
แน่นอนว่า "หุ้นโรงแรม" เป็นหนึ่งในกลุ่มที่นักลงทุนขยาดมากที่สุดในช่วงนี้ เพราะสถานการณ์ที่ไม่เอื้อในหลายประการจากโควิด-19 ทั้งการปิดประเทศ การประกาศเคอร์ฟิว แต่จำนวนผู้ป่วยโควิด-19 วานนี้จนถึงวันนี้เริ่มมีทิศทางชะลอตัวลงแล้ว ดังนั้นนักลงทุนจึงควรหันมาพิจารณาให้ดีว่าขณะนี้เป็นโอกาสหรือไม่? โดยเฉพาะกับหุ้นที่เด่นที่สุดในกลุ่มโรงแรมอย่าง CENTEL ที่มีโอกาสกลับมาฟื้นเร็วสุดหลังโควิด-19 จบลง
*** ตัวเลขผู้ติดเชื้อชะลอตัว ประเด็นหลักหนุนหุ้นโรงแรม
วันนี้(7 เม.ย.63) กรมการควบคุมโรค รายงานสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย พบว่ามีผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้น 38 ราย รวมยอดสะสม 2,258 ราย ชะลอตัวลงต่อเนื่องจากวันที่ 6 เม.ย. ที่มีผู้ติดเชื้อใหม่ 51 ราย และจากวันที่ 5 เม.ย. ที่มีผู้ติดเชื้อใหม่ 102 ราย
แม้ข้อมูลจาก Financial Times พบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในยุโรปจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเริ่มมีแนวโน้มทรงตัว สร้างความหวังให้กับตลาดว่ามาตรการปิดประเทศเริ่มได้ผล ซึ่งจะทำให้สถานการณ์คล้ายกับจีนในอีก 2 เดือนข้างหน้า ทำให้หุ้นกลุ่มโรงแรมในต่างประเทศส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นแรง นำโดย ACCOR +12.9%, Marriot +19%, Hilton +14%, InterContinental +11.8%
ขณะที่คณะรัฐมนตรีของไทยเตรียมประชุมนัดพิเศษออกมาตรการเยียวยาผลกระทบ โควิด-19 ระยะ 3 ครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยก่อนหน้านี้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าพ.ร.ก.ทั้ง 3 ฉบับที่จะเสนอครม. จะใช้วงเงินประมาณ 10% ของจีดีพี หรือประมาณ 1.68 ล้านล้านบาท
*** CENTEL เด่นสุดในกลุ่ม
หากนักลงทุนเชื่อมั่นว่าสถานการณ์เลวร้ายของโควิด-19 น่าจะพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว และสนใจในหุ้นกลุ่มโรงแรมก็ควรจะมองไปที่หุ้นที่มีความแข็งแรงที่สุดในกลุ่มก่อนเพื่อความปลอดภัย
แม้ขณะนี้จะมีนักลงทุนที่คิดเหมือนกันอยู่มากจนทำให้ราคาหุ้น บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ปรับขึ้นมาแรงจนแตะซิลลิ่งไปในเช้าวันนี้ที่ 17.30 บาท และมาปิดตลาดที่ 17 บาท เพิ่มขึ้น 1.90 บาท หรือ 12.58% แล้วก็ตาม
ทำไม CENTEL ถึงเด่นสุดในกลุ่มโรงแรม ?
