สวัสดีค่ะ
เรากับแฟนคบกันมา 10 ปีได้แล้วค่ะ เรามีแพลนจะแต่งงานกัน แต่มันมีอะไรหลาย ๆ อย่าง
ที่ทำให้เราไม่สามารถตอบตกลงได้เต็มปากว่าเราควรจะไปต่อกับเขาดีไหม
จุดประสงค์ที่เราเขียนกระทู้นี้ขึ้นมาเพื่อจะปรึกษาเพื่อน ๆ ค่ะ ว่าเราควรจะเอายังไงดี
ด้วยความที่เขาเป็นแฟนคนแรกของเรา เราไม่รู้เลยว่าผู้ชายคนอื่นเขาเป็นแบบนี้กันไหม
เรายังรู้สึกว่าแฟนเรายังไม่โตเลยค่ะ อาจจะเป็นเพราะส่วนนึงเขาไม่เคยออกไปทำงานข้างนอก
จบมาก็ทำงานกับที่บ้าน ทำให้ทุกวันนี้เขายังไปทำงานสาย ตื่นบ้างไม่ตื่นบ้าง
เวลาไปพบลูกค้าก็ไปไม่ค่อยตรงเวลาค่ะ เราว่าเขาเรื่องนี้มาโดยตลอด
โดยที่ตอนกลางคืนเขาก็ไม่ได้เข้านอนเรทนะค่ะ เรานอนเรทกว่าเขา แต่ก็ตื่นเช้ากว่าเขาตลอด
อย่างวันนี้เขามีนัดหมอฟัน เราโทรไปปลุกเขาแล้วว่าวันนี้มีนัดหมอนะ
เขาก็รับโทรศัพท์เรา แล้วเหมือนจะตื่นนะค่ะ เราก็ไม่ได้ตามเขา
พอถึงเวลานัดเขาโทรมาบอกเราว่าเขาตื่นสายไปหาหมอไม่ทัน
เราก็เลยว่าเขาค่ะ ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้อีกแล้ว
เขาก็ตอบเรากลับมาว่า แค่หาหมอเองนะ แล้วเขาก็โทรไปเลื่อนแล้ว
เราพยายามเข้าใจเขานะค่ะ แต่อีกใจหนึ่ง ๆ ลึก ๆ เรารู้สึกว่าเขาไม่ Mature เลย
ล่าสุดเราจะเปิดบริษัทร่วมกัน บริษัทที่จะเปิดเป็นบริษัทสายงานที่เราจบมา
แต่เราไม่ได้ทำงานด้านนี้มา 2 ปี แต่เขาทำงานด้านนี้มาโดยตรง 2 ปี
ด้วยความที่บริษัทที่เปิดเนี่ย เราก็คุยกับเขาว่าเราไม่อยากให้บริษัทมี fix cost อะไรมาก
อยากให้ทุกอย่างเริ่มจากเรา 2 คนก่อน ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ค่อยหาลู่ทาง Outsource เอา
เขาก็รับฟังค่ะ แต่กลายเป็นว่าเราทำงานอยู่คนเดียว เราตื่น 7 โมง ทำงานยัน ตี 2 – 3
อย่างตอนนั้นเราเคยนั่งเขียนแบบแล้วตอนนั้นคุยโทรศัพท์กับเขาอยู่ ประมาณเที่ยงคืน
เราก็บ่นเขาว่าไม่ช่วยเราหน่อยหรอ เพราะตอนนั้นเขาเล่นเกมอยู่ค่ะ ด้วยความที่เขาเล่นเกม
เขาเลยไม่ได้โฟกัสกับคำพูดเรามากมั้งค่ะ เขาก็ไม่ตอบ เราก็เลยโมโหเขาค่ะ ว่าเราเข้าใจนะ
