ปัญหาส่วนตัวและครอบครัว ปัญหาที่ดิน ขอคำแนะนำด้วยครับ

เหตุผลหลักที่ผมตัดสินใจมาแชร์เรื่องราวปัญหาชีวิตของผมในวันนี้ ส่วนหนึ่งก็อยากระบายให้ใครก็ได้ฟังโดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน เพราะผมต้องการที่จะเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ไว้เป็นหลักฐานคำให้การต่อสาธารณชน ซึ่งผมมองว่ามีประสิทธิภาพกว่าการไปลงบันทึกประจำวันที่ สน. รวมถึงผมคิดว่าที่ตรงนี้มีลักษณะประกอบไปด้วยความหลากหลายของผู้คนสูง จึงทำให้เชื่อว่าผมจะได้รับฟังมุมมองความเห็นและข้อเสนอแนะที่หลากหลายและเป็นประโยชน์ ที่ผมสามารถนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจในการกระทำที่สำคัญต่างในอนาคตของผมได้ 

ขอบคุณเพื่อนของผมที่ให้ยืมAccount มาโพสต์เรื่องราวของผมครับ

          เบื้องต้นนี้ผมขอเท้าความภูมิหลังของตัวผมและเรื่องราวของคนใกล้ชิดที่ผมคิดว่าน่าจะมีผลต่อการมองภาพรวมและเข้าใจภาวะแวดล้อมของเรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปได้ดีขึ้น โดยในส่วนของการระบุเวลาอาจมีคาดเคลื่อนบ้างเพราะ ระหว่างที่พิมพ์นี้ ผมอิงเอาจากเวลาของรูปบน Facebook ที่ผมพอจำได้ว่าภาพนี้โพสต์ใกล้ๆช่วงเหตุการณ์นั้นๆ

          เดิมทีเลยครอบครัวผมเป็นครอบครัว4คน ที่ประกอบไปด้วย พ่อ แม่ ตัวผมและน้องชาย คุณพ่อเป็นข้าราชการ คุณแม่อาชีพค้าขาย/นายหน้าอิสระทางด้านจิวเวอรี่ น้องชาย(อายุห่างจากผม 2ปี) ปัจจุบันรับราชการ ส่วนผมเป็นพนักงานสัญญาจ้าง พอผมอายุได้ประมาณ22 (ปี2551) คุณพ่อและคุณแม่หย่ากันตามกฏหมาย ซึ่งช่วงนั้นตำแหน่งทางราชการของคุณพ่อถูกย้ายไปอยู่ จังหวัดแถบภาคอีสานตอนล่าง ส่วนคุณแม่หลังจากหย่าได้ไม่นานก็เดินทางไปต่างประเทศกับเพื่อนชาวต่างชาติได้สักพักก็กลับมาอยู่ที่ไทยโดยไปอาศัยอยู่หลักๆที่บ้านพักต่างอากาศในจังหวัดแถบภาคเหนือ ส่วนผมและน้องชายอาศัยอยู่บ้านที่กรุงเทพ โดยผมได้บรรจุเข้าเป็นพนักงานบริษัทตั้งแต่ก่อนจบแล้ว เลยไม่มีปัญหาเรื่องการเงินในช่วงนั้นสามารถอยู่ด้วยเงินเดือนได้ โดยในช่วงที่อยู่กับน้องชาย2คน คุณพ่อจะแวะเวียนมาเยี่ยมเดือนละ 2-4 ครั้ง ส่วนน้องชายยังรับเงินค่าขนมจากคุณพ่อเพราะยังเรียนปริญญาตรีอยู่ 