ก่อนอื่นนักลงทุนต้องเข้าใจว่าการถูกตัดท่อน้ำเลี้ยงจากการปิดโรงแรมเกือบทั้งหมด ขณะที่ยังมีค่าใช้จ่ายคงที่อยู่นั้น ความแข็งแกร่งของสถานะการเงินย่อมสำคัญที่สุด ซึ่งบล.เอเซียพลัส ได้ระบุไว้ว่า CENTEL มีสถานะการเงินที่แข็งแกร่งสุดในกลุ่มโรงแรมด้วยกัน เพราะมีสัดส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยเทียบส่วนของผู้ถือหุ้น IBD/E ปี 63 คาดอยู่ที่เพียง 0.73 เท่า เทียบกับ MINT และ ERW ที่ 1.49 เท่า และ 2.02 เท่า ตามลำดับ
ซึ่งจากตัวเลขนี้ บล.ทิสโก้ ได้ทำ Stress Test แล้วพบว่า CENTEL สามารถทนต่อสถาวะที่ RevPar ลดลง โดยที่ไม่กระทบต่อ D/E ของหุ้นกู้ได้มากกว่า 24 เดือน แต่สำหรับ MINT และ ERW จะทนได้เพียง 9 และ 12 เดือนตามลำดับ แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่า RevPar ที่ลดลง 100% จะไม่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวเกิน 1 ปีอย่างแน่นอน
*** ถึงอย่างนั้นผลประกอบการ CENTEL ปีนี้ก็น่าจะขาดทุนสุทธิ
บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า CENTEL จะขาดทุนปกติในปี 2563 ราว 111 ล้านบาท และกลับมาพลิกเป็นกำไร 1,118 ล้านบาท ในปี 2564 ซึ่งก็เป็นไปตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คาดการณ์ตัวเลขนักท่องเที่ยวปี 63 ไว้ที่ 15 ล้านคน ติดลบ 62.5% YoY ก่อนฟื้นขึ้นมาเป็น 20 ล้านคนในปี 64
แต่ CENTEL จะขาดทุนน้อยสุดในกลุ่มเพราะมีธุรกิจอาหารถึง 59% ของรายได้รวมมาช่วยหนุน โดยที่ MINT จะขาดทุนปกติอยู่ที่ 555 ล้านบาท และ ERW ขาดทุนปกติอยู่ที่ 224 ล้านบาท
*** กลุ่มโรงแรมอาจเจอแรงกดดันเชิงลบไปอีกระยะ หากรับความเสี่ยงได้กูรูยังแนะนำลงทุน
บล.เอเซีย พลัส ระบุเพิ่มเติมว่า แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมจะทำให้คงน้ำหนัก น้อยกว่าตลาดอยู่ แต่ราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงมามาก กับแนวโน้มโควิด-19ที่เริ่มเป็นไปในทิศทางดีขึ้น แนะนำนักลงทุนหากรับความเสี่ยงได้ปานกลางขึ้นไป แนะนำ CENTEL
ส่วน บล.ทิสโก้ ระบุเลือก CENTEL เป็นหุ้นแนะนำ มูลค่าเหมาะสม 24 บาท เนื่องจาก สัดส่วนรายได้จากโรงแรมที่ต่ำกว่าคู่แข่ง ธุรกิจอาหารที่มากกว่า MINT และมีปรับปรุงสาขาใหม่ในช่วงของ โควิด-19
บล.หยวนต้า แนะนำ CENTEL เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม ราคาเหมาะสม 21.30 บาท อุตสาหกรรมน่าจะยังต้องเผชิญแรงกดดันเชิงลบอีกระยะ การปิดโรงแรมมีข้อดี คือช่วยให้สามารถลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป เช่น ค่าไฟและค่าดำเนินการ
แม้ CENTEL จะโดดเด่นมากกว่ากลุ่ม แต่หากราคาปรับขึ้นไปมากกว่าหุ้นโรงแรมตัวอื่นๆ มากเกินไป ก็อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักที่จะไล่ราคาซื้อตาม เพราะหุ้นกลุ่มนี้ยังต้องเผชิญกับประเด็นลบไปอีกระยะ หลังจากโรคระบาดคลี่คลายลงเศรษฐกิจโลกก็ยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว ไม่ใช่ดีดกลับมาได้ทันที
.
**อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่==>>
http://www.efinancethai.com/HotStocks/HotStockMain.aspx?release=y&id=dzl5M0I3Qll1ams9
--------------------------
สำนักข่าว efinanceThai ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการลงทุนหุ้นได้ที่นี่
Website :
https://www.efinancethai.com
Facebook :
https://www.facebook.com/efinanceThaiTV/
Facebook :
https://www.facebook.com/efinanceThai/
lTwitter : @eFinanceThai
IG : @efinancethai_official
line : @efin
CENTEL เด่นสุดกลุ่มโรงแรม แต่สถานการณ์นี้เอาไงดี?