เขาอาจจะไม่ชำนาญในการเขียนงานเท่าเรา แต่เขาก็เขียนได้ ทำไมถึงไม่คิดจะช่วยเรามั่ง
บวกกับเราทิ้งสายงานนี้ไปตั้ง 2 ปี เขาอยู่ในสายงานนี้มา 2 ปี เราคิดว่าเขาจะชำนาญมากกว่าเราด้วยซ้ำ
แต่เขาก็บอกกับเราว่าเราแบ่งงานกันชัดเจนแล้วหนิ ว่าทำงานด้านไหน ด้านไหน
เราฟังแล้วก็ผิดหวังในตัวเขานะค่ะ วันรุ่งขึ้นก็หาโอกาสคุยกับเขาว่าเขาเป็นแบบนี้เราไม่โอเคเลย
เขาก็บอกเราว่าอยากให้เขาทำอะไรทำไมไม่สั่งเขาละ ไม่สั่งแล้วเขาจะรู้ไหมว่าเขาต้องทำอะไร
เราไม่เข้าใจเลยค่ะว่าสรุปแล้วบริษัทที่จะเปิดเราต้องเป็นหัวหน้าเขาหรอค่ะ หรือยังไง
ทำไมเราก็ไม่เห็นต้องมีคนมาสั่ง เราก็ทำนู่นทำนี่ เพื่อให้บริษัทที่จะเปิดมันแข็งแรงและมีระบบมากที่สุด
เวลาที่เราเห็นเขาทำงานหนัก เราก็ยื่นมือเข้าไปช่วย ไปถามเขาทุกครั้ง
แล้วเวลาเราเข้าไป เขาก็จะค่อนข้างเทงาน อย่างเขารับผิดชอบเรื่องประเมินราคาโปรเจค
ลูกค้าให้เสนอราคาโปรเจคไป แต่เป็นโปรเจคค่อนข้างใหญ่ แบบเป็นตั้ง เราเห็นเขาทำไม่ไหว
เราเลยบอกเขาว่าเราช่วยละกัน แต่เราก็บอกเขาว่าเขาต้องทำด้วยนะ
แล้วเอามา cross check กัน เพราะเราก็ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องประเมิณราคาขนาดนั้น
ส่วนเขาทำเราก็เชื่อว่าต้องมี human error กันมั่ง โปรเจคมันค่อนข้างใหญ่
ผลสุดท้ายคือเขาเห็นว่าเราทำ เขาก็เลยไม่ทำงานเลยค่ะ
สุดท้ายเขาเอาตัวเลขเราไปเสนอราคาลูกค้า แล้วมีบางส่วนที่ตกหล่น
เขาก็มาบอก ปนบ่นกับเรา ว่าเราเคาะเลขผิด เราก็ไม่เข้าใจว่าถ้าเขาทำงานเขาไม่ทัน
อย่างน้อยน่าจะ review งานเราบ้างก่อนไปเสนอลูกค้า
นอกจากปัญหาเขาแล้วก็ยังมีปัญหาที่บ้านเขาค่ะ คืออย่างที่เราบอกไปว่าเราจะเปิดบริษัทร่วมกัน
พ่อแม่เขาบอกกับเราว่า พ่อแม่เขาไม่เคยเจอที่ไหนว่าจะต้องให้หุ้นแฟนลูก
เราเกริ่นก่อนนะค่ะ ฐานะบ้านเราก็ไม่ได้ลำบากอะไรค่ะ แต่เราไม่อยากหยิบยืมจากพ่อแม่เราเลย
ด้วยความที่เราเป็นลูกผู้หญิง แล้วพ่อเราชอบลูกผู้ชายค่ะ
มันเลยเป็นความรู้สึกข้างในว่า เราอยากยืนให้ได้ด้วยตัวเอง
อยากทำให้เขาเห็นว่า ลูกผู้หญิงที่เขาไม่ชอบหนักหนาก็ประสบความสำเร็จได้
