>>> รายละเอียดเหตุการณ์ : วันซวยของผม!! จำไว้เลยซานฟราน!! <<<
จริงๆเหตุการณ์นี้ผ่านมาตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วครับ แต่เป็นเหตุการณ์ที่ผมจำฝังใจไม่ลืมจริงๆ เลยอยากจะมาแบ่งปันเรื่องราวให้เพื่อนๆได้ตระหนัก เพื่อเป็นการเตือนภัย มีความระวังกันมากขึ้นครับ
เมื่อช่วงเดือนกันยายน ผมกับเพื่อนๆ ได้เดินทางไป ซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา อันนี้ไปทำงานครับ พาลูกค้าไปประชุมที่งานไอทีชื่อดังแบรนด์หนึ่ง ครั้งนี้ผมไปทั้งหมดสิบกว่าวัน และเหตุการณ์เกิดขึ้นประมานวันที่ 7 ก่อนเรากลับ 3 วัน ทริปนี้เราเช่ารถขับกันเองครับ รถเป็น Chevrolet แบบคันใหญ่ๆ 7 ที่นั่ง เพราะกระเป๋าแต่ละคนใบใหญ่มาก
วันนั้น ผมกับเพื่อนๆ แอบโดดงานประชุมตอนกลางวัน ไปช๊อปปิ้งกันที่เอ้าท์เลทนอกเมือง เอ้าท์เลทที่อเมริกานี่มันไม่เหมือนไทยนะครับ มันถูกจริง ลดจริง ลดแบบโอ้โห...คือเดินกันทั้งวัน ก็ไม่เบื่อ ต่อให้เป็นผู้ชายไม่ใช่สายช๊อปปิ้งก็ตามทีเถอะ วันนี้ก็เลยหมดกันไปคนละหลายหมื่นครับ ของเต็มหลังรถ แล้วในตอนเย็นพวกเราก็มีนัดทานข้าวกับลูกค้าที่ร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่งใจกลางเมือง พวกผมก็เอารถไปจอดกันไว้แถวโรงแรมฮิลตัน
คือขอบอกไว้ว่า ผ่านไปเกือบหนึ่งอาทิตย์ที่เราอยู่ที่นี่ คือเห็นพวก homeless หรือคนไร้บ้านเยอะมาก เดินกันตามถนนเหมือนปกติ ซานฟรานก็มีบางมุม(และหลายๆมุม) เรียกได้ว่าทั่วไปเลยดีกว่า ที่ไม่ได้สวยงามเหมือนในหนัง แต่มีพวกคนไร้บ้าน ขอทาน ทั้งผู้ชาย คนแก่ ผู้หญิง เด็กตัวเล็กๆที่ไร้บ้านตั้งแต่เกิด คือเห็นคนพวกนี้ก็ดูไม่น่าไว้ใจเท่าไหร่ แต่เขาก็ไม่ได้กระเซอะกระเซิงเหมือนของบ้านเรา บางคนแต่งตัวก็ไม่ได้แย่ดูแล้วแทบไม่รู้ว่าคือคนไร้บ้าน
ย่านที่พวกเราจอด คนไร้บ้านพวกนี้ค่อนข้างเยอะ (อันนี้คือความพลาดของนักท่องเที่ยว ที่ไม่รู้ว่าย่านไหนโจรชุม) แต่พวกเราก็ไม่ได้คิดอะไร ในใจตอนนั้นคือแบบ เห้ย! ฮิลตันนะเว้ย จอดติดถนนเลย รถผ่านไปมาตลอด และก็มีรถคันอื่นจอดเยอะแยะ ร้านอาหารนี่เป็นสิบร้านๆ ทั้งร้านญี่ปุ่น ฝรั่ง สตาร์บัค ร้านอาหารไทยก็มี มันคงโอเคล่ะ
ก็เลยจอดไว้แล้วก็เดินไปกินข้าวกัน ทุกคนไม่มีใครเอาอะไรติดตัวไปเลย เพราะขี้เกียจแบก ทิ้งคอมพิวเตอร์ กระเป๋า ทุกอย่าง เอาไว้ในรถหมด แล้วก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะว่าแฟนของเพื่อนคนนึง เค้าไม่ได้ไปกินด้วย น้องเค้าก็ไปนั่งกินข้าว อยู่ร้านฝั่งตรงข้ามที่รถจอดอยู่
แต่พอกลับมาถึงรถเท่านั้นแหละครับ...
