บันทึกการเดินทางจาก Salleri ไป EBC+3 passes no guide no porter 1 เดือน off-season 2 คนกับแฟนกับการเดินเขาครั้งแรกในชีวิต

สวัสดีครับ บทความทั้งหมดถูกเขียนขึ้นบนเพจ "คนเลี้ยงมด : Ant Keeping Thailand" (https://www.facebook.com/AntKeepingThailand) เป็นเพจเกี่ยวกับมดโดยเฉพาะ มีขายมดและรังมดสำหรับเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง แต่หลายๆครั้งก็เขียนเรื่องอื่นๆที่พบเจอหรืออยากเขียนด้วยตามอารมณ์ 

ฝากกระทู้ Pantip of the year 2019 เกี่ยวกับมดไว้ด้วย
★★ เรื่องเล่ามดทหารพยายามโค่นล้มนางพญามด, สงครามกลางเมืองระหว่างมด และ เรื่องราวของ Leafcutter Ant มดตัดใบไม้เพาะเชื้อรา★★
(https://pantip.com/topic/38643452)



เราจะเริ่มจาก 1.บันทึกการเดินทาง 2.ข้อแนะนำ?? 3.อุปกรณ์ 4.ค่าใช้จ่ายสำหรับทุกอย่าง 

ก่อนที่ทุกคนจะอ่านบันทึกนี้ผมขอคุยทำความเข้าใจก่อนว่าการเดินทางที่ทุกท่านกำลังจะได้อ่านนี้ถูกเขียนขึ้นวันต่อวัน ณ วันที่เดิน เดินเสร็จถึงที่พักก่อนนอนก็เขียนบันทึกของวันนั้นทันที ความคิด มุมมอง วิสัยทัศ ของผมในวันนี้มีหลายอย่างที่เห็นแตกต่างกับผมในวันนั้น

เราบินไปถึงเนปาลในวันที่ 17 พฤษจิกายน 2019 กลับมาไทยวันที่ 17 ธันวาคม 2019 เป็นเวลา 1 เดือนพอดี เนื่องจากเรามีเวลาเหลือเฟือ เราทำ VISA ไว้ 90 วัน EBC+3 passes no guide no porter จาก Jiri คือเส้นทางที่เราวางแผนไว้ในการเดินทางครั้งนี้ เราคิดว่าจะเดินไปเรื่อยๆเหนื่อยก็พัก ไม่ต้องรีบร้อน แต่ก็มีเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้การเดินทางไม่เป็นไปตามเป้าหมายของเราซึ่งทุกคนจะได้อ่านจากในบินทึกนี้

เนื่องจากนี้เป็นการเดินเขาระยะยาวครั้งแรกของเราทั้งคู่ หลังจากตัดสินใจ เราใช้เวลาราวๆ 3 เดือนในการเตรียมตัว หาข้อมูล ทำความเข้าใจกับสิ่งต่างๆ วางแผนการเดินทาง ซื้อสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้ในการเดินทริปนี้ ข้อมูลส่วนใหญ่อ่านจากในกระทู้จากต่างประเทศ ในส่วนของการเตรียมตัวทางร่างกายนั้น แทบไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย ใช้ชีวิตปกติเหมือนไม่ได้จะไปเดินเขากัน แต่โดยปกติผมออกกำลังกายบ่อยๆอยู่แล้ว

EBC เป็นเส้นทางการเดินเขาที่ผมไฝ่ฝันอยากจะไปเดิน ถึงแม้ผมจะไม่เคยเดินเขามาก่อน แต่อยากไปเพราะเห็นว่ามันยากลำบาก เพราะมันยากและอันตรายจึงอยากไป อยากเอาชนะใจตัวเอง อยากทำอะไรสักอย่างที่ทำให้รู้สึกภูมิใจในตนเอง อยากไปออกตามหาความหมายของชีวิต ตอนแรกว่าจะไปเดินคนเดียว แต่แฟนไม่ยอมให้ไปคนเดียว ก็เลยต้องไปด้วยกัน 2 คน หลังจากหาข้อมูลไปเรื่อยๆเจอเส้นทาง 3 passes ก็เลยคิดว่าไหนๆจะมาเดินแล้ว ก็เดิน EBC+3passes ไปเลยละกันทีเดียว จึงเกิดขึ้นมาเป็นทริปการเดินทางนี้ 

ปล. รูปผมและแฟนที่ถ่ายระหว่างทาง แฟนผมตัวเล็กกว่าผมแต่เราแบกกระเป๋าหนักคนละ 13 กิโลเท่ากัน และเค้ายังสามารถเดินเขาได้อึดกว่าผมซะอีก ระหว่างทางที่ผมป่วยนอนปวดหัว ผู้หญิงคนนี้คือคนที่คอยบอกผมว่าอย่าท้อ เดินขึ้นมาแล้วต้องเดินให้จบ ทั้งๆที่ถ้าเค้าพูดคำเดียวว่ากลับ ผมก็พร้อมจะเดินลงจากเขากลับบ้านทันที จึงอยากจะเขียนขอบคุณเค้าในที่นี้อีกครั้งที่ช่วยกันพาเดินจนจบทริป