หลังจากที่พ่อแม่เขาพูดแบบนี้กับเรา เราก็รู้สึกไม่สบายใจเลยค่ะ
เขาบอกว่าหุ้นของแฟนเรา ในนามก็เหมือนหุ้นของเราอยู่แล้ว ทำไมต้องใช้ชื่อเรา
เราเลยไม่เข้าใจว่า เราทำงานหนักมา เขา 2 คนก็ทราบ แต่ไม่คิดจะให้หุ้นเลย
ทุกวันนี้เราทำงานเราก็ไม่ได้รับเงินเดือนจากเขานะค่ะ เพราะเราคิดว่าที่ทำเนี่ย
ทำเพื่ออนาคต เพื่อบริษัทเรา แต่กลับกลายเป็นว่า 5% เขาก็ไม่คิดจะให้ค่ะ
เราเคยถึงขั้นคิดว่าถ้าอย่างนั้นเราเป็นคนลงเงินแล้ว ให้ลูกเขาทำงานโดยไม่มีชื่อเขาเป็นหุ้น
พวกเขาจะโอเคไหม แต่สุดท้ายก็ได้แค่คิดค่ะ เพราะไม่อยากทำขนาดนั้น
เราไม่อยากตั้งแง่ แล้วทำให้แฟนเราอึดอัด เราเลยยอมจบ
ตัดปัญหาโดยการคุยกับที่บ้านแล้วจะเอาเงินมาลงค่ะ
โดยเงินก้อนนี้เราก็บอกกับที่บ้านว่าเราขอเวลา 3 ปีนะ เงินก้อนนี้เรายืมมา เราคืนแน่นอน
สรุปว่าเราจะลงเงินคนละครึ่ง พอเหมือนพ่อแม่เขารู้ว่าเราจะเอาเงินมาลง
พ่อแม่เขาก็มาบอกกับลูกเขาว่าให้ถือแบบนี้ดีไหม
ให้ถือหุ้นเป็นเรา 40 แฟนเรา 40 พ่อเขา 10 และแม่เขา 10
หลังจากที่เจอเรื่องหุ้นมา เราอดสงสัยไม่ได้เลยค่ะว่าเขามีเจตนาที่อยากจะถือมากกว่าเรา
อีกเรื่องที่เราหนักใจมาก คือเขามีน้องสาวที่พัฒนาการช้าค่ะ
คือไม่สามารถดูแลตัวเองได้ และหลัง ๆ เหมือนจะมีอาการทางจิตเวลาที่เขาได้กระทบกระเทือนทางจิตใจ
เราพยายามทำใจยอมรับว่าถ้าเราเลือกแฟนเราแล้ว เราต้องยอมรับน้องเขาให้ได้
เพราะถ้าเราเลือกเขายังไงก็ต้องแต่งเข้าสถานเดียว
แต่ในใจเราก็กลัวไปหมด เรากลัวว่าถ้าเรามีลูกแล้วน้องเขาจะทำอะไรลูกเราไหม
น้องเขาเคยมีเหตุการณ์เอาลูกไก่มาเลี้ยง แล้วก็บีบลูกไก่ตาย สาเหตุไม่รู้ว่าเพราะอะไร
เราพยายามจะเข้าใจว่าน้องเขาเป็นเด็กพิเศษ แต่อีกใจก็ค่อนข้างกลัว
แล้วยิ่งแม่เขาค่อนข้างจะโอ๋น้องเขาด้วยค่ะ
ส่วนข้อดีของเขาก็มีนะค่ะ นี่คือสาเหตุที่ว่าเรายังลังเล
เขาเป็นคนไม่เจ้าชู้ค่ะ เขาเคยเจ้าชู้ตอน 4 ปีแรกที่เราคบกัน แล้วตอนนี้คือไม่มีเรื่องผู้หญิง
ซึ่งเราเซ้นซิทีฟกับเรื่องนี้มากค่ะ ด้วยความที่พ่อเราเป็นคนค่อนข้างเจ้าชู้
