คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 4
อย่าเกลียดศาสนาใดเลยครับ มันไม่เกี่ยวกับศาสนาหรอกครับ แต่ขึ้นกับตัวบุคคลมากกว่า

ให้ค่อยเป็นค่อยไปกับพวกท่าน และพยายามสวดภาวนา & ปฎิบัติตามที่พระเยซูเจ้าทรงสอน เพื่อให้พวกเขาเห็นพระองค์ในกิจการที่น้องได้ทำ ถ้าจะให้ดีควรปรึกษาทางโบสถ์ด้วยนะครับ






💒 ข้อความพระคัมภีร์
😇 มัทธิว 10:17-33 ธรรมทูตจะถูกเบียดเบียนf & ธรรมทูตต้องไม่เกรงกลัวที่จะพูด
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ 17“จงระมัดระวังตนจากมนุษย์ เขาจะมอบท่านที่ศาลgและเฆี่ยนท่านในศาลาธรรมของเขา 18ท่านจะถูกนำตัวไปต่อหน้าผู้ว่าราชการและเฉพาะพระพักตร์กษัตริย์เพราะเราเป็นเหตุ เพื่อเป็นพยานยืนยันแก่เขาและแก่บรรดาชนต่างชาติต่างศาสนา 19เมื่อเขาจะมอบท่านที่ศาลนั้น อย่าวิตกกังวลว่าจะพูดอย่างไรหรือพูดอะไร สิ่งที่ท่านจะพูดนั้นจะได้รับการดลใจในเวลานั้นเอง 20เพราะท่านจะมิได้พูดด้วยตนเอง แต่พระจิตของพระบิดาของท่านจะตรัสในท่าน
21“พี่จะฟ้องน้อง น้องจะฟ้องพี่ให้ต้องโทษถึงตาย พ่อจะฟ้องลูก ลูกจะลุกขึ้นกล่าวโทษพ่อแม่ให้ถึงตาย
22“คนทั้งปวงจะเกลียดชังท่านเพราะนามของเรา แต่ผู้ที่ยืนหยัดจนถึงวาระสุดท้ายก็จะรอดพ้น 23เมื่อเขาจะเบียดเบียนท่านในเมืองหนึ่ง จงหลบหนีไปอีกเมืองหนึ่งhเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ก่อนที่ท่านจะไปทั่วทุกหัวเมืองของอิสราเอล บุตรแห่งมนุษย์ก็จะเสด็จกลับมาแล้ว”i
24“ศิษย์ย่อมไม่อยู่เหนืออาจารย์ และผู้รับใช้ย่อมไม่อยู่เหนือนาย 25ถ้าศิษย์เท่าเทียมกับอาจารย์ และผู้รับใช้เท่าเทียมกับนาย ก็เป็นการเพียงพอแล้ว ถ้าเขาเรียกเจ้าบ้านว่า ‘เบเอลเซบูล’ เขาจะเรียกลูกบ้านร้ายกว่านั้นสักเท่าใด”
f คำแนะนำในข้อ 17-39 สะท้อนสถานการณ์ใหม่มากกว่าเมื่อทรงส่งศิษย์สิบสองคนไปแพร่ธรรมเป็นครั้งแรก คำแนะนำเหล่านี้จึงเกิดขึ้นในภายหลังอย่างแน่นอน มัทธิวบันทึกข้อความนี้ที่นี่เพื่อเป็นคู่มือที่สมบูรณ์สำหรับการแพร่ธรรม
g “ศาล” หมายถึงทั้งสภาซันเฮดรินตามหัวเมือง และสภาซันเฮดรินใหญ่ในกรุงเยรูซาเล็ม (เทียบ 5:21-22)
h สำเนาโบราณบางฉบับเติม “ถ้าเขาจะเบียดเบียนท่านในเมืองนี้อีก ก็จงหนีไปเมืองอื่น”
i การเสด็จกลับมาของบุตรแห่งมนุษย์ที่กล่าวถึงในที่นี้ มิได้หมายถึงวันสิ้นพิภพ แต่หมายถึงการที่พระเจ้าทรงลงโทษอิสราเอล พระองค์ “เสด็จเยี่ยม”ประชากรที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระองค์ในขณะนี้ ทำให้ยุคแห่งพันธสัญญาเดิมสิ้นสุดลงเมื่อกรุงเยรูซาเล็มและพระวิหารถูกทำลายในปี ค.ศ. 70 (ดู 24:1 เชิงอรรถ a)