แน่นอนว่า "หุ้นโรงแรม" เป็นหนึ่งในกลุ่มที่นักลงทุนขยาดมากที่สุดในช่วงนี้ เพราะสถานการณ์ที่ไม่เอื้อในหลายประการจากโควิด-19 ทั้งการปิดประเทศ การประกาศเคอร์ฟิว แต่จำนวนผู้ป่วยโควิด-19 วานนี้จนถึงวันนี้เริ่มมีทิศทางชะลอตัวลงแล้ว ดังนั้นนักลงทุนจึงควรหันมาพิจารณาให้ดีว่าขณะนี้เป็นโอกาสหรือไม่? โดยเฉพาะกับหุ้นที่เด่นที่สุดในกลุ่มโรงแรมอย่าง CENTEL ที่มีโอกาสกลับมาฟื้นเร็วสุดหลังโควิด-19 จบลง
*** ตัวเลขผู้ติดเชื้อชะลอตัว ประเด็นหลักหนุนหุ้นโรงแรม
วันนี้(7 เม.ย.63) กรมการควบคุมโรค รายงานสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย พบว่ามีผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้น 38 ราย รวมยอดสะสม 2,258 ราย ชะลอตัวลงต่อเนื่องจากวันที่ 6 เม.ย. ที่มีผู้ติดเชื้อใหม่ 51 ราย และจากวันที่ 5 เม.ย. ที่มีผู้ติดเชื้อใหม่ 102 ราย
แม้ข้อมูลจาก Financial Times พบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในยุโรปจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเริ่มมีแนวโน้มทรงตัว สร้างความหวังให้กับตลาดว่ามาตรการปิดประเทศเริ่มได้ผล ซึ่งจะทำให้สถานการณ์คล้ายกับจีนในอีก 2 เดือนข้างหน้า ทำให้หุ้นกลุ่มโรงแรมในต่างประเทศส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นแรง นำโดย ACCOR +12.9%, Marriot +19%, Hilton +14%, InterContinental +11.8%
ขณะที่คณะรัฐมนตรีของไทยเตรียมประชุมนัดพิเศษออกมาตรการเยียวยาผลกระทบ โควิด-19 ระยะ 3 ครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยก่อนหน้านี้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าพ.ร.ก.ทั้ง 3 ฉบับที่จะเสนอครม. จะใช้วงเงินประมาณ 10% ของจีดีพี หรือประมาณ 1.68 ล้านล้านบาท
*** CENTEL เด่นสุดในกลุ่ม
หากนักลงทุนเชื่อมั่นว่าสถานการณ์เลวร้ายของโควิด-19 น่าจะพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว และสนใจในหุ้นกลุ่มโรงแรมก็ควรจะมองไปที่หุ้นที่มีความแข็งแรงที่สุดในกลุ่มก่อนเพื่อความปลอดภัย
แม้ขณะนี้จะมีนักลงทุนที่คิดเหมือนกันอยู่มากจนทำให้ราคาหุ้น บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ปรับขึ้นมาแรงจนแตะซิลลิ่งไปในเช้าวันนี้ที่ 17.30 บาท และมาปิดตลาดที่ 17 บาท เพิ่มขึ้น 1.90 บาท หรือ 12.58% แล้วก็ตาม
ทำไม CENTEL ถึงเด่นสุดในกลุ่มโรงแรม ?