บวกกับช่วงแรกที่คบกับเขาก็มีแต่เรื่องผู้หญิงมาโดยตลอด
ทำให้เรามีปัญหาเรื่องไว้ใจคนไปเลยค่ะ ซึ่งเราขอดูมือถือเขา เขาก็ไม่ได้มีท่าทีอิดออดอะไร
เรารู้ว่าเราค่อนข้างขี้หึง แต่เขาก็รับได้ในสิ่งที่เราเป็นค่ะ
เขาเลือกเราก่อนที่บ้านเขาค่ะ ซึ่งมันทำให้เรารับรู้ว่าเขารักเราจริง
แต่เราไม่เคยมีความคิดจะให้เขาอกตัญญู กับที่บ้านนะค่ะ
อย่างเวลาขับรถไม่ว่าเขาจะเหนื่อยขนาดไหน เขาก็ไม่เคยขอให้เราขับให้ค่ะ
แม้กระทั่งเราเอ่ยปากว่าเราขับให้ เขาก็จะให้เรานั่งค่ะ
ปีหน้าเขาจะอายุ 30 แล้ว เขาอยากแต่งงานค่ะ แต่เรารู้สึกไม่มั่นใจเลย
เราแอบหวั่น ๆ ว่า ด้วยนิสัยเขาแล้ว เหมือนเราจะต้องเป็นคนนำ แต่เราไม่ได้เป็นผู้หญิงเก่งอะไรขนาดนั้น
เราอยากให้เขาเดินไปด้วยกัน ไม่ต้องมีใครนำใคร ช่วยกันทำงาน
เวลาเรามองกลับมา ถ้าเราทำเต็มที่แล้วมันได้แค่นี้
มันจะได้ไม่ต้องมีความรู้สึกว่าถ้าเราพยายามมากกว่านี้..
เราคิดมากไปไหมค่ะ เราควรจะไปทางไหนดี
เราคบกับแฟนมา 10 ปี เราควรจะไปต่อไหมค่ะ
เรากับแฟนคบกันมา 10 ปีได้แล้วค่ะ เรามีแพลนจะแต่งงานกัน แต่มันมีอะไรหลาย ๆ อย่าง
ที่ทำให้เราไม่สามารถตอบตกลงได้เต็มปากว่าเราควรจะไปต่อกับเขาดีไหม
จุดประสงค์ที่เราเขียนกระทู้นี้ขึ้นมาเพื่อจะปรึกษาเพื่อน ๆ ค่ะ ว่าเราควรจะเอายังไงดี
ด้วยความที่เขาเป็นแฟนคนแรกของเรา เราไม่รู้เลยว่าผู้ชายคนอื่นเขาเป็นแบบนี้กันไหม
เรายังรู้สึกว่าแฟนเรายังไม่โตเลยค่ะ อาจจะเป็นเพราะส่วนนึงเขาไม่เคยออกไปทำงานข้างนอก
จบมาก็ทำงานกับที่บ้าน ทำให้ทุกวันนี้เขายังไปทำงานสาย ตื่นบ้างไม่ตื่นบ้าง
เวลาไปพบลูกค้าก็ไปไม่ค่อยตรงเวลาค่ะ เราว่าเขาเรื่องนี้มาโดยตลอด
โดยที่ตอนกลางคืนเขาก็ไม่ได้เข้านอนเรทนะค่ะ เรานอนเรทกว่าเขา แต่ก็ตื่นเช้ากว่าเขาตลอด
อย่างวันนี้เขามีนัดหมอฟัน เราโทรไปปลุกเขาแล้วว่าวันนี้มีนัดหมอนะ
เขาก็รับโทรศัพท์เรา แล้วเหมือนจะตื่นนะค่ะ เราก็ไม่ได้ตามเขา
พอถึงเวลานัดเขาโทรมาบอกเราว่าเขาตื่นสายไปหาหมอไม่ทัน
