เรียบร้อยโรงเรียนโควิด-19 ไปอีกรายสำหรับอีตาบอริส จอห์นสันนายกฯอังกฤษ ตามหลังฟ้าชายชาร์ลที่ทรงเสด็จ isolate ปลีกวิเวกเก็บตัวไปก่อนหน้านั้นไปติดๆ ก้อนะ....เจ้าไวรัสวายร้ายตัวนี้ช่างไม่เลือกชั้นวรรณะจริงๆ เหมือนนักร้องหญิงมาดอน่าพูดไว้ ดูเหมือนว่า...ในโลกตะวันตกตอนนี้กำลังย่ำแย่ นายกรัฐมนตรีอิตาลีต้องปาดน้ำออกแถลงสถานการณ์สารภาพว่าเกินต้าน เข้าใจความรู้สึกเลยในยามที่ประเทศชาติต้องเผชิญวิกฤติ...เหมือนๆ ที่เคยเข้าใจความรู้สึกที่ครั้งหนึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีหญิงเคยออกมาแถลงสถานการณ์น้ำท่วมด้วยตา แต่ถูกบางกลุ่มบางคนถล่มยับว่าหญิงเจ้าน้ำตา พร้อมถามว่าร้องไห้หาพ่อ...งงง?? เรื่องมันผ่านมาแล้วไม่ต้องฟื้นหารอยตะเข็บกันตรงนี้ สะกิดกันไว้เพียงสั้นๆ ......"อกเขาเขาเรา"
------------------------------------------------------------------------------
สถานการณ์ที่อังกฤษตอนนี้เริ่มเขม็งเกลียว ระทึกขึ้นทุกวันๆ ประชากรรับทราบทั่วกันว่าศึกกับเจ้าไวรัสร้ายจะหนักขึ้นเรื่อยๆ แถลงการณ์ยอมรับแต่เนิ่นๆ ว่าลำพังแค่รัฐบาลคงจะต่อกรไม่ไหว ต้องอาศัยทุกคนให้ "อยู่บ้าน" (isolation) กล่าวสำหรับคนไทยในอังกฤษ ไม่ว่าแม่บ้าน นักเรียน พระสงฆ์ เจ้าของร้านอาหารต่างก็ปิดประตูอยู่กับบ้าน ส่วนที่ออกมา "อาบแดด" ตามสวนสาธารณะก็พวกวัยรุ่นอังกฤษที่ตื่นเต้นได้เห็นแสงแดดแห่งปี (ฤดูร้อนกำลังจะเริ่ม) ตำรวจก็ไล่ "หวด" กลับบ้านกันไป รวมความแล้ว...ประชากรส่วนใหญ่ก็ให้ความร่วมมือกับภาครัฐในระดับที่ดีมาก
การเตรียมการต้อนรับ รัฐบาลอังกฤษก็ทุ่มสรรพกำลังที่มีในศึกครั้งนี้ มีการเรียกหมอ พยาบาลที่เกษียณบ้างและเออรี่รีไทร์ไปบ้างมาเสริมทัพขนานใหญ่ ทางด้านโรงพยาบาล ทุกโรงพยาบาลก็เริ่มแบ่งโซน dirty zone กับ clean zone เอาไว้ บรรดาหมอเกือบทุกแขนงต้องยกเลิกการผ่าตัดและการนัดหมายกับคนไข้ที่ไม่รุนแรงหรือปานกลางเอาไว้ก่อน ผมโดยส่วนตัวมีความเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลหลายทาง เคยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ไอทีที่รพ. มาหลายปี ภรรยาเป็นหัวหน้าทีมแผนกไอซียูและงานวิจัย อีกทางหนึ่งผมเป็นจิตอาสาที่คอยทำหน้าที่เสมือนอนุสาสนจารย์ (พุทธ) ยามที่คนไข้ทั่วไปต้องการพูดคุยธรรมะหรือเรื่องทั่วๆ ไป ถ้าหากโดนเรียกให้ไปช่วยทั้งด้านไอทีหรือด้านอื่นก็คงต้องไป ปรกติภรรยาก็อยู่ front line สู้กับเจ้าไวรัสร้ายอยู่แล้ว ความจริง...ก็มีคนไทยหลายคนที่ทำงานในโรงพยาบาลที่อังกฤษ เป็นพนักงานทำความสะอาดบ้าง แม่ครัวบ้าง ซึ่งคนไทยเหล่านี้ก็ทั้งกลัวทั้งภาคภูมิใจกับภารกิจที่ทำอยู่ตอนนี้ โฮมแคร์หรือสถานที่ดูแลคนแก่มีพนักงานคนไทยจำนวนมาก และพวกเขาเหล่านี้ก็ได้รับการยกย่องว่าเสียสละในสถานการณ์ที่กำลังประสบขณะนี้ คนอังกฤษทั่วประเทศตกลงกันว่าทุกๆ คืนวันพฤหัสพวกเขาก็โผล่ออกมาหน้าต่างเพื่อปรบมือขอบคุณและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่กำลังต่อสู้ไวรัสร้ายที่ทุกคน อาทิตย์ที่ผ่านมา...