ในสถาณการณ์ Covid ลุงตู่ถือวาบริหารงานได้ดีพอสมควร แม้ไม่ดีทั้งหมด (By Identity Idea)

กระทู้คำถาม
แม้ว่าคนบางคนจะออกมาบอกว่า ทำไมไม่ปิดประเทศตั้งแต่แรก ปิดประเทศแต่แรกจบไปแล้ว   (พวกนี้คือพูดด้วยอารมณ์ขาดข้อมูลสนับสนุน) เพราะ
      - ผมเคยพูดไว้ละไม่รู้ที่ไหน(ฮาฮา)  ว่าปิดประเทศนั้นไม่ยาก ที่ยากคือจะบริหารประชาชนไม่ให้โกลาหลอย่างไร และก็จริง แค่ประกาศ พรก (ยังไม่ทันประกาศ ) คนก็แห่ไปแย่งซื้อของกักตุน   คนเริ่มอพยพย้ายออกจากเมืองหลวง   เศรษฐกิจก็จะหยุดชะงัก   พวกที่บอกปิดเลยๆ คงไม่ได้คิดถึงตรงนี้  ในห้องนี้ติ่งแดง ติ่งส้มเยอะ ที่เสนอแบบนี้

     แล้วทางรัฐบาลก็ดำเนินมาตการค่อยเป็นค่อยไปยื้อการปิดประเทศมาระยะหนึ่ง  (ช่วงนี้ก็มีพวกแหกปากบอกว่า ประกาศระยะสามเลย คือประกาศระยะสามแล้วยังไง? โรคมันจะหายไปเหรอ ผมไม่ทราบว่าเขาคิดอะไร  จริงๆมันจะระยะไหนมันยู่ที่มาตรการรองรับกระบวนการต่างๆ ซึ่งแต่ละประเทศก็ต่างกัน ซึ่งพวกที่บอกว่าประกาศระยะสามผมเชื่อว่ามีพวกที่ไม่รู่จริงๆว่าประกาศแล้วมันดีแย่ยังไง มีพวกบางพวกแค่อยากให้รัฐบาลเสียหน้าแค่นั้นจุดประสงค์)

    - พอรัฐบาลดำเนินการเริ่ม ล๊อกดาวตามความเห็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ (ตอนแรกบางพวกก็ออกมาด่ารัฐบาลไปเอาพวกที่เป็นรัฐบาลออกมาสร้างภาพพวกนี้พวกรัฐบาลทั้งนั้น )  ผ่านมาแค่สองสัปดาห์กว่าๆ  พวกเดิมที่บอกให้ปิดประเทศ(ไม่รวมคนที่เดือดร้อนจริงนะครับ กระทู้นี้ผมเน้นพวกทางการเมือง)  ก็ออกมาบอกให้เปิดประเทศ ยอมติดโควิดตาย ดีกว่าอดตาย  (ไปดูได้พวกนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล) 

     จะเห็นว่ามันไม่ได้ง่ายเลย ในสถาณการณ์วิกฤต ที่จะบริหารงานให้โดนใจคนทั้งหมด ยิ่งพวกที่เกลียดกันเป็นทุนอยู่แล้วทำอะไรก็ผิด  พาลหาว่าสลิ่มไปติดคอหอยอีกต่างหาก  เพราะผมเคยพูดไว้ละ(ที่ไหนอีกจำไม่ได้)  ว่ามันต้อง Balance ระหว่างการปิดประเทศ  กับ เศรษฐกิจ คุณไม่สามรรถดำเนินมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่งละมันรอด   มันต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญกับความร่วมมือภาคส่วนต่างๆ   ถ้าทำตามพวกแหกปากไม่มีข้อมูลประเทศคเจ๊งไปนานแล้ว

     ข้อมูลมันไม่โกหกมาดูผลการดำเนินแผนงานของรัฐบาล เทียบกับประเทศอื่นๆ ทีตอนแรกชมญี่ปุ่น ชมสิงคโปร์ มาดูกราฟ



  ที่มา https://thestandard.co/coronavirus-coverage/    

            ทุกวันนี้เขาไม่ได้พูดกันด้วยลมปาก เขาต้องใช้ข้อมูล ทำ Analytic มาและเชื่อในข้อมูล

      คุณอ่านกราฟละคิดว่าไง (อ่านได้นะ)  เห็นกราฟมันไม่ต้องพูดอะไรมาก   แม้จะมีข้อโต้แย้งไทยตรวจน้อย (อันนี้ผมเห็นด้วย) แต่ช่วงนี้การเพิ่มการตรวจเชิงรุกจำนวนผู้ป่วยก็ไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญใด
        มีบากพวกบอกว่ารัฐปกปิดตัวเลข  สติครับสติ  โรคนี้มันมีระยะเวลาการแสดงผลประมาณ 14 วันคนที่มีอาการที่ไปพบหมอ ไม่มีทางปกปิดได้ เพราะมันต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือ จะมแอบเหมือนให้ยาพารามันไม่ได้ แถมคนในพื้นที่ตื่นตัว ฝ่ายตรงข้ามที่ไม่เชื่อก็เยอะการตรวจสอบมันมีอยู่แล้ว ถ้าโกหกโรงพยาบาลไหนมันเป็นข่าวไปแล้วไวจะตาย