&
26“อย่ากลัวมนุษย์เลย ไม่มีสิ่งใดที่ปิดบังไว้ จะไม่ถูกเปิดเผย ไม่มีสิ่งใดที่ซ่อนเร้น จะไม่มีใครรู้ 27สิ่งที่เราบอกท่านในที่มืด ท่านจงกล่าวออกมาในที่สว่าง สิ่งที่ท่านได้ยินกระซิบที่หู จงประกาศบนดาดฟ้าหลังคาเรือน”j
28“อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย แต่ไม่อาจฆ่าวิญญาณได้ จงกลัวผู้ที่ทำลายทั้งกายและวิญญาณให้พินาศไปในนรก 29นกกระจอกสองตัว เขาขายกันเพียงหนึ่งบาทมิใช่หรือ ถึงกระนั้น ก็ไม่มีนกสักตัวเดียวที่ตกถึงพื้นดินโดยที่พระบิดาของท่านไม่ทรงเห็นชอบ 30ผมทุกเส้นบนศีรษะของท่านถูกนับไว้หมดแล้ว 31เพราะฉะนั้น อย่ากลัวเลย ท่านมีค่ามากกว่านกกระจอกจำนวนมาก”
32“ทุกคนที่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะยอมรับผู้นั้นเฉพาะพระพักตร์พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์k 33และผู้ที่ไม่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราก็จะไม่รับผู้นั้นเฉพาะพระพักตร์พระบิดาของเรา ผู้สถิตในสวรรค์ด้วย”
j เมื่อพระเยซูเจ้าทรงเห็นว่าคำสั่งสอนที่ทรงสอนประชาชนทั่วไปไม่ประสบผลสำเร็จ พระองค์จึงทรงหันมาสั่งสอนบรรดาศิษย์เป็นการส่วนตัว ในภายหลังศิษย์เหล่านี้จะมีหน้าที่ถ่ายทอดคำสอนนี้ทั้งหมดโดยไม่ต้องหวาดกลัว ถ้อยคำเดียวกันนี้ เราจะพบได้ใน ลก แต่ในบริบทต่างกัน บรรดาศิษย์จะต้องไม่เอาอย่างความหน้าซื่อใจคดของพวกฟาริสี เพราะว่าสิ่งใดที่บรรดาศิษย์พยายามซ่อนเร้นไว้ จะถูกเปิดเผยอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น เขาจึงต้องพูดอย่างเปิดเผยเสมอ
k เมื่อถึงเวลาการพิพากษาครั้งสุดท้าย เมื่อพระบุตรจะทรงมอบผู้ที่ได้เลือกสรรแด่พระบิดา (ดู 25:34)
😇 ยอห์น 15:18-21 บรรดาศิษย์และโลกf
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ 18ถ้าโลกเกลียดชังท่านทั้งหลาย
ก็จงรู้ไว้เถิดว่า โลกเกลียดชังเราก่อนแล้ว
19ถ้าท่านทั้งหลายเป็นฝ่ายโลก
โลกก็คงรักสิ่งที่เป็นของตน
แต่เพราะท่านมิได้เป็นฝ่ายโลก
และเราเลือกท่านออกมาจากโลก
โลกจึงเกลียดชังท่าน
20จงจำวาจาที่เราบอกแล้วเถิดว่า
ผู้รับใช้ย่อมไม่เป็นใหญ่กว่านายของตน
ถ้าเขาเบียดเบียนข่มเหงเรา
เขาก็จะเบียดเบียนข่มเหงท่านทั้งหลายด้วย
ถ้าเขาปฏิบัติตามวาจาของเรา
เขาก็จะปฏิบัติตามวาจาของท่านทั้งหลายด้วย
21แต่เขาจะทำทุกอย่างเช่นนี้แก่ท่าน ก็เพราะนามของเรา
เพราะเขาไม่รู้จักพระองค์ผู้ทรงส่งเรามา