เล่าก่อนว่าตอนนั้นไม่เปลี่ยวเลยนะครับ เป็นเวลาสองทุ่มนิดๆ ที่คนเดินไปเดินมา แล้วสภาพถนนตามที่บอก ไม่เปลี่ยวเลย มีร้านอาหารเพียบ
แต่...โอ้โห ละเอียดยิบ กระจกรถพวกผมเองครับ ละเอียดยิบ...กระจกฝั่งซ้าย(ฝั่งที่ไม่หันออกถนน) แตกทั้งหมด ทั้งตรงคนขับ ที่นั่งข้างหลัง และ SUV และของทั้งหมดหายเกลี้ยง!!
สภาพดังที่เห็นครับ กระจกละเอียด และถนนไม่ได้เปลี่ยวเลย
สิ่งของที่พวกผมโดนกวาดไป ก็มีมากมายหลายชนิดด้วยกัน
-ของผมเองกระเป๋าโน๊ตบุ๊คหายไปทั้งกระเป๋า และของที่ช๊อปปิ้งทั้งหมด ซึ่งเป็น กระเป๋าประมาณ 8 ใบ(กระเป๋าตัง, กระเป๋าเอกสาร,กระเป๋าถือผู้หญิง)
-ของพี่อีกคนนี่หนักทั้งบัตรเครดิต เงินสดทั้ง USD และ เงินไทย ไอแพด โน๊ตบุ๊คบริษัท และถุงไวน์อันโปรดปรานของแก(ถุงไวน์มันก็เอา เห้อ)
-และหนักสุด พี่ผู้หญิงกระเป๋าถือผู้หญิงแกหายทั้งใบ ข้างในไปหมดทั้งกระเป๋าตัง บัตรเครดิต และความซวยหนักคือพาสปอร์ตแกก็ไปด้วยจ้า
>>> โทรหาตำรวจ : เริ่มต้นแจ้งความ <<<
หลังจากสำรวจความเสียหายเรียบร้อย ฝรั่งแถวนั้นก็เดินผ่านไปผ่านมาแล้วส่ายหัวด้วยความสงสาร
พวกผมพยายามใช้โทรศัพท์ในรถ call emergency (รถเช่าทุกคันจะมีปุ่ม emergency อยู่) แต่ปรากฏว่าในรถ เบอร์ฉุกเฉินเป็นเบอร์ของบริษัทรถ ซึ่งช่วยอะไรเราไม่ได้เลย
โชคดีพี่คนนึงโทรศัพท์แกโทรออกต่างประเทศ พวกผมเลยโทร 911 ตามในหนังเลย แต่ที่ไม่เหมือนนิดนึงคือพี่ๆตำหนวจอเมริกาน่ารักมากๆ ไม่มีรถหวอของตำรวจมาดู ไม่มีหัวเจ้าหน้าที่สักคน พี่ตำหนวจรับสายเสียงไม่ทุกข์ร้อน รับฟังเรื่อง แต่ก็ไม่ถามเพิ่ม ไม่สนใจ พอบอกให้มาดูที่เกิดเหตุ ก็ไม่มา ตอบพวกเราสั้นๆแค่ว่า ยูก็มาแจ้งความที่โรงพักแล้วกัน
หลังจากฟังจบ ในใจตะโกนร้องว่า "วอท เดอะ ฟ...." แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
บทเรียนนี่สอนว่า อย่าพึ่งอะไรกับตำรวจอเมริกาครับ
>>> ไปเยือนโรงพักซานฟราน : พี่ตำรวจจ๋า ช่วยด้วย <<<
หลังจากช่วยกันกวาดเศษกระจกในรถทิ้งท่ามกลางอุณหภูมิต่ำกว่าสิบองศา ก็ขับรถแบบไม่มีหน้าต่าง รับลมหนาวไปสถานีตำรวจที่โชคดีอยู่ไม่ไกล