ภรรยาผมโทรมาทั้งน้ำตาด้วยความปลาบปลื้มที่ได้ยินเสียงปรบมือ กลุ่มแม่บ้านคนไทยที่ทำงานที่โรงพยาบาลหลายคนพากันร้องไห้ ดูเอาเถิด..กับสิ่งน้อยนิด (ปรบมือ) เพียงแค่นี้ก็สามารถสร้างแรงสะเทือนให้กับคนที่ทำงานเสี่ยงอย่างหมอ พยาบาล พนักงานทุกคนได้อย่างมหาศาล ยังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้อีกมากมายในการรับมือเจ้าไวรัสร้าย ทั้งคนที่อยู่ front line ทั้งคนที่อยู่เบื้องหลังคอยให้กำลังใจ
--------------------------------------------------------------------------------
ตัวเลขติดเชื้อของอเมริกาพุ่งขึ้นสู่อันดับหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องแปลก...! หรือหากจะแตะหลักล้านเลยก็ไม่แปลกอีกนั่นแหละ หากใครที่ติดตามข่าวก่อนหน้าที่ที่อีตาทรัมพ์จัดสรรงบประมาณหลายแสนล้านเพื่อจัดหาอุปกรณ์การตรวจเชื้อไวรัส ก็คงจะเข้าใจว่าทำไมตัวเลขผู้ติดเชื้อถึงสูงขึ้น เพราะว่าสหรัฐเขากำลังอยู่ในขั้นตอน "ตรวจทุกคน" ในขณะที่หลายๆ ประเทศรวมทั้งอังกฤษยังไม่มีสมรรถภาพที่จะตรวจทุกคนได้ ดังนั้นใครที่มองว่าประเทศที่ทันสมัยในทุกด้านมีตัวเลขสูงขึ้นกว่าประเทศอื่นๆ ผมเชื่อว่า...หากประเทศไทยหรืออื่นๆ ตรวจทุกคนได้ ตัวเลขอาจจะสูงเท่าตัวกว่าที่เป็นในตอนนี้
ไหนๆ วกมาที่เมกาแล้วก็ขอตบท้ายเกร็ดความรู้ไว้ตรงนี้ล่ะกัน ผมเคยอ่านประวัติการต่อสู้ของชนพื้นเมืองเผ่าอินเดียแดงกับคนเมกานานแล้ว คนเมกาได้คิดค้นหาวิธีกำจัดคนพื้นเมืองด้วย "น้ำกรดแช่นเย็น" ของคุณพี่รังสี เสรชัย....ไม่ใช่ๆ ล้อเล่นครับ เมกาได้ใช้วิธีสกปรกกำจัดคนอินเดียแดงด้วยเชื้อโรค โดยได้เอาเชื้อโรคใส่ไว้ในผ้าห่ม จากนั้นก็นำผ้าห่มไปแจกคนอินเดียแดงหวังให้เชื้อแพร่กระจายในเผ่า นัยว่ามีการติดเชื้อและล้มตายเป็นจำนวนไม่น้อย จะถือว่านั่นเป็น อาวุธชีวภาพครั้งแรกของโลกก็ว่าได้
เป็นกำลังใจให้ทุกคนทุกประเทศผ่านพ้นวิกฤติในเร็วพลันครับ
....สัพเพเหระ โคโรน่า ไก่ กา อาราเร่ "โลกตะวันตกอลหม่าน"...../วชรน
------------------------------------------------------------------------------
สถานการณ์ที่อังกฤษตอนนี้เริ่มเขม็งเกลียว ระทึกขึ้นทุกวันๆ ประชากรรับทราบทั่วกันว่าศึกกับเจ้าไวรัสร้ายจะหนักขึ้นเรื่อยๆ แถลงการณ์ยอมรับแต่เนิ่นๆ ว่าลำพังแค่รัฐบาลคงจะต่อกรไม่ไหว ต้องอาศัยทุกคนให้ "อยู่บ้าน" (isolation) กล่าวสำหรับคนไทยในอังกฤษ ไม่ว่าแม่บ้าน นักเรียน พระสงฆ์ เจ้าของร้านอาหารต่างก็ปิดประตูอยู่กับบ้าน ส่วนที่ออกมา "อาบแดด" ตามสวนสาธารณะก็พวกวัยรุ่นอังกฤษที่ตื่นเต้นได้เห็นแสงแดดแห่งปี (ฤดูร้อนกำลังจะเริ่ม) ตำรวจก็ไล่ "หวด" กลับบ้านกันไป รวมความแล้ว...ประชากรส่วนใหญ่ก็ให้ความร่วมมือกับภาครัฐในระดับที่ดีมาก