ต่อมาช่วงปี 2555 คุณแม่ได้ขายบ้านพักที่ภาคเหนือแล้วย้ายกลับมาอยู่บ้านที่กรุงเทพ ซึ่งหลังจากคุณแม่ย้ายกลับมาได้ไม่ถึง 3 เดือนก็มีเรื่องขัดแย้งกับผมหลักๆคือเรื่องแฟนที่คบอยู่ในขณะนั้น หรืออาจจะด้วยความประพฤติของผมเองก็ตาม ทำให้ผมตัดสินใจว่าจะออกไปหาที่อยู่ใหม่โดยการเช่าหอพักหรือบ้านพัก ซึ่งในเวลานั้นคุณพ่อได้ย้ายกลับมาประจำอยู่กรุงเทพได้ประมาณ 9 เดือนและมีบ้านพักอาศัยเป็นของตัวเองแล้ว ผมจึงตัดสินใจไปขออาศัยอยู่กับพ่อชั่วคราวเพื่อตั้งหลัก แต่พอไปอยู่จริง สิ่งที่เหนือกว่าที่คิดไว้คือผมได้มีโอกาศใช้เวลากับพ่อมากขึ้น กิจวัตรคือหลังจากเลิกงานงานผมจะใช้เวลากับแฟนค่ำๆจึงค่อยกลับบ้านหรือบางวันก็ไปค้างห้องแฟน วันที่กลับบ้านโดยมากก็จะเจอพ่อนั่งดูทีวี เราก็ได้พูดคุยกัน10-20 นาทีก่อนผมขึ้นห้องนอน เสาทิตย์ไหนถ้าว่างไม่มีนัด ก็จะออกไปทานข้าวข้างนอกกัน ชีวิตช่วงนั้นสำหรับผมถือเป็นช่วงที่มีความสุขมากที่สุดช่วงนึงในชีวิตเลย จนถึงช่วงต้นปี 2557 น้องชายผมก็ย้ายออกมาจากบ้านที่อยู่กับแม่เพราะมีปัญหากระขัดแย้งกัน (ผมขอข้ามรายละเอียดเรื่องสาเหตุ เนื่องจากเรื่องที่ผมฟังมาจากน้องและแม่เนื้อหาขัดแย้งกัน) ซึ่งตอนนั้นน้องชายทำงานแล้วจึงไม่มีปัญหาเรื่องที่อยู่และการเงิน 

          พอกลางปีแม่ก็มีติดต่อมาทางsms ว่ามีแพลนจะเข้ารพ. เกี่ยวกับอาการข้อเท้า(ตอนที่ผมออกจากบ้านแม่ด่าสาปส่งยับ ตัดแม่ตัดลูก และไล่ให้ไปย้ายชื่อออกจากบ้านไปอยู่ทะเบียนบ้านเดียวกับพ่อ ซึ่งผมก็ทำให้ และหลังจากนั้นก็ตัดขาดการติดต่อกันไปเลย)  ผมจึงตัดสินใจกลับไปดูแลแม่ในช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาประมาณครึ่งปี จนแม่หายดีเป็นปกติคือ เดินเองได้ขับรถเองได้ เนื่องด้วยผมซึ่งรู้สึกไม่มั่นคงและไม่สนิทใจในการอยู่ร่วมกับแม่เท่าไร จึงย้ายออกมาอาศัยอยู่กับแฟนที่ทาวเฮ้าของแฟนซึ่งเป็นบ้านเก่าของทางครอบครัวแฟน (อยู่กันสองคนกับแมวจรจัดอีก1ตัว ที่มาจากไหนก็ไม่รู้แล้วตอนจะหายก็หายไปไหนก็ไม่รู้) ซึ่งก็อยู่กันอย่างมีความสุข โดยในประเด็นความแตกแยกระหว่างผมกับแม่นั้น ณ จุดนี้ ในเรื่องความรู้สึกและจิตใจผมยังเลือกที่จะเว้นระยะห่าง คือ ยังแวะเวียนไปเยี่ยม ทุก 1-2 สัปดาห์ แต่จะไม่ใกล้ชิดมากจนเกินไปเพราะกลัวว่ายิ่งใกล้ชิดจะมีปัญหาความขัดแย้งกันอีก ต่างคนต่างอยู่ก็มีความสุขกันดีอยู่แล้ว อธิบายเพิ่มเติมคือ มาถึงจุดนี้ด้วยความที่ผมโตเป็นวัยรุ่นตอนกลาง-ผู้ใหญ่ตอนต้น (อายุ29) ผมก็เข้าใจตัวเองมากขึ้น ในมุมมองของความต้องการ ตัวตน ความชอบ/ไม่ชอบ นิสัยดี/นิสัยเสีย ซึ่งอย่างนึงที่ทำให้ชีวิตผมมีความสุข คือ การเอาเรื่องคนอื่นมาใส่ตัวเองให้น้อยที่สุด และเอาเรื่องตัวเองไปใส่คนอื่นให้น้อยที่สุด ซึ่งรวมถึงครอบครัวทั้งสองฝ่ายด้วย เว้นแต่กรณีคนอื่นมาขอความช่วยเหลือหรือเราต้องการความช่วยเหลือจากคนอื่น อันนี้ก็ตามความจำเป็นและสถานการณ์ โดยในช่วงนี้ผมและแฟนอยู่กันอย่างมีความสุขไม่มีปัญหาอะไรทั้ง การเงิน ความรัก สุขภาพ และได้แต่งงานกันและมีลูกด้วยกัน 1 คน แต่ก็มีอันต้องแยกทางกันในปี 2660 โดยฝ่ายอดีตภรรยาได้สิทธิในการเลี้ยงดูบุตรและผมรับผิดชอบในเรื่องค่าใช้จ่าย (ณ ปัจจุบันก็ยังติดต่อกันอยู่ในฐานะพ่อและแม่ของลูก และเพื่อนที่ดีต่อกัน) หลังจากนั้นผมก็มีช่วงเร่ร่อนอยู่พักใหญ่คือ นอนไม่เป็นหลักเป็นแหล่ง บ้านพ่อบ้าง บ้านเพื่อนบ้าง แทนที่จะหาห้องเช่า 

