เรื่มต้นจากที่บ้านไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไร พ่อแม่ไม่สามารถส่งให้เรียนพิเศษหรือเรียนเสริมอะไรที่ไหนได้เลย เพราะแค่ลำพังเงินทองที่จะต้องใช้จ่ายค่าเทอมในแต่ละเทอมยังต้องพลัดผ่อนกับโรงเรียนมาโดยตลอด แต่เราอยากเก่ง อยากพูดได้มากกว่า 1 ภาษา จึงขวนขวาย โดยเริ่มจากการคิดตั้งคำถาม
1.ทำไมเด็กไทย ที่มีพ่อแม่เป็นคนไทย แต่ไปเกิดและเติบโตที่ต่างประเทศ แล้วทำไมเค้าพูดไทยไม่ได้ แต่กลับพูดภาษาของประเทศที่เกิดนั้นๆ ได้
2.แล้วเราจะพูดภาษาชาติอื่นๆ ได้อย่างไร ในเมื่อเราเกิดในไทย
แล้วก็เริ่มได้ข้อสรุปว่า มันคือสิ่งแวดล้อม
1.เด็กเกิดและเติบโตในประเทศหรือสิ่งแวดล้อมที่พูดแบบไหน เค้าก็จะพูดแบบนั้น
2.ถ้าจะหัดภาษา ทักษะแรกที่ต้องเริ่มคือ ทักษะการฟัง และพูด เพราะสังเกตจากเด็กทารก พอเริ่มโต พ่อแม่มักจะสอนให้พูด สอนให้เรียกพ่อเรียกแม่ เรียกชื่อตัวเอง ดังนั้น พี่โอ๋ จึงเริ่มจัดการชีวิตตัวเองด้วยการไปหาแผ่น CD (คือในสมัยพี่โอ๋ยังเด็ก มีแค่ VDO เทปเท่านั้น ส่วนแผ่น CD นั้นอาจไม่มีมูลค่าสำหรับในสมัยนี้ แต่ในสมัยของพี่โอ๋ มันแพงมากกกกกก)
พี่โอ๋ หาซื้อ CD หนังฝรั่งมา โดยเลือกเรื่องที่เราชอบ หรือคิดว่าชอบ และจะสามารถดูได้เรื่อยๆ แบบซ้ำไปซ้ำมาได้หลายๆ หน โดยต้องไม่เบื่อ ทั้งนี้เพื่อให้เราฝึกฟัง แล้วพยายามจดจำประโยคการพูดในสถานการณ์ต่างๆ ว่าเมื่อรูปประโยคแบบไหน ต้องใช้ตอนไหน และพูดอย่างไร
ในการดูครั้งแรกจนถึงครั้งที่ 10 (โดยประมาณนะคะ พี่โอ๋ไม่ได้นับ) แต่คือหมายถึงให้นั่งดูอย่างจดจ่อ จนกระทั่งเราสามารถจำหนังทั้งเรื่องได้ ว่าเมื่อนางเอกเปิดประตูบานนี้ หรือเดินผ่านสระว่ายน้ำนี้ มันคือเนื้อเรื่องตรงไหน และกำลังจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เมื่อเราจำเนื้อเรื่องได้หมด (ไม่เกี่ยวกับประโยคการพูดในหนังนะคะ) พี่โอ๋ก็เริ่มเราเทปกาวสีทึบไปปิดที่หน้าจอโทรทัศน์เพื่อจะไม่ดูซับไตเติ้ลภาษาไทยที่ขึ้นอยู่ในหน้าจอ (คืออันนี้ต้องขออธิบายเพิ่มสำหรับน้องๆ หนูๆ ในสมัยนี้นะคะ แผ่น CD ที่พี่โอ๋ซื้อมา จะเป็นพากย์ภาษาอังกฤษเท่าน้น เพราะเราต้องการฝึกภาษา และแผ่น CD ไม่สามารถกดเปลี่ยนภาษาได้เหมือน DVD ในสมัยนี้ค่ะ ดังนั้น พี่โอ๋จึงต้องเอาเทปมาแปะปิดที่ทีวีเอาไว้นั่นเอง)
หลักการของการทำแบบนี้เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมในห้องของเรา ในบ้านของเราให้เหมือนเราอยู่ในต่างประเทศนั่นเอง โดยเปิดหนังเรื่องเดิมที่เราจำเนื้อหาได้หมด แล้วมาคอยนั่งฟังเวลาที่ตัวละครพูดประโยคภาษาอังกฤษ โดยเมื่อเราปิดซับไตเติ้ลไปแล้ว เราก็จะไม่เห็นภาษาไทย แต่เรากำลังจะฝึกฟัง และพูดตามอย่างจริงจัง