f พระเยซูเจ้าทรงชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างความรักซึ่งกันและกัน ของบรรดาศิษย์กับความเกลียดชังของโลกต่อพวกเขา โลกจะกระทำต่อบรรดาศิษย์เช่นเดียวกับที่ได้กระทำต่อพระอาจารย์ และเมื่อโลกเบียดเบียนข่มเหงบรรดาศิษย์ก็เท่ากับเบียดเบียนข่มเหงพระเยซูเจ้าเอง (เทียบ กจ 9:5; คส 1:24)
😇 มัทธิว 5:10-11
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ 10ผู้ถูกเบียดเบียนข่มเหงเพราะความชอบธรรม ย่อมเป็นสุข เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา
11“ท่านทั้งหลายย่อมเป็นสุข เมื่อถูกดูหมิ่น ข่มเหงและใส่ร้ายต่าง ๆ นานาเพราะเรา 12จงชื่นชมยินดีเถิด เพราะบำเหน็จรางวัลของท่านในสวรรค์นั้นยิ่งใหญ่นัก เขาได้เบียดเบียนบรรดาประกาศกที่อยู่ก่อนท่านดังนี้ด้วยเช่นเดียวกันf
f บรรดาศิษย์เป็นผู้สืบตำแหน่งของบรรดาประกาศก (เทียบ 10:41; 13:17; 23:34)





😇 มัทธิว 5:43-48
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ 43“ท่านทั้งหลายได้ยินคำกล่าวว่า จงรักเพื่อนบ้าน จงเกลียดศัตรูr 44แต่เรากล่าวแก่ท่านว่า จงรักศัตรูs จงอธิษฐานภาวนาให้ผู้ที่เบียดเบียนท่านt 45เพื่อท่านจะได้เป็นบุตรของพระบิดาเจ้าสวรรค์ พระองค์โปรดให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ขึ้นเหนือคนดีและคนชั่ว โปรดให้ฝนตกเหนือคนชอบธรรมและคนอธรรม 46ถ้าท่านรักแต่คนที่รักท่าน ท่านจะได้บำเหน็จรางวัลอะไรเล่า บรรดาคนเก็บภาษีuมิได้ทำเช่นนี้ดอกหรือ 47ถ้าท่านทักทายแต่พี่น้องของท่านเท่านั้น ท่านทำอะไรพิเศษเล่า คนต่างศาสนามิได้ทำเช่นนี้ดอกหรือ 48ฉะนั้น ท่านจงเป็นคนดีอย่างสมบูรณ์ ดังที่พระบิดาเจ้าสวรรค์ของท่าน ทรงความดีอย่างสมบูรณ์เถิด
r ข้อความว่า “จงเกลียดศัตรู” ไม่พบในพระคัมภีร์ น่าจะเป็นคำอธิบายเพิ่มของบรรดาธรรมาจารย์ คำว่า “เกลียด” ในที่นี้มาจากลักษณะของภาษาอาราเมอิก หมายความเพียงว่า “รักน้อยกว่า” หรือเป็นเพียงสำนวนพูดที่ต่อเนื่องของภาษาเดิม “ไม่บังคับให้รัก” (เทียบ ลก 14:25 กับ มธ 10:37) ถึงกระนั้น บสร 12:4-7 และเอกสารจากคุมราน (1QS 1:10) แสดงความรังเกียจต่อคนบาป ซึ่งไม่แตกต่างจากความเกลียดชังมากนัก บางที่พระเยซูเจ้าอาจอ้างถึงข้อความนี้ก็ได้
s สำเนาโบราณบางฉบับเสริมว่า “จงทำดีต่อผู้ที่เกลียดชังท่าน”
t สำเนาโบราณบางฉบับเสริมว่า “และให้ผู้ที่ทำร้ายท่าน” (เทียบ ลก 6:27ฯ)
u “คนเก็บภาษี” เป็นผู้ที่ทำงานให้ชาวโรมันซึ่งปกครองชาวยิวในสมัยนั้น จึงถูกเหยียดหยามจากคนทั่วไป (เทียบ 9:10)
💒 โฟโคลาเร

และโป๊ปฟรังซิสก็ได้สอนให้ใช้ความรักเป็นสะพาน ในการก้าวข้ามความแตกต่างและเชื่อมต่อทุกคนไม่ว่าเขาจะเชื้อชาติใด ศาสนาใดก็ตามครับ
MV ให้รักเป็นสะพาน-[Let love be the bridge