และเหตุการณ์นี้แจ้งความครั้งแรกนอกราชอาณาจักรไทยครั้งนี้ ทำให้รู้สึกสำนึกรักตำรวจไทยขึ้นมาเลยครับพูดตรง เหมือนพวกเราโดนถีบออกจากทุ่งลาเวนเดอร์ที่แอบหวังไว้ว่าตำรวจจะรีบมาดูรถเรา รีบไปหาภาพจากกล้องวงจรปิดแถวนั้น และไปตามไล่จับผู้ร้ายเหมือนในหนัง และเอาของทั้งหมดของเราคืนมาได้
แต่หนังคนละม้วนเลยครับ สถานีตำรวจเป็นตึกบล๊อคเล็กๆ บล๊อคเดียว มีช่องรับเรื่องเหมือนเคาน์เตอร์ซื้อชานมไขมุกอยู่หนึ่งช่อง พี่ๆตำหนวจชิลมาก ถามว่าเรามาทำอะไร อ๋อๆ รถโดนทุบหรอ โอเคยูๆ แล้วก็ยื่นเอกสารมาให้พวกเรากรอก โดยย้ำว่า กรอกสั้นๆนะ ยิ่งยูกรอกยาว มันจะยิ่งเสียเวลา ไอจะทำงานยาก
และพวกเราก็เริ่มเข้าใจครับ สิ่งสำคัญมากสำหรับคนที่จะมาเที่ยวบ้านเมืองนี้ คุณควรระวังตัวให้มากๆ อย่าเห็นว่าเป็นฝรั่ง บ้านเมืองเจริญเป็นผู้นำของโลก แล้วจะปลอดภัย บริการดี วิถีชีวิตดี ความเจริญมาพร้อมกับความขาดแคลนของกลุ่มคนบางกลุ่มเสมอ จากที่คุยกับตำรวจ ถามพี่ๆคนไทยที่อยู่ที่นี่ บ้านเมืองนี้ไม่ว่าจะเป็นประชาชนคนอเมริกันเองหรือนักท่องเที่ยว การโดนทุบรถนี่เป็นอะไรที่ขำขันมาก เป็นเรื่องที่เกิดกันเป็นปกติธรรมดา เกิดรายวัน วันละเป็นร้อยๆเคส ทั้งลักเล็กขโมยน้อย ทุบรถ สิ่งที่คุณควรทำคือระวังตัวคุณเองเพราะมันเยอะจนล้นมือเจ้าหน้าที่ พวกนี้มันทำกันเป็นแกงค์มิจฉาชีพ ที่สถานนีตำรวจถึงขั้นมีแบบฟอร์มที่เอาไว้กรอกสำหรับแจ้งความเรื่องนี้โดยเฉพาะ
คือบอกเลยว่าไอ้ตอนที่กรอกใบนี้ คือใจยังสั่นอยู่เลย กรอกไปแบบมีอะไรเขียนหมด แต่พอหลังจากกลับมาทำเรื่องเคลมกับประกัน หลังจากมีสติ
ผมได้
ข้อสรุปข้อควรกรอกเอกสารแจ้งความมาดังนี้ครับ
การกรอกฟอร์มนี้เป็นสิ่งสำคัญมากครับ เพราะว่าพี่ตำหนวจจะเอามาทำเป็น incident report ที่เป็นเอกสารสำคัญมากๆ สำหรับการการเคลมประกันได้
- กรอกรายละเอียดให้ครบถ้วน ชื่อ สถานที่ อีเมล์** สถานที่ที่เหตุการณ์เกิด
-
สิ่งสำคัญมาก คือ สิ่งของที่หายไป --> พยายามใส่จำนวนของให้มากชิ้นที่สุด ระบุให้ละเอียดที่สุดว่าอะไรหายไปบ้าง อย่าไปฟังพี่ตำหนวจเขาครับ พี่เค้าไม่อยากให้เราเขียนยาวเพราะว่าเวลานางพิมพ์ในระบบ นางต้องพิมพ์เยอะก็แค่นั้น และก็ระบุราคามูลค่าของของชิ้นนั้นๆตามการคาดคะเน แต่ต้องใส่ทุกชิ้น ยิ่งของชิ้นเล็กๆ มูลค่าอาจจะไม่เยอะ แต่เขียนไว้ก่อนครับ แล้วผมจะมาบอกทีหลังว่าทำไม