เราก็เลยว่าเขาค่ะ ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้อีกแล้ว
เขาก็ตอบเรากลับมาว่า แค่หาหมอเองนะ แล้วเขาก็โทรไปเลื่อนแล้ว
เราพยายามเข้าใจเขานะค่ะ แต่อีกใจหนึ่ง ๆ ลึก ๆ เรารู้สึกว่าเขาไม่ Mature เลย
ล่าสุดเราจะเปิดบริษัทร่วมกัน บริษัทที่จะเปิดเป็นบริษัทสายงานที่เราจบมา
แต่เราไม่ได้ทำงานด้านนี้มา 2 ปี แต่เขาทำงานด้านนี้มาโดยตรง 2 ปี
ด้วยความที่บริษัทที่เปิดเนี่ย เราก็คุยกับเขาว่าเราไม่อยากให้บริษัทมี fix cost อะไรมาก
อยากให้ทุกอย่างเริ่มจากเรา 2 คนก่อน ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ค่อยหาลู่ทาง Outsource เอา
เขาก็รับฟังค่ะ แต่กลายเป็นว่าเราทำงานอยู่คนเดียว เราตื่น 7 โมง ทำงานยัน ตี 2 – 3
อย่างตอนนั้นเราเคยนั่งเขียนแบบแล้วตอนนั้นคุยโทรศัพท์กับเขาอยู่ ประมาณเที่ยงคืน
เราก็บ่นเขาว่าไม่ช่วยเราหน่อยหรอ เพราะตอนนั้นเขาเล่นเกมอยู่ค่ะ ด้วยความที่เขาเล่นเกม
เขาเลยไม่ได้โฟกัสกับคำพูดเรามากมั้งค่ะ เขาก็ไม่ตอบ เราก็เลยโมโหเขาค่ะ ว่าเราเข้าใจนะ
เขาอาจจะไม่ชำนาญในการเขียนงานเท่าเรา แต่เขาก็เขียนได้ ทำไมถึงไม่คิดจะช่วยเรามั่ง
บวกกับเราทิ้งสายงานนี้ไปตั้ง 2 ปี เขาอยู่ในสายงานนี้มา 2 ปี เราคิดว่าเขาจะชำนาญมากกว่าเราด้วยซ้ำ
แต่เขาก็บอกกับเราว่าเราแบ่งงานกันชัดเจนแล้วหนิ ว่าทำงานด้านไหน ด้านไหน
เราฟังแล้วก็ผิดหวังในตัวเขานะค่ะ วันรุ่งขึ้นก็หาโอกาสคุยกับเขาว่าเขาเป็นแบบนี้เราไม่โอเคเลย
เขาก็บอกเราว่าอยากให้เขาทำอะไรทำไมไม่สั่งเขาละ ไม่สั่งแล้วเขาจะรู้ไหมว่าเขาต้องทำอะไร
เราไม่เข้าใจเลยค่ะว่าสรุปแล้วบริษัทที่จะเปิดเราต้องเป็นหัวหน้าเขาหรอค่ะ หรือยังไง
ทำไมเราก็ไม่เห็นต้องมีคนมาสั่ง เราก็ทำนู่นทำนี่ เพื่อให้บริษัทที่จะเปิดมันแข็งแรงและมีระบบมากที่สุด
เวลาที่เราเห็นเขาทำงานหนัก เราก็ยื่นมือเข้าไปช่วย ไปถามเขาทุกครั้ง
แล้วเวลาเราเข้าไป เขาก็จะค่อนข้างเทงาน อย่างเขารับผิดชอบเรื่องประเมินราคาโปรเจค
ลูกค้าให้เสนอราคาโปรเจคไป แต่เป็นโปรเจคค่อนข้างใหญ่ แบบเป็นตั้ง เราเห็นเขาทำไม่ไหว
