Work-Life Balance เป็นคำที่คุ้นหูคนทำงานมานานแล้ว แต่เราเอามาใช้กันบ้างรึเปล่า? ยิ่งตอนนี้หลายคนได้ Work form Home ทำงานอยู่ที่บ้าน การงานกับชีวิตส่วนตัวเริ่มผสมปนเปกันไปหมด ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน ต่างกันตรงที่นำไปใช้ทำอะไร บางคนให้ความสำคัญกับงานเป็นหลัก บางคนแบ่งเวลามาเพื่อดูแลครอบครัว ซึ่งจริง ๆ แล้วเราให้ความสำคัญกับทุกอย่างได้ แค่ต้องรู้จักบริหารเวลาให้เกิดความสมดุลในชีวิตด้วย Work-Life Balance หรือการใช้ชีวิตให้สมดุลกันทั้งด้านการทำงานและการใช้ชีวิต วันนี้ JobThai Tips มีเทคนิคที่จะช่วยให้คนทำงานมี Work-Life Balance ในแบบของตัวเองได้มาฝาก
1.หาจุดที่พอดีให้ได้
การมี Work-Life Balance ที่ดีนั้นไม่มีกฎที่แน่นอน และไม่จำเป็นที่ทั้งสองด้านจะต้องเท่ากันเสมอไป ความสมดุลเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ทุกคนสามารถหาจุดที่พอดีของตัวเองได้ ความพอดีในวันนี้อาจจะไม่เท่ากับความพอดีของวันพรุ่งนี้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับลำดับความสำคัญของตัวเอง
ต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตัวเองต้องการ ถามตัวเองว่าแนวทาง Work-Life Balance ที่กำลังทำนั้นโอเคหรือไม่ มีความสุขที่จะทำมันไหม อย่าบอกตัวเองว่า “คนนั้นทำแบบนั้นได้ ฉันก็ต้องทำได้” และอย่าให้คนอื่นมาบอกว่าเราควรจะทำหรือไม่สามารถทำอะไร
2.ขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจน
สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นคือ ความกังวลกับสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับที่บ้านตอนที่ทำงาน หรือหมกมุ่นกับเรื่องงานตอนที่กำลังอยู่ที่บ้าน ดังนั้นจะต้องแยกสิ่งที่ต้องทำที่ทำงานกับที่บ้านออกจากกันอย่างเด็ดขาด ตั้งใจกับการทำงานเมื่ออยู่ที่ทำงานและให้เวลากับตัวเองและครอบครัวอย่างเต็มที่เมื่ออยู่ที่บ้าน
3.ขอความช่วยเหลือให้เป็นและพูดปฏิเสธให้ได้
การปฏิเสธในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธคำขอร้องทุกอย่างตลอดเวลา แต่เป็นการปฏิเสธสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ หรือถ้าทำแล้วจะกระทบกับเรื่องอื่น ๆ ไม่ว่าจะที่บ้านหรือที่ทำงาน เช่น การปฏิเสธเรื่องงานที่นอกเหนือความรับผิดชอบมากเกินไป หรือปฏิเสธเมื่อมีคนมาชวนไปงานปาร์ตี้และไม่ควรใช้คำพูดที่ไม่ดีในการปฏิเสธ
รวมถึงการขอความช่วยเหลือจากคนอื่นในเรื่องที่เราทำไม่ได้จริง ๆ ก็จะช่วยให้ลดความกดดันจากงานได้ บางครั้งต้องเลิกที่จะเก็บเอางานและปัญหาทุกอย่างไว้กับตัวเอง การพูดคุยกับใครสักคน เช่น หัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานอาจทำให้แก้ปัญหาที่คิดไม่ตกมานานได้ง่ายขึ้น
4.ไม่จำเป็นต้องเพอร์เฟคตลอดเวลา
เวลาที่จะต้องทำอะไรให้เสร็จสักอย่างหนึ่ง ลองถามตัวเองดูว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ต้องทำให้เสร็จ หรือต้องทำให้เสร็จแบบสมบูรณ์แบบที่สุด และสิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จนั้นสามารถทำโดยใครก็ได้ เพียงแค่ให้เสร็จสมบูรณ์ หรือจะต้องเป็นเราเท่านั้น บางครั้งก็ไม่จำเป็นจะต้องทำทุกอย่างให้ออกมาเพอร์เฟ็กต์ แค่ทำเต็มที่มากที่สุดก็เพียงพอแล้ว