- หลังจากที่เรายื่นเอกสารไป เราจะได้ case number มา
แต่หลังจากนี้ คือผมทิ้งให้เพื่อนกลุ่มนึงอยู่ที่สถานีตำรวจ ส่วนตัวผมขับรถตรงไปที่สนามบิน เพื่อเอารถไปเปลี่ยนเพราะพรุ่งนี้เราต้องใช้รถไป LA ต่อ และรถเราไม่อยู่ในสภาพขับทางไกลได้ และพอมาถึง พี่พนักงานบริษัทรถก็ทักทายเฮลโหล ยู อ้าวไปทำอะไรมา อ๋อ โดนทุบรถหรอ โอเคๆ ยูเซ็นเอกสารตรงนี้นะ ละไปเลือกรถคันใหม่ได้เลย
ฮะ!! ผมถึงกับร้องในใจ พี่ไม่ถามอะไรเราเลย ไม่ขอดูรีพอทตำรวจ ไม่ถามอะไรเลยจริงๆ ชี้ให้พวกเราไปเลือกรถคันใหม่ที่จอดเรียงกันประมานยี่สิบคัน เลือกเป็นเลือกผักเลือกปลา จิ้มๆเอาได้เลย volvo GMC คันเล็กเรียงไปคันใหญ่ แสดงให้เห็นว่าพี่เขาเจอเคสแบบนี้กับนักท่องเที่ยวที่เช่ารถจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว (แต่รถของพวกเรามีประกันนะครับ ทำไว้ตั้งแต่ตอนจอง นี่อาจจะเป็นข้อนึงที่ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น ดังนั้นใครจะเดินทางขับรถเช่าเอง ซื้อประกันไว้ดีที่สุดครับ)
และระหว่างเกิดเรื่องนั้น ผมได้มีการโทรกลับมาที่ไทยเพื่อติดต่อบริษัทประกัน อันนี้ผมไม่ได้ต่อว่าบริษัทประกันนะครับ แต่คืออยากจะแจ้งเพื่อนๆว่า ในจุดนั้นถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนึ้ขึ้น บริษัทประกันที่ไทยจะช่วยอะไรเราไม่ได้เลยครับ เขาจะแจ้งว่า ถ้าคุณไม่ได้เกิดเหตุการณ์ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย หรือได้รับบาดเจ็บเข้าโรงพยาบาล ก็ทำแค่ได้เก็บเอกสารกลับมาแล้วเอามาเคลมที่เมืองไทย แค่นี้ครับที่เขาแนะนำผม ก็พยายามทำความเข้าใจ คือเราหวังพึ่งเค้าตอนนี้ไม่ได้ แต่ในอนาคต เก็บคอนแทคเค้าไว้เถอะครับ เพราะคุณต้องติดต่อกันยาวแน่ๆ
ยื่นเรื่องในระบบ : กลับมานั่งส่ง อีเมล์ เปิดเคส