พี่โอ๋ทำแบบนี้อยู๋เป็นปีๆ กับหนังประมาณ 3-5 เรื่องในสมัยนั้น ได้แก่ legally blonde, View from the top และ Morning glory แล้วมีการ์ตูนบางเรื่อง อย่าง Bugs และ Ants ต้องบอกเลยว่า หนังการ์ตูนเด็กๆ เนื่ยเป็นอะไรที่ฟังง่ายสุดเมื่อเทียบกับหนังผู้ใหญ่ สำหรับคนหัดฟังใหม่ๆ เพราะหนังเด็ก คนพากย์จะต้องพยายามพูดไม่ให้เร็วเกินไป และจะพูดชัดถ้อยชัดคำ เรียกว่าถ้าเริ่มหัดจากหนังการ์ตูนนี่เราจะมีกำลังใจในการไปต่อได้เยอะมากค่ะ
หลังจากนั้น พี่โอ๋ก็พยายามสมัครงานในบริษัทต่างชาติ เพื่อจะพยายามให้สิ่งแวดล้อมใกล้ตัวเราในทุกๆ วันได้ยินได้ฟังภาษาอังกฤษ และลงทุนถึงขั้นไปนั่งแชทภาษาอังกฤษแบบงูๆ ปลาๆ กับต่างชาติในเวปหาคู่ก็เคยลองมาแล้ว 555+
ผลลัพที่ได้คือ พี่โอ๋ ไม่พูดเองละกันเนอะ เดี๋ยวจะหาอวด อิอิ ให้ดูจากวีดีโอ นี้แทนละกันนะคะ
https://youtu.be/rRlA3hy1WDg เดี๋ยวจะหาว่าป้าโม้

ปัจจุบันถามว่ายังกลัวการพูดภาษาอังกฤษมั๊ย ตอบเลยว่ายังมีประหม่า ยังมีกลัวนะคะ แต่ก็ยังกล้าที่จะพูดสื่อสาร เพราะถ้ากลัวจนไม่กล้า เราก็จะไม่ทางเก่งนั่นเองค่ะ
วันนี้พี่โอ๋ฝากไว้เท่านี้นะคะ อยากเป็นกำลังใจให้น้องๆ ทุกคนที่ต้องการพูดภาษาอังกฤษเป็น ใช้ภาษาอังกฤษได้ ขอให้ใจกล้าเข้าไว้นะคะ ถ้าพี่โอ๋ทำได้ คนอื่นๆ ก็ต้องทำได้แน่นอนค่ะ ตัวอย่างมีให้เห็นแล้วนะคะ ขอให้สมความปรารถนาทุกคนคร้าาาาา
อยากพูดภาษาอังกฤษเป็น อยากพูดภาษาอังกฤษเก่ง มีวิธีเรียนแบบใช้งบน้อย ประหยัดสุดๆ แต่ได้ผลลัพธ์ชัดเจนจาก ปสก ตรงของ จขท
1.ทำไมเด็กไทย ที่มีพ่อแม่เป็นคนไทย แต่ไปเกิดและเติบโตที่ต่างประเทศ แล้วทำไมเค้าพูดไทยไม่ได้ แต่กลับพูดภาษาของประเทศที่เกิดนั้นๆ ได้
2.แล้วเราจะพูดภาษาชาติอื่นๆ ได้อย่างไร ในเมื่อเราเกิดในไทย
แล้วก็เริ่มได้ข้อสรุปว่า มันคือสิ่งแวดล้อม
1.เด็กเกิดและเติบโตในประเทศหรือสิ่งแวดล้อมที่พูดแบบไหน เค้าก็จะพูดแบบนั้น
2.ถ้าจะหัดภาษา ทักษะแรกที่ต้องเริ่มคือ ทักษะการฟัง และพูด เพราะสังเกตจากเด็กทารก พอเริ่มโต พ่อแม่มักจะสอนให้พูด สอนให้เรียกพ่อเรียกแม่ เรียกชื่อตัวเอง ดังนั้น พี่โอ๋ จึงเริ่มจัดการชีวิตตัวเองด้วยการไปหาแผ่น CD (คือในสมัยพี่โอ๋ยังเด็ก มีแค่ VDO เทปเท่านั้น ส่วนแผ่น CD นั้นอาจไม่มีมูลค่าสำหรับในสมัยนี้ แต่ในสมัยของพี่โอ๋ มันแพงมากกกกกก)
พี่โอ๋ หาซื้อ CD หนังฝรั่งมา โดยเลือกเรื่องที่เราชอบ หรือคิดว่าชอบ และจะสามารถดูได้เรื่อยๆ แบบซ้ำไปซ้ำมาได้หลายๆ หน โดยต้องไม่เบื่อ ทั้งนี้เพื่อให้เราฝึกฟัง แล้วพยายามจดจำประโยคการพูดในสถานการณ์ต่างๆ ว่าเมื่อรูปประโยคแบบไหน ต้องใช้ตอนไหน และพูดอย่างไร