การเดินทางวันที่ 1 : November 17, 2019 
ผมคงไม่ได้เขียนอะไรเกี่ยวกับมดอีกสักพักใหญ่ๆเพราะวันนี้ผมมาเที่ยวเนปาล วางแผนไว้ว่าจะเดินเขาจาก Jiri > 3passes > EBC แค่เดินเขาอย่างเดียวเดาว่าราวๆ 1 เดือน+- หลังจากนั้นจะอยู่เที่ยวในเนปาลสักพักถ้าไม่ได้ติดอะไรเนื่องจากขอ VISA มา 90 วัน

ผมทำ Visa on arrival ค่าวีซ่า 90 วัน คนละ 125$(2 คน 250$) ไม่เข้าใจอย่างหนึ่งคือเจ้าหน้าที่จะขอค่าวีซ่าเป็นเงินบาทเท่านั้น พอผมบอกว่ามีแต่ USD ก็พูดในเชิงว่า "คุณเป็นคนไทย คุณไม่มีเงินบาทได้อย่างไร คนไทยทำวีซ่าต้องจ่ายเงินบาทเท่านั้น" ผมยิ้มยืนงงแบบอะไรวะ นททจากประเทศอื่นๆจ่าย USD แต่คนไทยต้องจ่ายบาท โชคดีที่เมื่อเช้าก่อนออกจากบ้านผมขอเงินพ่อไว้ 2000 บาทเผื่อเอาไว้ เจ้าหน้าเลยขอต่อรอง 2000 บาท+ 190 USD. ผมขาดทุนนิดหน่อย แต่ก็นะ ตัดปัญหา

Nepal เป็นสถานที่ที่ผมอยากมาเที่ยวนานแล้ว แต่ไม่มีเวลามา ตอนแรกว่าจะไปแค่ EBC แต่พอหาข้อมูลแล้วเจอเส้นทางอื่นๆเพิ่มเติม เลยคิดว่าไหนๆก็มาแล้ว เอารอบเดียวให้หมดเลยละกัน 555+++

รอบนี้ผมมาเที่ยวกับแฟน 2 คน เราแบกกระเป๋ากันคนละ 11.5 กิโล เราคุยกันไว้ว่าจะไม่จ้างลูบหาบหรือไกด์ แต่ลองเดินจาก Jiri ไป Lukla ก่อน ถ้าเกิดคิดว่าไม่ไหวต้องจ้าง ก็คงจ้างที่ Lukla

หลังจากกลับมาจากอเมริกา เราคุยกันไว้ว่าจะฟิตร่างกาย แต่ในความเป็นจริงช่วงเวลา 3 อาทิตย์ที่ผ่านมามันมีหลายสิ่งหลายอย่างเหลือเกิน หลักๆตอนกลางวันไปเที่ยวหาของอร่อยๆกิน ตกกลางคืนไปร้านเหล้า 🤣🤣🤣 แย่เลย

เพราะงั้น ไหวแค่ไหนก็แค่นั้น เดินเขารอบนี้เรามีเวลาเดินเป็นเดือน ถ้าเหนื่อยก็หยุดพัก หายเหนื่อยค่อยเดินต่อ อยากอยู่ต่อที่ไหนก็อยู่ เรื่องแพ้ความสูงคงไม่น่ามีปัญหาเพราะมีเวลาปรับตัวเยอะ เรื่องอาหารแบกหมูแผ่น หมูหยอง หมูฝอยเต็มกระเป๋าไปหมด 😘😘😘

อุปกรณ์แทบทั้งหมดซื้อเตรียมไว้ตั้งแต่ตอนอยู่อเมริกา เนื่องจากเป็นของแท้และราคาถูก มีเพียงไม้เดินเขาและแว่นตาเท่านั้นที่มาซื้อที่ไทย

ปล. ทำประกันการเดินทางไว้เรียบร้อย 1 เดือนครึ่ง ถ้าไม่สบายบนเขาจนต้องเรียกฮอ ก็ไม่เป็นไรมีประกัน ไม่เสียใจถ้าการเดินรอบนี้ไม่สำเร็จ ปีหน้าค่อยมาก็ได้



ในคอมเม้น : 1

กรุงเทพสูงจากระดับน้ำทะเล 1.5 เมตร ที่นี่ Kathmandu สูงจากระดับน้ำทะเล 1400 เมตร ไม่รู้ว่าเกี่ยวที่ร่างกายปรับตัวไม่ทันรึปล่าว มาวันแรกเดินมึนหัว ปวดหัวนิดๆ คืนนี้นอน นอนไม่ค่อยหลับตื่นกลางดึกตลอด หายใจไม่ค่อยออกด้วย

กะว่าจะนอนคืนนี้อีกคืนแล้วพรุ่งนี้เช้าจะนั่งรถบัส 8 ชม ไปที่ Jiri ระดับความสูง 1951 เมตร แล้วค่อยๆเดินไต่ระดับความสูงไปเรื่อยๆเพื่อที่ร่างกายจะได้ปรับตัว สูงสุดในทริปนี้น่าจะราวๆ 5500 เมตร

น้ำตาจะไหล จะไหวไหมน้อ?