หลังจากกลับมาถึงโรงแรมเกือบตีสอง พวกผมก็มานั่งส่งเมล์ โดยอ้างอิง case number ที่เราได้มา ส่งไปยังอีเมล์ตามที่พี่ตำหนวจบอก ส่งอีเมล์ไปยืดยาวอธิบายเรื่องไปสามบ้านแปดบ้านโดยหวังว่าจะมีอะไรช่วยได้บ้าง
แต่สิ่งที่พวกเราได้กลับมา มีแค่อีเมล์อัตโนมัติที่ยืนยันการเปิดเคส และไฟล์ incident report ที่ refer case number ที่เราเปิดออกไป
แค่นั้น จบครับกับการแจ้งความที่นู้น
ด้านล่างจะเป็นหน้าตาเอกสาร ที่เขาจะออกให้เรา ตัดมาบางตอนประมานนี้ครับ
จำเป็นต้อง กลับไปทำพาสปอร์ตที่ LA
มีความโชคดีที่ว่า พวกผมซื้อตั๋วกลับเป็นทางฝั่ง LA อยู่แล้ว เพราะว่าตั้งใจจะขับรถ road trip จาก sanfran ไปต่อ LA (ขับประมาน 8 ชั่วโมง) ในกลุ่ม มีพี่คนนึงที่พาสปอร์ตหายไปด้วย และถ้าพาสปอร์ตหายต้องติดต่อสถานทูตไทยที่อยู่ที่ LA อย่างเดียว ที่เดียวเท่านั้น!! คือผมก็ยังไม่เข้าใจ ถ้าเราไม่ได้มีแพลนมา LA อยู่แล้ว จะทำยังไง?? สามารถติดต่อที่อื่นได้บ้างมั้ย?? หากใครมีความรู้ตรงนี้ก็รบกวนแจ้งข้อมูลกันด้วยนะครับ ถือว่าร่วมด้วยช่วยกันนะครับผม
เดี๋ยวมาต่อวิธีเคลมประกันนะครับผม
เมื่อผมโดนทุบรถที่อเมริกา “วิธีแจ้งความ การรวบรวมเอกสารและเคลมประกันยังไงให้คุ้ม”
วันนั้น ผมกับเพื่อนๆ แอบโดดงานประชุมตอนกลางวัน ไปช๊อปปิ้งกันที่เอ้าท์เลทนอกเมือง เอ้าท์เลทที่อเมริกานี่มันไม่เหมือนไทยนะครับ มันถูกจริง ลดจริง ลดแบบโอ้โห...คือเดินกันทั้งวัน ก็ไม่เบื่อ ต่อให้เป็นผู้ชายไม่ใช่สายช๊อปปิ้งก็ตามทีเถอะ วันนี้ก็เลยหมดกันไปคนละหลายหมื่นครับ ของเต็มหลังรถ แล้วในตอนเย็นพวกเราก็มีนัดทานข้าวกับลูกค้าที่ร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่งใจกลางเมือง พวกผมก็เอารถไปจอดกันไว้แถวโรงแรมฮิลตัน
คือขอบอกไว้ว่า ผ่านไปเกือบหนึ่งอาทิตย์ที่เราอยู่ที่นี่ คือเห็นพวก homeless หรือคนไร้บ้านเยอะมาก เดินกันตามถนนเหมือนปกติ ซานฟรานก็มีบางมุม(และหลายๆมุม) เรียกได้ว่าทั่วไปเลยดีกว่า ที่ไม่ได้สวยงามเหมือนในหนัง แต่มีพวกคนไร้บ้าน ขอทาน ทั้งผู้ชาย คนแก่ ผู้หญิง เด็กตัวเล็กๆที่ไร้บ้านตั้งแต่เกิด คือเห็นคนพวกนี้ก็ดูไม่น่าไว้ใจเท่าไหร่ แต่เขาก็ไม่ได้กระเซอะกระเซิงเหมือนของบ้านเรา บางคนแต่งตัวก็ไม่ได้แย่ดูแล้วแทบไม่รู้ว่าคือคนไร้บ้าน