เราเลยบอกเขาว่าเราช่วยละกัน แต่เราก็บอกเขาว่าเขาต้องทำด้วยนะ
แล้วเอามา cross check กัน เพราะเราก็ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องประเมิณราคาขนาดนั้น
ส่วนเขาทำเราก็เชื่อว่าต้องมี human error กันมั่ง โปรเจคมันค่อนข้างใหญ่
ผลสุดท้ายคือเขาเห็นว่าเราทำ เขาก็เลยไม่ทำงานเลยค่ะ
สุดท้ายเขาเอาตัวเลขเราไปเสนอราคาลูกค้า แล้วมีบางส่วนที่ตกหล่น
เขาก็มาบอก ปนบ่นกับเรา ว่าเราเคาะเลขผิด เราก็ไม่เข้าใจว่าถ้าเขาทำงานเขาไม่ทัน
อย่างน้อยน่าจะ review งานเราบ้างก่อนไปเสนอลูกค้า
นอกจากปัญหาเขาแล้วก็ยังมีปัญหาที่บ้านเขาค่ะ คืออย่างที่เราบอกไปว่าเราจะเปิดบริษัทร่วมกัน
พ่อแม่เขาบอกกับเราว่า พ่อแม่เขาไม่เคยเจอที่ไหนว่าจะต้องให้หุ้นแฟนลูก
เราเกริ่นก่อนนะค่ะ ฐานะบ้านเราก็ไม่ได้ลำบากอะไรค่ะ แต่เราไม่อยากหยิบยืมจากพ่อแม่เราเลย
ด้วยความที่เราเป็นลูกผู้หญิง แล้วพ่อเราชอบลูกผู้ชายค่ะ
มันเลยเป็นความรู้สึกข้างในว่า เราอยากยืนให้ได้ด้วยตัวเอง
อยากทำให้เขาเห็นว่า ลูกผู้หญิงที่เขาไม่ชอบหนักหนาก็ประสบความสำเร็จได้
หลังจากที่พ่อแม่เขาพูดแบบนี้กับเรา เราก็รู้สึกไม่สบายใจเลยค่ะ
เขาบอกว่าหุ้นของแฟนเรา ในนามก็เหมือนหุ้นของเราอยู่แล้ว ทำไมต้องใช้ชื่อเรา
เราเลยไม่เข้าใจว่า เราทำงานหนักมา เขา 2 คนก็ทราบ แต่ไม่คิดจะให้หุ้นเลย
ทุกวันนี้เราทำงานเราก็ไม่ได้รับเงินเดือนจากเขานะค่ะ เพราะเราคิดว่าที่ทำเนี่ย
ทำเพื่ออนาคต เพื่อบริษัทเรา แต่กลับกลายเป็นว่า 5% เขาก็ไม่คิดจะให้ค่ะ
เราเคยถึงขั้นคิดว่าถ้าอย่างนั้นเราเป็นคนลงเงินแล้ว ให้ลูกเขาทำงานโดยไม่มีชื่อเขาเป็นหุ้น
พวกเขาจะโอเคไหม แต่สุดท้ายก็ได้แค่คิดค่ะ เพราะไม่อยากทำขนาดนั้น
เราไม่อยากตั้งแง่ แล้วทำให้แฟนเราอึดอัด เราเลยยอมจบ
ตัดปัญหาโดยการคุยกับที่บ้านแล้วจะเอาเงินมาลงค่ะ
โดยเงินก้อนนี้เราก็บอกกับที่บ้านว่าเราขอเวลา 3 ปีนะ เงินก้อนนี้เรายืมมา เราคืนแน่นอน
สรุปว่าเราจะลงเงินคนละครึ่ง พอเหมือนพ่อแม่เขารู้ว่าเราจะเอาเงินมาลง
พ่อแม่เขาก็มาบอกกับลูกเขาว่าให้ถือแบบนี้ดีไหม