ขอพระเจ้าสถิตกับน้องนะครับ 💒💒😇😇

ให้ค่อยเป็นค่อยไปกับพวกท่าน และพยายามสวดภาวนา & ปฎิบัติตามที่พระเยซูเจ้าทรงสอน เพื่อให้พวกเขาเห็นพระองค์ในกิจการที่น้องได้ทำ ถ้าจะให้ดีควรปรึกษาทางโบสถ์ด้วยนะครับ






💒 ข้อความพระคัมภีร์
😇 มัทธิว 10:17-33 ธรรมทูตจะถูกเบียดเบียนf & ธรรมทูตต้องไม่เกรงกลัวที่จะพูด
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ 17“จงระมัดระวังตนจากมนุษย์ เขาจะมอบท่านที่ศาลgและเฆี่ยนท่านในศาลาธรรมของเขา 18ท่านจะถูกนำตัวไปต่อหน้าผู้ว่าราชการและเฉพาะพระพักตร์กษัตริย์เพราะเราเป็นเหตุ เพื่อเป็นพยานยืนยันแก่เขาและแก่บรรดาชนต่างชาติต่างศาสนา 19เมื่อเขาจะมอบท่านที่ศาลนั้น อย่าวิตกกังวลว่าจะพูดอย่างไรหรือพูดอะไร สิ่งที่ท่านจะพูดนั้นจะได้รับการดลใจในเวลานั้นเอง 20เพราะท่านจะมิได้พูดด้วยตนเอง แต่พระจิตของพระบิดาของท่านจะตรัสในท่าน
21“พี่จะฟ้องน้อง น้องจะฟ้องพี่ให้ต้องโทษถึงตาย พ่อจะฟ้องลูก ลูกจะลุกขึ้นกล่าวโทษพ่อแม่ให้ถึงตาย
22“คนทั้งปวงจะเกลียดชังท่านเพราะนามของเรา แต่ผู้ที่ยืนหยัดจนถึงวาระสุดท้ายก็จะรอดพ้น 23เมื่อเขาจะเบียดเบียนท่านในเมืองหนึ่ง จงหลบหนีไปอีกเมืองหนึ่งhเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ก่อนที่ท่านจะไปทั่วทุกหัวเมืองของอิสราเอล บุตรแห่งมนุษย์ก็จะเสด็จกลับมาแล้ว”i
24“ศิษย์ย่อมไม่อยู่เหนืออาจารย์ และผู้รับใช้ย่อมไม่อยู่เหนือนาย 25ถ้าศิษย์เท่าเทียมกับอาจารย์ และผู้รับใช้เท่าเทียมกับนาย ก็เป็นการเพียงพอแล้ว ถ้าเขาเรียกเจ้าบ้านว่า ‘เบเอลเซบูล’ เขาจะเรียกลูกบ้านร้ายกว่านั้นสักเท่าใด”
f คำแนะนำในข้อ 17-39 สะท้อนสถานการณ์ใหม่มากกว่าเมื่อทรงส่งศิษย์สิบสองคนไปแพร่ธรรมเป็นครั้งแรก คำแนะนำเหล่านี้จึงเกิดขึ้นในภายหลังอย่างแน่นอน มัทธิวบันทึกข้อความนี้ที่นี่เพื่อเป็นคู่มือที่สมบูรณ์สำหรับการแพร่ธรรม
g “ศาล” หมายถึงทั้งสภาซันเฮดรินตามหัวเมือง และสภาซันเฮดรินใหญ่ในกรุงเยรูซาเล็ม (เทียบ 5:21-22)
h สำเนาโบราณบางฉบับเติม “ถ้าเขาจะเบียดเบียนท่านในเมืองนี้อีก ก็จงหนีไปเมืองอื่น”
i การเสด็จกลับมาของบุตรแห่งมนุษย์ที่กล่าวถึงในที่นี้ มิได้หมายถึงวันสิ้นพิภพ แต่หมายถึงการที่พระเจ้าทรงลงโทษอิสราเอล พระองค์ “เสด็จเยี่ยม”ประชากรที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระองค์ในขณะนี้ ทำให้ยุคแห่งพันธสัญญาเดิมสิ้นสุดลงเมื่อกรุงเยรูซาเล็มและพระวิหารถูกทำลายในปี ค.ศ. 70 (ดู 24:1 เชิงอรรถ a)
&