การเดินทางวันที่ 2 : November 18, 2019 
วันนี้เป็นวันแรกที่ผมเที่ยวสถานที่ชื่อดังต่างๆในตัวเมือง Kathmandu ผมพูดตรงๆว่าผมไม่ค่อยประทับใจกับสถานที่ต่างๆสักเท่าไหร่ ต่างจากที่ผมคาดหวังไว้ค่อนข้างเยอะ ผมรู้สึกว่ามันมีแค่สถานที่ แต่ไม่มีเรื่องราว มันเหมือนยังไม่เปิดให้เที่ยว อาจจะเป็นเพราะยังอยู่ระหว่างการซ่อมแซมจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งล่าสุดที่ผ่านมา สถานที่ต่างๆค่อนข้างสกปรก เหมือนไม่ได้ถูกทำความสะอาดหรือได้รับการดูแลอย่างดีให้สมกับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ เอาเป็นว่าสำหรับผม ค่อนข้างผิดหวัง ทั้งๆที่ผมเป็นคนชอบเที่ยวดูอะไรแบบนี้มากๆ แต่มาที่นี่กลับรู้สึกว่าไม่มีอะไรให้ดู

ผมกลับรู้สึกชอบผู้คนที่นี่ซะอย่างงั้น การใช้บริการหรือซื้อสินค้าต่างๆรู้สึกเหมือนว่าไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบเพียงเพราะเราเป็นนักท่องเที่ยว วันนี้นั่ง Taxi ไปสถานที่ต่างๆราวๆ 7 รอบตั้งแต่เช้า ในหัวผมคิดว่าสินค้าและบริการทุกอย่างต้องต่อราคาเพราะผู้บริการและผู้ขายต้องบอกราคาเกินจริงเพราะเราเป็นนักท่องเที่ยวแน่นอน และด้วยความที่ไม่รู้ราคาที่แท้จริงจึงต่อแทบทุกอย่าง แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ใช่อย่างนั้น Taxi บอกราคาตามราคาเป็นจริงที่คนท้องถิ่นเรียกใช้กัน และไม่สามารถต่อราคาได้!!! ตัวอย่างเช่น Taxi เรียกมา 600 รูปี(100 รูปีตีไป 30 บาท) ผมต่อ 400 รูปี Taxi ไม่เอา ผมเดินหนี ในใจคิดว่าเดี๋ยวต้องเรียกเรากลับไปแน่ๆ ปรากฎว่าไม่เรียก 555+++ เลยเดินย้อนกลับไปแล้วบอกเค้าว่า 500 รูปีเอาไหม เค้าบอกไม่เอา ขอ 600 รูปี ก็เลยยอมจ่ายไป 600 รูปี ในความรู้สึกหลังจากถึงที่หมายคือ เออมันคุ้มต่อราคา 600 รูปีเพราะเค้าต้องขับขึ้นภูเขา หรือการต่อราคา Taxi รอบอื่นๆก็ไม่เคยถูกลดราคา คือเค้าไม่ลด ถ้าเราไม่ไปกับเค้า เค้าก็ไม่แคร์ เหมือนว่ามันเป็นราคาที่เค้าต้องการเท่านี้คุ้มเค้า ถ้าต่ำกว่านี้เค้าไม่ไป

อีกครั้งก็คือการซื้อสินค้าจากร้านค้าต่างๆ แทบทุกร้านลดราคาได้นิดหน่อย ไม่สามารถลดราคาได้เวอร์ๆแบบ 30%-50% หรือมากกว่านั้นเหมือนประเทศอื่นๆ อย่างมากที่ได้ลดคือราวๆ 20% อันไหนที่เค้าลดให้ไม่ได้เค้าก็บอกมาเลยว่าให้ได้สูงสุดแค่นี้ลดได้ 100 รูปี หรือบางอันลดไม่ได้ก็ส่ายหัวทันที มันทำให้รู้สึกแบบว่า เออไม่โดนฟันหัวแบะ ของมันคงจะราคานี้จริงๆ