ในการดูครั้งแรกจนถึงครั้งที่ 10 (โดยประมาณนะคะ พี่โอ๋ไม่ได้นับ) แต่คือหมายถึงให้นั่งดูอย่างจดจ่อ จนกระทั่งเราสามารถจำหนังทั้งเรื่องได้ ว่าเมื่อนางเอกเปิดประตูบานนี้ หรือเดินผ่านสระว่ายน้ำนี้ มันคือเนื้อเรื่องตรงไหน และกำลังจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เมื่อเราจำเนื้อเรื่องได้หมด (ไม่เกี่ยวกับประโยคการพูดในหนังนะคะ) พี่โอ๋ก็เริ่มเราเทปกาวสีทึบไปปิดที่หน้าจอโทรทัศน์เพื่อจะไม่ดูซับไตเติ้ลภาษาไทยที่ขึ้นอยู่ในหน้าจอ (คืออันนี้ต้องขออธิบายเพิ่มสำหรับน้องๆ หนูๆ ในสมัยนี้นะคะ แผ่น CD ที่พี่โอ๋ซื้อมา จะเป็นพากย์ภาษาอังกฤษเท่าน้น เพราะเราต้องการฝึกภาษา และแผ่น CD ไม่สามารถกดเปลี่ยนภาษาได้เหมือน DVD ในสมัยนี้ค่ะ ดังนั้น พี่โอ๋จึงต้องเอาเทปมาแปะปิดที่ทีวีเอาไว้นั่นเอง)
หลักการของการทำแบบนี้เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมในห้องของเรา ในบ้านของเราให้เหมือนเราอยู่ในต่างประเทศนั่นเอง โดยเปิดหนังเรื่องเดิมที่เราจำเนื้อหาได้หมด แล้วมาคอยนั่งฟังเวลาที่ตัวละครพูดประโยคภาษาอังกฤษ โดยเมื่อเราปิดซับไตเติ้ลไปแล้ว เราก็จะไม่เห็นภาษาไทย แต่เรากำลังจะฝึกฟัง และพูดตามอย่างจริงจัง
พี่โอ๋ทำแบบนี้อยู๋เป็นปีๆ กับหนังประมาณ 3-5 เรื่องในสมัยนั้น ได้แก่ legally blonde, View from the top และ Morning glory แล้วมีการ์ตูนบางเรื่อง อย่าง Bugs และ Ants ต้องบอกเลยว่า หนังการ์ตูนเด็กๆ เนื่ยเป็นอะไรที่ฟังง่ายสุดเมื่อเทียบกับหนังผู้ใหญ่ สำหรับคนหัดฟังใหม่ๆ เพราะหนังเด็ก คนพากย์จะต้องพยายามพูดไม่ให้เร็วเกินไป และจะพูดชัดถ้อยชัดคำ เรียกว่าถ้าเริ่มหัดจากหนังการ์ตูนนี่เราจะมีกำลังใจในการไปต่อได้เยอะมากค่ะ
หลังจากนั้น พี่โอ๋ก็พยายามสมัครงานในบริษัทต่างชาติ เพื่อจะพยายามให้สิ่งแวดล้อมใกล้ตัวเราในทุกๆ วันได้ยินได้ฟังภาษาอังกฤษ และลงทุนถึงขั้นไปนั่งแชทภาษาอังกฤษแบบงูๆ ปลาๆ กับต่างชาติในเวปหาคู่ก็เคยลองมาแล้ว 555+
ผลลัพที่ได้คือ พี่โอ๋ ไม่พูดเองละกันเนอะ เดี๋ยวจะหาอวด อิอิ ให้ดูจากวีดีโอ นี้แทนละกันนะคะ https://youtu.be/rRlA3hy1WDg เดี๋ยวจะหาว่าป้าโม้
วันนี้พี่โอ๋ฝากไว้เท่านี้นะคะ อยากเป็นกำลังใจให้น้องๆ ทุกคนที่ต้องการพูดภาษาอังกฤษเป็น ใช้ภาษาอังกฤษได้ ขอให้ใจกล้าเข้าไว้นะคะ ถ้าพี่โอ๋ทำได้ คนอื่นๆ ก็ต้องทำได้แน่นอนค่ะ ตัวอย่างมีให้เห็นแล้วนะคะ ขอให้สมความปรารถนาทุกคนคร้าาาาา