ให้ถือหุ้นเป็นเรา 40 แฟนเรา 40 พ่อเขา 10 และแม่เขา 10
หลังจากที่เจอเรื่องหุ้นมา เราอดสงสัยไม่ได้เลยค่ะว่าเขามีเจตนาที่อยากจะถือมากกว่าเรา
อีกเรื่องที่เราหนักใจมาก คือเขามีน้องสาวที่พัฒนาการช้าค่ะ
คือไม่สามารถดูแลตัวเองได้ และหลัง ๆ เหมือนจะมีอาการทางจิตเวลาที่เขาได้กระทบกระเทือนทางจิตใจ
เราพยายามทำใจยอมรับว่าถ้าเราเลือกแฟนเราแล้ว เราต้องยอมรับน้องเขาให้ได้
เพราะถ้าเราเลือกเขายังไงก็ต้องแต่งเข้าสถานเดียว
แต่ในใจเราก็กลัวไปหมด เรากลัวว่าถ้าเรามีลูกแล้วน้องเขาจะทำอะไรลูกเราไหม
น้องเขาเคยมีเหตุการณ์เอาลูกไก่มาเลี้ยง แล้วก็บีบลูกไก่ตาย สาเหตุไม่รู้ว่าเพราะอะไร
เราพยายามจะเข้าใจว่าน้องเขาเป็นเด็กพิเศษ แต่อีกใจก็ค่อนข้างกลัว
แล้วยิ่งแม่เขาค่อนข้างจะโอ๋น้องเขาด้วยค่ะ
ส่วนข้อดีของเขาก็มีนะค่ะ นี่คือสาเหตุที่ว่าเรายังลังเล
เขาเป็นคนไม่เจ้าชู้ค่ะ เขาเคยเจ้าชู้ตอน 4 ปีแรกที่เราคบกัน แล้วตอนนี้คือไม่มีเรื่องผู้หญิง
ซึ่งเราเซ้นซิทีฟกับเรื่องนี้มากค่ะ ด้วยความที่พ่อเราเป็นคนค่อนข้างเจ้าชู้
บวกกับช่วงแรกที่คบกับเขาก็มีแต่เรื่องผู้หญิงมาโดยตลอด
ทำให้เรามีปัญหาเรื่องไว้ใจคนไปเลยค่ะ ซึ่งเราขอดูมือถือเขา เขาก็ไม่ได้มีท่าทีอิดออดอะไร
เรารู้ว่าเราค่อนข้างขี้หึง แต่เขาก็รับได้ในสิ่งที่เราเป็นค่ะ
เขาเลือกเราก่อนที่บ้านเขาค่ะ ซึ่งมันทำให้เรารับรู้ว่าเขารักเราจริง
แต่เราไม่เคยมีความคิดจะให้เขาอกตัญญู กับที่บ้านนะค่ะ
อย่างเวลาขับรถไม่ว่าเขาจะเหนื่อยขนาดไหน เขาก็ไม่เคยขอให้เราขับให้ค่ะ
แม้กระทั่งเราเอ่ยปากว่าเราขับให้ เขาก็จะให้เรานั่งค่ะ
ปีหน้าเขาจะอายุ 30 แล้ว เขาอยากแต่งงานค่ะ แต่เรารู้สึกไม่มั่นใจเลย
เราแอบหวั่น ๆ ว่า ด้วยนิสัยเขาแล้ว เหมือนเราจะต้องเป็นคนนำ แต่เราไม่ได้เป็นผู้หญิงเก่งอะไรขนาดนั้น
เราอยากให้เขาเดินไปด้วยกัน ไม่ต้องมีใครนำใคร ช่วยกันทำงาน
เวลาเรามองกลับมา ถ้าเราทำเต็มที่แล้วมันได้แค่นี้
มันจะได้ไม่ต้องมีความรู้สึกว่าถ้าเราพยายามมากกว่านี้..
เราคิดมากไปไหมค่ะ เราควรจะไปทางไหนดี