26“อย่ากลัวมนุษย์เลย ไม่มีสิ่งใดที่ปิดบังไว้ จะไม่ถูกเปิดเผย ไม่มีสิ่งใดที่ซ่อนเร้น จะไม่มีใครรู้ 27สิ่งที่เราบอกท่านในที่มืด ท่านจงกล่าวออกมาในที่สว่าง สิ่งที่ท่านได้ยินกระซิบที่หู จงประกาศบนดาดฟ้าหลังคาเรือน”j
28“อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย แต่ไม่อาจฆ่าวิญญาณได้ จงกลัวผู้ที่ทำลายทั้งกายและวิญญาณให้พินาศไปในนรก 29นกกระจอกสองตัว เขาขายกันเพียงหนึ่งบาทมิใช่หรือ ถึงกระนั้น ก็ไม่มีนกสักตัวเดียวที่ตกถึงพื้นดินโดยที่พระบิดาของท่านไม่ทรงเห็นชอบ 30ผมทุกเส้นบนศีรษะของท่านถูกนับไว้หมดแล้ว 31เพราะฉะนั้น อย่ากลัวเลย ท่านมีค่ามากกว่านกกระจอกจำนวนมาก”
32“ทุกคนที่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะยอมรับผู้นั้นเฉพาะพระพักตร์พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์k 33และผู้ที่ไม่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราก็จะไม่รับผู้นั้นเฉพาะพระพักตร์พระบิดาของเรา ผู้สถิตในสวรรค์ด้วย”
j เมื่อพระเยซูเจ้าทรงเห็นว่าคำสั่งสอนที่ทรงสอนประชาชนทั่วไปไม่ประสบผลสำเร็จ พระองค์จึงทรงหันมาสั่งสอนบรรดาศิษย์เป็นการส่วนตัว ในภายหลังศิษย์เหล่านี้จะมีหน้าที่ถ่ายทอดคำสอนนี้ทั้งหมดโดยไม่ต้องหวาดกลัว ถ้อยคำเดียวกันนี้ เราจะพบได้ใน ลก แต่ในบริบทต่างกัน บรรดาศิษย์จะต้องไม่เอาอย่างความหน้าซื่อใจคดของพวกฟาริสี เพราะว่าสิ่งใดที่บรรดาศิษย์พยายามซ่อนเร้นไว้ จะถูกเปิดเผยอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น เขาจึงต้องพูดอย่างเปิดเผยเสมอ
k เมื่อถึงเวลาการพิพากษาครั้งสุดท้าย เมื่อพระบุตรจะทรงมอบผู้ที่ได้เลือกสรรแด่พระบิดา (ดู 25:34)
😇 ยอห์น 15:18-21 บรรดาศิษย์และโลกf
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ 18ถ้าโลกเกลียดชังท่านทั้งหลาย
ก็จงรู้ไว้เถิดว่า โลกเกลียดชังเราก่อนแล้ว
19ถ้าท่านทั้งหลายเป็นฝ่ายโลก
โลกก็คงรักสิ่งที่เป็นของตน
แต่เพราะท่านมิได้เป็นฝ่ายโลก
และเราเลือกท่านออกมาจากโลก
โลกจึงเกลียดชังท่าน
20จงจำวาจาที่เราบอกแล้วเถิดว่า
ผู้รับใช้ย่อมไม่เป็นใหญ่กว่านายของตน
ถ้าเขาเบียดเบียนข่มเหงเรา
เขาก็จะเบียดเบียนข่มเหงท่านทั้งหลายด้วย
ถ้าเขาปฏิบัติตามวาจาของเรา
เขาก็จะปฏิบัติตามวาจาของท่านทั้งหลายด้วย
21แต่เขาจะทำทุกอย่างเช่นนี้แก่ท่าน ก็เพราะนามของเรา
เพราะเขาไม่รู้จักพระองค์ผู้ทรงส่งเรามา
f พระเยซูเจ้าทรงชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างความรักซึ่งกันและกัน ของบรรดาศิษย์กับความเกลียดชังของโลกต่อพวกเขา โลกจะกระทำต่อบรรดาศิษย์เช่นเดียวกับที่ได้กระทำต่อพระอาจารย์ และเมื่อโลกเบียดเบียนข่มเหงบรรดาศิษย์ก็เท่ากับเบียดเบียนข่มเหงพระเยซูเจ้าเอง (เทียบ กจ 9:5; คส 1:24)