ส่วนสิ่งที่ไม่ชอบคือผู้คนประเทศนี้ชอบยิ้มน้ำลายลงพื้น ยิ้มกับจริงจังโคตรๆ เดินออกจากบ้านยังไงก็ต้องมีเหยียบน้ำลายแน่นอน

การขับรถของประเทศนี้ ขับกับอย่างนัวเนื่องจากถนนมีแค่เส้นแบ่งระหว่างเลน บางทีก็ขับกันข้ามเลน คนเดินถนนก็เดินกันมึนๆไม่ค่อยหลบรถเท่าไหร่ แต่แตรรถนี่บีบกันทุก 2 นาที เป็นการแสดงออกได้หลายอย่างเช่น "เหยิบขวาหน่อย, ขับเร็วๆหน่อย, อย่าตัดหน้า, ถูกตัดหน้า, ถูกเบียด, ด่าพ่อ, ด่ายาวๆๆๆ, อย่าพึ่งข้าม, ข้ามไวๆ, ทักเพื่อนTaxi" เอาเป็นว่าทุกสถานการณ์ที่บีบได้บีบหมด บีบจนคนเดินถนนข้างทางเดินมาแล้วบอกว่าเลิกบีบแตรสักที อันนี้เห็นมากับตา 555++++

ส่วนเรื่องการเที่ยวพรุ่งนี้ตี 5 จะนั่งรถJeepไปที่ Salleri อยู่ห่างจาก Jiri 3 วัน ในความเป็นจริงผมต้องการนั่งรถไป Jiri แต่คนขายบอกว่ามีแค่ Jeep ถ้าจะไป Jiri เป็น Local bus ต้องไปซื้อเองที่ Bus station พร้อมกับบอกผมว่าไม่ได้บังคับ แต่ถ้าคุณเลือกที่จะนั่งรถ Local bus ไป Jiri คุณคงไม่ฉลาดเท่าไหร่ นั่งรถJeepไป Salleri สบายๆประหยัดเวลาดีกว่า ทั้งๆที่ในใจผมอยากจะเริ่มจาก Jiri ตาม Classic route แต่พอโดนพูดหนักๆเข้าเลยหลวมตัวจองรถJeepไปลง Salleri แทนซะงั้น นึกเสียดายเหมือนกัน 😭😭 ก่อนออกมาถามคนขายว่าต้องปริ้นกระดาษหนึ่งใบ มีเครื่องปริ้นไหม? เค้าบอกว่ามี ผมเลยถามเค้าว่าฟรีไหมหลังจากซื้อตั๋วรถJeepไป 2 ที่ คนขายตอบมาว่า "ที่นี่ไม่มีอะไรฟรี ถ้าลดราคาอะได้ แต่ไม่ฟรีแน่นอน" เออ ผมชอบแหะ

😘😘

ภาพ FUJI X-T30 + xf16-80 โหมด Auto.



ดูภาพเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/AntKeepingThailand/posts/554025421830330

การเดินทางวันที่ 3 :  November 19, 2019

คนขายตั๋วบอกว่าตี 4.30 จะมีคนมารับ แล้วนั่งรถไปเปลี่ยนรถอีกที นั่งสบายๆไม่ต้องกังวล ทุกคนจ่ายค่าตั๋วสำหรับรถJeep 8 ที่นั่ง นั่งรถ Local bus ไม่ดี รถJeepดีกว่า

ความเป็นจริง มีคนมารับตี 4.30 รถJeepออกตี 5 วนรับคนอื่นๆอีก 10 คน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทั้งคันรวม 13 คนรวมคนขับ ตอนแรกคิดว่าเดี๋ยวคงไปเปลี่ยนรถ ปล่าวจ้า ตอนนี้ 7.30 am ยังคงอยู่ในเมือง พึ่งรับคนเสร็จ นั่งกันโคตรเบียด รถก็เสียต้องมาจอดซ่อม เลยได้นั่งกินชาคุยกับคนเนปาลคนอื่นๆจึงรู้ว่า เราไปรถคันนี้นี่แหละ อีก 10 ชั่วโมงถึงที่หมาย ตอนนี้เลทมากๆเพราะมัวแต่รับคนและรถเสีย และทุกคนจ่ายค่ารถ 2200 รูปีเท่ากันทั้งหมด

คือผมไม่ได้โดนหลอก เพราะทุกคนจ่ายราคาเท่ากันหมด และรถที่นั่งก็เป็นรถJeep เพียงแต่ผมคงจะคาดหวังสูงมากไปหน่อยว่าจะได้นั่งสบายๆ ไม่ได้เบียดแบบนี้ 🙄🙄 ตอนนี้รู้สึกว่าน่าจะนั่งเครื่องบินยิงตรงไป Lukla ไม่น่าห้าวเลย 🤣🤣

ปล. อย่านั่ง local bus มานั่ง local jeep แทน นี่ถ้าไป local bus ป่านนี้นอนหลับไปละ 😑😑

แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่