ก่อนอื่นนักลงทุนต้องเข้าใจว่าการถูกตัดท่อน้ำเลี้ยงจากการปิดโรงแรมเกือบทั้งหมด ขณะที่ยังมีค่าใช้จ่ายคงที่อยู่นั้น ความแข็งแกร่งของสถานะการเงินย่อมสำคัญที่สุด ซึ่งบล.เอเซียพลัส ได้ระบุไว้ว่า CENTEL มีสถานะการเงินที่แข็งแกร่งสุดในกลุ่มโรงแรมด้วยกัน เพราะมีสัดส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยเทียบส่วนของผู้ถือหุ้น IBD/E ปี 63 คาดอยู่ที่เพียง 0.73 เท่า เทียบกับ MINT และ ERW ที่ 1.49 เท่า และ 2.02 เท่า ตามลำดับ
ซึ่งจากตัวเลขนี้ บล.ทิสโก้ ได้ทำ Stress Test แล้วพบว่า CENTEL สามารถทนต่อสถาวะที่ RevPar ลดลง โดยที่ไม่กระทบต่อ D/E ของหุ้นกู้ได้มากกว่า 24 เดือน แต่สำหรับ MINT และ ERW จะทนได้เพียง 9 และ 12 เดือนตามลำดับ แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่า RevPar ที่ลดลง 100% จะไม่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวเกิน 1 ปีอย่างแน่นอน
*** ถึงอย่างนั้นผลประกอบการ CENTEL ปีนี้ก็น่าจะขาดทุนสุทธิ
บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า CENTEL จะขาดทุนปกติในปี 2563 ราว 111 ล้านบาท และกลับมาพลิกเป็นกำไร 1,118 ล้านบาท ในปี 2564 ซึ่งก็เป็นไปตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คาดการณ์ตัวเลขนักท่องเที่ยวปี 63 ไว้ที่ 15 ล้านคน ติดลบ 62.5% YoY ก่อนฟื้นขึ้นมาเป็น 20 ล้านคนในปี 64
แต่ CENTEL จะขาดทุนน้อยสุดในกลุ่มเพราะมีธุรกิจอาหารถึง 59% ของรายได้รวมมาช่วยหนุน โดยที่ MINT จะขาดทุนปกติอยู่ที่ 555 ล้านบาท และ ERW ขาดทุนปกติอยู่ที่ 224 ล้านบาท
*** กลุ่มโรงแรมอาจเจอแรงกดดันเชิงลบไปอีกระยะ หากรับความเสี่ยงได้กูรูยังแนะนำลงทุน
บล.เอเซีย พลัส ระบุเพิ่มเติมว่า แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมจะทำให้คงน้ำหนัก น้อยกว่าตลาดอยู่ แต่ราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงมามาก กับแนวโน้มโควิด-19ที่เริ่มเป็นไปในทิศทางดีขึ้น แนะนำนักลงทุนหากรับความเสี่ยงได้ปานกลางขึ้นไป แนะนำ CENTEL
ส่วน บล.ทิสโก้ ระบุเลือก CENTEL เป็นหุ้นแนะนำ มูลค่าเหมาะสม 24 บาท เนื่องจาก สัดส่วนรายได้จากโรงแรมที่ต่ำกว่าคู่แข่ง ธุรกิจอาหารที่มากกว่า MINT และมีปรับปรุงสาขาใหม่ในช่วงของ โควิด-19
บล.หยวนต้า แนะนำ CENTEL เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม ราคาเหมาะสม 21.30 บาท อุตสาหกรรมน่าจะยังต้องเผชิญแรงกดดันเชิงลบอีกระยะ การปิดโรงแรมมีข้อดี คือช่วยให้สามารถลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป เช่น ค่าไฟและค่าดำเนินการ
แม้ CENTEL จะโดดเด่นมากกว่ากลุ่ม แต่หากราคาปรับขึ้นไปมากกว่าหุ้นโรงแรมตัวอื่นๆ มากเกินไป ก็อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักที่จะไล่ราคาซื้อตาม เพราะหุ้นกลุ่มนี้ยังต้องเผชิญกับประเด็นลบไปอีกระยะ หลังจากโรคระบาดคลี่คลายลงเศรษฐกิจโลกก็ยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว ไม่ใช่ดีดกลับมาได้ทันที
.
**อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่==>> http://www.efinancethai.com/HotStocks/HotStockMain.aspx?release=y&id=dzl5M0I3Qll1ams9
--------------------------
สำนักข่าว efinanceThai ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการลงทุนหุ้นได้ที่นี่
Website : https://www.efinancethai.com
Facebook : https://www.facebook.com/efinanceThaiTV/
Facebook : https://www.facebook.com/efinanceThai/
lTwitter : @eFinanceThai
IG : @efinancethai_official
line : @efin