การเตรียมการต้อนรับ รัฐบาลอังกฤษก็ทุ่มสรรพกำลังที่มีในศึกครั้งนี้ มีการเรียกหมอ พยาบาลที่เกษียณบ้างและเออรี่รีไทร์ไปบ้างมาเสริมทัพขนานใหญ่ ทางด้านโรงพยาบาล ทุกโรงพยาบาลก็เริ่มแบ่งโซน dirty zone กับ clean zone เอาไว้ บรรดาหมอเกือบทุกแขนงต้องยกเลิกการผ่าตัดและการนัดหมายกับคนไข้ที่ไม่รุนแรงหรือปานกลางเอาไว้ก่อน ผมโดยส่วนตัวมีความเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลหลายทาง เคยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ไอทีที่รพ. มาหลายปี ภรรยาเป็นหัวหน้าทีมแผนกไอซียูและงานวิจัย อีกทางหนึ่งผมเป็นจิตอาสาที่คอยทำหน้าที่เสมือนอนุสาสนจารย์ (พุทธ) ยามที่คนไข้ทั่วไปต้องการพูดคุยธรรมะหรือเรื่องทั่วๆ ไป ถ้าหากโดนเรียกให้ไปช่วยทั้งด้านไอทีหรือด้านอื่นก็คงต้องไป ปรกติภรรยาก็อยู่ front line สู้กับเจ้าไวรัสร้ายอยู่แล้ว ความจริง...ก็มีคนไทยหลายคนที่ทำงานในโรงพยาบาลที่อังกฤษ เป็นพนักงานทำความสะอาดบ้าง แม่ครัวบ้าง ซึ่งคนไทยเหล่านี้ก็ทั้งกลัวทั้งภาคภูมิใจกับภารกิจที่ทำอยู่ตอนนี้ โฮมแคร์หรือสถานที่ดูแลคนแก่มีพนักงานคนไทยจำนวนมาก และพวกเขาเหล่านี้ก็ได้รับการยกย่องว่าเสียสละในสถานการณ์ที่กำลังประสบขณะนี้ คนอังกฤษทั่วประเทศตกลงกันว่าทุกๆ คืนวันพฤหัสพวกเขาก็โผล่ออกมาหน้าต่างเพื่อปรบมือขอบคุณและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่กำลังต่อสู้ไวรัสร้ายที่ทุกคน อาทิตย์ที่ผ่านมา...ภรรยาผมโทรมาทั้งน้ำตาด้วยความปลาบปลื้มที่ได้ยินเสียงปรบมือ กลุ่มแม่บ้านคนไทยที่ทำงานที่โรงพยาบาลหลายคนพากันร้องไห้ ดูเอาเถิด..กับสิ่งน้อยนิด (ปรบมือ) เพียงแค่นี้ก็สามารถสร้างแรงสะเทือนให้กับคนที่ทำงานเสี่ยงอย่างหมอ พยาบาล พนักงานทุกคนได้อย่างมหาศาล ยังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้อีกมากมายในการรับมือเจ้าไวรัสร้าย ทั้งคนที่อยู่ front line ทั้งคนที่อยู่เบื้องหลังคอยให้กำลังใจ
--------------------------------------------------------------------------------
ตัวเลขติดเชื้อของอเมริกาพุ่งขึ้นสู่อันดับหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องแปลก...! หรือหากจะแตะหลักล้านเลยก็ไม่แปลกอีกนั่นแหละ หากใครที่ติดตามข่าวก่อนหน้าที่ที่อีตาทรัมพ์จัดสรรงบประมาณหลายแสนล้านเพื่อจัดหาอุปกรณ์การตรวจเชื้อไวรัส ก็คงจะเข้าใจว่าทำไมตัวเลขผู้ติดเชื้อถึงสูงขึ้น เพราะว่าสหรัฐเขากำลังอยู่ในขั้นตอน "ตรวจทุกคน" ในขณะที่หลายๆ ประเทศรวมทั้งอังกฤษยังไม่มีสมรรถภาพที่จะตรวจทุกคนได้ ดังนั้นใครที่มองว่าประเทศที่ทันสมัยในทุกด้านมีตัวเลขสูงขึ้นกว่าประเทศอื่นๆ ผมเชื่อว่า...หากประเทศไทยหรืออื่นๆ ตรวจทุกคนได้ ตัวเลขอาจจะสูงเท่าตัวกว่าที่เป็นในตอนนี้
ไหนๆ วกมาที่เมกาแล้วก็ขอตบท้ายเกร็ดความรู้ไว้ตรงนี้ล่ะกัน ผมเคยอ่านประวัติการต่อสู้ของชนพื้นเมืองเผ่าอินเดียแดงกับคนเมกานานแล้ว คนเมกาได้คิดค้นหาวิธีกำจัดคนพื้นเมืองด้วย "น้ำกรดแช่นเย็น" ของคุณพี่รังสี เสรชัย....ไม่ใช่ๆ ล้อเล่นครับ เมกาได้ใช้วิธีสกปรกกำจัดคนอินเดียแดงด้วยเชื้อโรค โดยได้เอาเชื้อโรคใส่ไว้ในผ้าห่ม จากนั้นก็นำผ้าห่มไปแจกคนอินเดียแดงหวังให้เชื้อแพร่กระจายในเผ่า นัยว่ามีการติดเชื้อและล้มตายเป็นจำนวนไม่น้อย จะถือว่านั่นเป็น อาวุธชีวภาพครั้งแรกของโลกก็ว่าได้
เป็นกำลังใจให้ทุกคนทุกประเทศผ่านพ้นวิกฤติในเร็วพลันครับ