😇 มัทธิว 5:10-11
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ 10ผู้ถูกเบียดเบียนข่มเหงเพราะความชอบธรรม ย่อมเป็นสุข เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา
11“ท่านทั้งหลายย่อมเป็นสุข เมื่อถูกดูหมิ่น ข่มเหงและใส่ร้ายต่าง ๆ นานาเพราะเรา 12จงชื่นชมยินดีเถิด เพราะบำเหน็จรางวัลของท่านในสวรรค์นั้นยิ่งใหญ่นัก เขาได้เบียดเบียนบรรดาประกาศกที่อยู่ก่อนท่านดังนี้ด้วยเช่นเดียวกันf
f บรรดาศิษย์เป็นผู้สืบตำแหน่งของบรรดาประกาศก (เทียบ 10:41; 13:17; 23:34)





😇 มัทธิว 5:43-48
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ 43“ท่านทั้งหลายได้ยินคำกล่าวว่า จงรักเพื่อนบ้าน จงเกลียดศัตรูr 44แต่เรากล่าวแก่ท่านว่า จงรักศัตรูs จงอธิษฐานภาวนาให้ผู้ที่เบียดเบียนท่านt 45เพื่อท่านจะได้เป็นบุตรของพระบิดาเจ้าสวรรค์ พระองค์โปรดให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ขึ้นเหนือคนดีและคนชั่ว โปรดให้ฝนตกเหนือคนชอบธรรมและคนอธรรม 46ถ้าท่านรักแต่คนที่รักท่าน ท่านจะได้บำเหน็จรางวัลอะไรเล่า บรรดาคนเก็บภาษีuมิได้ทำเช่นนี้ดอกหรือ 47ถ้าท่านทักทายแต่พี่น้องของท่านเท่านั้น ท่านทำอะไรพิเศษเล่า คนต่างศาสนามิได้ทำเช่นนี้ดอกหรือ 48ฉะนั้น ท่านจงเป็นคนดีอย่างสมบูรณ์ ดังที่พระบิดาเจ้าสวรรค์ของท่าน ทรงความดีอย่างสมบูรณ์เถิด
r ข้อความว่า “จงเกลียดศัตรู” ไม่พบในพระคัมภีร์ น่าจะเป็นคำอธิบายเพิ่มของบรรดาธรรมาจารย์ คำว่า “เกลียด” ในที่นี้มาจากลักษณะของภาษาอาราเมอิก หมายความเพียงว่า “รักน้อยกว่า” หรือเป็นเพียงสำนวนพูดที่ต่อเนื่องของภาษาเดิม “ไม่บังคับให้รัก” (เทียบ ลก 14:25 กับ มธ 10:37) ถึงกระนั้น บสร 12:4-7 และเอกสารจากคุมราน (1QS 1:10) แสดงความรังเกียจต่อคนบาป ซึ่งไม่แตกต่างจากความเกลียดชังมากนัก บางที่พระเยซูเจ้าอาจอ้างถึงข้อความนี้ก็ได้
s สำเนาโบราณบางฉบับเสริมว่า “จงทำดีต่อผู้ที่เกลียดชังท่าน”
t สำเนาโบราณบางฉบับเสริมว่า “และให้ผู้ที่ทำร้ายท่าน” (เทียบ ลก 6:27ฯ)
u “คนเก็บภาษี” เป็นผู้ที่ทำงานให้ชาวโรมันซึ่งปกครองชาวยิวในสมัยนั้น จึงถูกเหยียดหยามจากคนทั่วไป (เทียบ 9:10)
💒 โฟโคลาเร

และโป๊ปฟรังซิสก็ได้สอนให้ใช้ความรักเป็นสะพาน ในการก้าวข้ามความแตกต่างและเชื่อมต่อทุกคนไม่ว่าเขาจะเชื้อชาติใด ศาสนาใดก็ตามครับ
MV ให้รักเป็นสะพาน-[Let love be the bridge






ขอพระเจ้าสถิตกับน้องนะครับ 💒💒😇😇
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
ครอบครัวคลั่งศาสนาทำยังไงดีคะ