          ผมจึงตัดสินใจย้ายกลับไปอยู่ที่พื้นที่บ้านเดิม(ที่แม่อยู่ในปัจจุบัน) มาถึงจุดนี้ผมขออธิบายก่อนว่า อาณาบริเวณของบ้านหลังนี้ประกอบไปด้วยที่ 2 แปลงขนาดเท่ากันอยู่ข้างกัน แปลงละ 70 ตรว. แปลงแรกมีบ้านเดี่ยวปลูกสร้างอยู่ส่วนแปลงที่ติดกัน(ไม่มีรั้วกั้นเดินไปมากันได้) จะเป็นโรงรถชั้นเดียวกว้าง 10 เมตร ลึก 5 เมตรมีหลังคายื่นออกมาตามแนวหน้ากว้างเพื่อบังแดดบังฝนให้รถได้ โดยในส่วนโครงสร้างมีห้องนอนเดิมไว้สำหรับคนรับใช้2ห้อง ห้องน้ำ1ห้อง ซึ่งเดิมที่ทั้งสองแปลงนี้ติดจำนองอยู่เป็นชื่อร่วมแม่กับพ่อ(รายละเอียดตรงนี้ไม่แน่ใจชัดเจน) แต่ในปี 2558 พ่อไปทำการไถ่ถอนที่ดินและบ้านออกจากธนาคาร (ไม่แน่ใจว่าติดแปลงเดียวหรือทั้ง2แปลง) โดยพ่อเป็นผู้ออกเงินให้ทั้งหมดและให้สิทธิผมเป็นเจ้าของที่แปลงที่เป็นโรงรถ และให้แม่เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านในแปลงแรก (ก่อนหน้านั้นพ่อดูแลเรื่องจัดแจงเรื่องที่อยู่ใหม่ให้น้องเรียบร้อยแล้วโดยเป็นทาวโฮม) ซึ่งในวันไถ่ถอนเราทั้งสามคนก็ไปดำเนินการกันเรียบร้อย แต่ยังติดในส่วนของที่ดินแปลงแรกที่ยังไม่ได้โอนชื่อจาก ชื่อร่วม ผมและแม่ เป็น ของแม่คนเดียว เพราะ ณ เวลานั้นมองว่าต้องการประหยัดเรื่องภาษีการโอน เพราะเดิมเป็นชื่อร่วมแม่และพ่อ โดยพ่อโอนชื่อส่วนของพ่อมา(พัก)เป็นชื่อผม แล้วเจ้าพนักงานเลยแจ้งว่าถ้าโอนต่อเลยจะเสียภาษีเยอะให้รอกี่ปีก่อนไม่แน่ใจแล้วค่อยโอนต่อภาษีจะถูกลง ซึ่งผมและแม่ในเวลานั้นก็ตกลงทำตามวิธีนี้ โดยผมก็เอาโฉนดทั้งสองแปลงและเอกสารทุกอย่างไว้กับแม่ และกลับไปอยู่บ้านแฟนดังเดิม
แสดงความคิดเห็น
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  ปัญหาชีวิต ครอบครัว กฎหมายชาวบ้าน ปัญหาครอบครัว
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่