       ไม่ได้มาชมอะไรมากมายกับรัฐบาล  สิ่งที่รัฐต้องปรับปรุงคือ  ข้อมูลข่าวสาร การสื่อสาร ที่ออกมาแต่ละทีนี้มีแต่คนด่าซ้ำเติม เพราะสื่อสารไม่ค่อยได้ใจความ   อีกอย่างเรื่องเงินกู้ ต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ เงินที่นำมาใช้ต้องเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อทุกคนไม่แยกสีแยกเหล่า แยกคนนี้เลือกฉันมา จังหวัดนี้เลือกฉันมาฉันจะดูแลเขาก่อน (เหมือนนายกบางคนที่ตอนนี้กลับบ้านไม่ได้)  

        อีกอย่างเลิกออกมาบอกว่าระบบที่แจกเงิน 5000 บาทเป็น AI เพราะพวกท่านยังไม่ได้เชื่อมต่อข้อมูลภายในภาครัฐกันเองอย่างครบถ้วน การใช้ AI นั้นสิ่งสำคัญคือข้อมูล  Features ที่คุณจะนำมาใช้ทำ Models ซึ่งแน่นอนถ้าคุณใช้ AI ต้องมีการใช้ Machine Learning ซึ่งต้องมีข้อมูลในการ Training Set และการ Test Set และ Validation Set ผมไม่เชื่อว่าในระยะเวลา  7 วันก่อนที่จะมีนโยบาย รัฐมีข้อมูลเหล่านี้ในมือ เพราะถ้าทำ AI ที่มี ML (Machine Lerining อยู่นั้น ไม่วา่จะใช้ Model Decision Tree หรือ Clustering หรือ Model อื่นๆ สำคัญสุดคือ Accuracy ที่ได้จากการ Train Dta Set   

      ผมว่ารัฐคงมีแต่ข้อมูลเดิมชิมช๊อบใช้ ข้อมูลเกษตรกร กับอาชีพที่อยู่ในระบบเท่านั้น  เลยเป้นที่มาว่า อาชีพที่ไม่อยู่ใน list กลายเป็นเกษตรกรหมด  เพราะน่าจะคิดจาก ประชากรส่วนใหญ่ทำอาชีพนั้น  ซึ่งมันไม่น่าจะใช่ AI น่าจะเป็นการ Filter ข้อมูลแบบทั่วไปมากกว่า  และวิธีการแก้ปัญหารัฐที่เป็นไปได้คือ เปิดให้ลงทะเบียน Filter ไปเรื่อยๆ ในมุมหนึ่งเพื่อให้เงินถึงผู้เดือดร้อนจริงๆ  แต่ตรงนี้จะเป็นปัญหาถ้าคนเดือดร้อนจริงๆไม่ได้คัดกรองและรอนานไป ก็จะเป้นข่าวแบบที่ออกมา   รัฐควรไปหาวิธีการที่ดีกว่านี้แบบทันการด้วย

     วิธีการที่น่าจะทำได้น่า่จะแก้ปญหาได้ในช่วงนี้(คิดเล่นๆ ไม่ได้มาว่า ชมอย่างเดียว มีข้อเสนอด้วย ) คือให้แต่ละชุมชนนับจำนวนคนที่เดือดร้อนจริง หรือเป็นหมู่บ้าน  แล้วทำเป็นโรงทาน ตั้งงบประมาณใชจ่ายต่อหัวกี่บาทต่อวันว่าไป และให้ อาสาเป็นคนเอาอาหารไปแจก เรื่องมุมมิบโกงนี่ผมว่ายากถ้าแบบนี้เพราะเรารู้อยู่แล้วว่างบเท่าไหร่ได้อะไรบ้าง ถ้าตั้งมาเป็นงบต่อหัวต่อคนต่อวันคนละร้อย สมมุติ (มุมผมนะ แบบนี้คนไม่อดตายแน่ในระยะเวลาดักล่าว เงินที่ใช้ไม่ถึงแสนล้าน ได้เป็นเดือน แถมจะเกิดการหมุนเวียนเงินของห่วงโซ่ supply ด้านอาหาร  ให้เขาไม่อดอยาก ตรงนี้น่าจะช่วยคนเดือดร้อนได้จริงๆ)

     สุดท้ายนี้ผมแปลกใจ ไม่ค่อยเห็นพวกชังชาติอยากย้ายประเทศช่วงนี้ เพราะอะไรน๊อ อย่าบอกนะว่ากลัวติดโควิตประเทศอื่น ไหนว่าไทยไม่ดีไง อิอิ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่