5.ทำสิ่งที่ตัวเองมีความสุข
ให้เวลากับตัวเองโดยการทำสิ่งที่ชอบและสนุกหรือมีความสุขไปกับมัน โดยไม่ต้องให้เวลาหรือ To-do List ต่าง ๆ มาจำกัดขอบเขต เช่น อ่านหนังสือ ดูทีวี หรือนอนกลิ้งอยู่บนโซฟา รวมไปถึงการปิดการติดต่อที่ไม่จำเป็นต่าง ๆ ด้วย
จัดการ Work กับ Life ให้ Balance กันเถอะ
1.หาจุดที่พอดีให้ได้
การมี Work-Life Balance ที่ดีนั้นไม่มีกฎที่แน่นอน และไม่จำเป็นที่ทั้งสองด้านจะต้องเท่ากันเสมอไป ความสมดุลเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ทุกคนสามารถหาจุดที่พอดีของตัวเองได้ ความพอดีในวันนี้อาจจะไม่เท่ากับความพอดีของวันพรุ่งนี้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับลำดับความสำคัญของตัวเอง
ต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตัวเองต้องการ ถามตัวเองว่าแนวทาง Work-Life Balance ที่กำลังทำนั้นโอเคหรือไม่ มีความสุขที่จะทำมันไหม อย่าบอกตัวเองว่า “คนนั้นทำแบบนั้นได้ ฉันก็ต้องทำได้” และอย่าให้คนอื่นมาบอกว่าเราควรจะทำหรือไม่สามารถทำอะไร
2.ขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจน
สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นคือ ความกังวลกับสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับที่บ้านตอนที่ทำงาน หรือหมกมุ่นกับเรื่องงานตอนที่กำลังอยู่ที่บ้าน ดังนั้นจะต้องแยกสิ่งที่ต้องทำที่ทำงานกับที่บ้านออกจากกันอย่างเด็ดขาด ตั้งใจกับการทำงานเมื่ออยู่ที่ทำงานและให้เวลากับตัวเองและครอบครัวอย่างเต็มที่เมื่ออยู่ที่บ้าน
3.ขอความช่วยเหลือให้เป็นและพูดปฏิเสธให้ได้
การปฏิเสธในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธคำขอร้องทุกอย่างตลอดเวลา แต่เป็นการปฏิเสธสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ หรือถ้าทำแล้วจะกระทบกับเรื่องอื่น ๆ ไม่ว่าจะที่บ้านหรือที่ทำงาน เช่น การปฏิเสธเรื่องงานที่นอกเหนือความรับผิดชอบมากเกินไป หรือปฏิเสธเมื่อมีคนมาชวนไปงานปาร์ตี้และไม่ควรใช้คำพูดที่ไม่ดีในการปฏิเสธ
รวมถึงการขอความช่วยเหลือจากคนอื่นในเรื่องที่เราทำไม่ได้จริง ๆ ก็จะช่วยให้ลดความกดดันจากงานได้ บางครั้งต้องเลิกที่จะเก็บเอางานและปัญหาทุกอย่างไว้กับตัวเอง การพูดคุยกับใครสักคน เช่น หัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานอาจทำให้แก้ปัญหาที่คิดไม่ตกมานานได้ง่ายขึ้น
4.ไม่จำเป็นต้องเพอร์เฟคตลอดเวลา
เวลาที่จะต้องทำอะไรให้เสร็จสักอย่างหนึ่ง ลองถามตัวเองดูว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ต้องทำให้เสร็จ หรือต้องทำให้เสร็จแบบสมบูรณ์แบบที่สุด และสิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จนั้นสามารถทำโดยใครก็ได้ เพียงแค่ให้เสร็จสมบูรณ์ หรือจะต้องเป็นเราเท่านั้น บางครั้งก็ไม่จำเป็นจะต้องทำทุกอย่างให้ออกมาเพอร์เฟ็กต์ แค่ทำเต็มที่มากที่สุดก็เพียงพอแล้ว
5.ทำสิ่งที่ตัวเองมีความสุข
ให้เวลากับตัวเองโดยการทำสิ่งที่ชอบและสนุกหรือมีความสุขไปกับมัน โดยไม่ต้องให้เวลาหรือ To-do List ต่าง ๆ มาจำกัดขอบเขต เช่น อ่านหนังสือ ดูทีวี หรือนอนกลิ้งอยู่บนโซฟา รวมไปถึงการปิดการติดต่อที่ไม่จำเป็นต่าง ๆ ด้วย