ร้อยละ 38.2 มีความกังวลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด,
 
ส่วนมาตรการผ่อนปรนเฟสสอง เคอร์ฟิว 23.00 – 04.00 น. เช่น ห้างสรรพสินค้า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ  61.6 มีความกังวลต่อสถานที่ ที่ผ่อนปรนเฟสสอง เคอร์ฟิว 23.00 – 04.00 น. เช่น ห้างสรรพสินค้า ค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด และร้อยละ 38.4 มีความกังวลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด
 
 
ทั้งนี้ ร้อยละ 80.5 กังวลต่อสถานบันเทิง ผับ บาร์ ที่จะผ่อนปรนระยะที่3 และ 4 มากที่สุด ว่าอาจจะทำให้มีการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ได้,
ร้อยละ 77.6 สนามมวย สนามม้า สนามแข่งกีฬาต่างๆ คิดและ
ร้อยละ 46.2 โรงภาพยนตร์

และเมื่อถามว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการลดเวลาเคอร์ฟิวลงเหลือ 23.00 – 03.00 น. พบว่า
ร้อยละ 82.4 เห็นด้วยเพราะ เวลาไม่ได้แตกต่างจากเดิมที่ 23.00 – 04.00 น. จะได้มีความยืดหยุ่นในการดำเนินชีวิตได้มากขึ้น,
ร้อยละ 17.6 ไม่เห็นด้วยเพราะ จะทำให้มีการพบปะ สังสรรค์ ชุมนุมกันเพิ่มขึ้น เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19,
 
นอกจากนี้ ประชาชนร้อยละ 69.5 ยังมองว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ยังจำเป็นต่อการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ค่อนข้างมากถึงมากที่สุด,
ร้อยละ 30.5 เห็นว่าจำเป็นค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด 
 
แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดจากการต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 
ร้อยละ 77.9 ระบุ ปัญหาการขาดรายได้ ค่าครองชีพของประชาชน, 
ร้อยละ 70.0 มีการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น 
และ ร้อยละ 57.7 การศึกษาของลูกหลาน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่