ย่านที่พวกเราจอด คนไร้บ้านพวกนี้ค่อนข้างเยอะ (อันนี้คือความพลาดของนักท่องเที่ยว ที่ไม่รู้ว่าย่านไหนโจรชุม) แต่พวกเราก็ไม่ได้คิดอะไร ในใจตอนนั้นคือแบบ เห้ย! ฮิลตันนะเว้ย จอดติดถนนเลย รถผ่านไปมาตลอด และก็มีรถคันอื่นจอดเยอะแยะ ร้านอาหารนี่เป็นสิบร้านๆ ทั้งร้านญี่ปุ่น ฝรั่ง สตาร์บัค ร้านอาหารไทยก็มี มันคงโอเคล่ะ
ก็เลยจอดไว้แล้วก็เดินไปกินข้าวกัน ทุกคนไม่มีใครเอาอะไรติดตัวไปเลย เพราะขี้เกียจแบก ทิ้งคอมพิวเตอร์ กระเป๋า ทุกอย่าง เอาไว้ในรถหมด แล้วก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะว่าแฟนของเพื่อนคนนึง เค้าไม่ได้ไปกินด้วย น้องเค้าก็ไปนั่งกินข้าว อยู่ร้านฝั่งตรงข้ามที่รถจอดอยู่
แต่พอกลับมาถึงรถเท่านั้นแหละครับ...
เล่าก่อนว่าตอนนั้นไม่เปลี่ยวเลยนะครับ เป็นเวลาสองทุ่มนิดๆ ที่คนเดินไปเดินมา แล้วสภาพถนนตามที่บอก ไม่เปลี่ยวเลย มีร้านอาหารเพียบ
แต่...โอ้โห ละเอียดยิบ กระจกรถพวกผมเองครับ ละเอียดยิบ...กระจกฝั่งซ้าย(ฝั่งที่ไม่หันออกถนน) แตกทั้งหมด ทั้งตรงคนขับ ที่นั่งข้างหลัง และ SUV และของทั้งหมดหายเกลี้ยง!!
-ของผมเองกระเป๋าโน๊ตบุ๊คหายไปทั้งกระเป๋า และของที่ช๊อปปิ้งทั้งหมด ซึ่งเป็น กระเป๋าประมาณ 8 ใบ(กระเป๋าตัง, กระเป๋าเอกสาร,กระเป๋าถือผู้หญิง)
-ของพี่อีกคนนี่หนักทั้งบัตรเครดิต เงินสดทั้ง USD และ เงินไทย ไอแพด โน๊ตบุ๊คบริษัท และถุงไวน์อันโปรดปรานของแก(ถุงไวน์มันก็เอา เห้อ)
-และหนักสุด พี่ผู้หญิงกระเป๋าถือผู้หญิงแกหายทั้งใบ ข้างในไปหมดทั้งกระเป๋าตัง บัตรเครดิต และความซวยหนักคือพาสปอร์ตแกก็ไปด้วยจ้า
พวกผมพยายามใช้โทรศัพท์ในรถ call emergency (รถเช่าทุกคันจะมีปุ่ม emergency อยู่) แต่ปรากฏว่าในรถ เบอร์ฉุกเฉินเป็นเบอร์ของบริษัทรถ ซึ่งช่วยอะไรเราไม่ได้เลย
โชคดีพี่คนนึงโทรศัพท์แกโทรออกต่างประเทศ พวกผมเลยโทร 911 ตามในหนังเลย แต่ที่ไม่เหมือนนิดนึงคือพี่ๆตำหนวจอเมริกาน่ารักมากๆ ไม่มีรถหวอของตำรวจมาดู ไม่มีหัวเจ้าหน้าที่สักคน พี่ตำหนวจรับสายเสียงไม่ทุกข์ร้อน รับฟังเรื่อง แต่ก็ไม่ถามเพิ่ม ไม่สนใจ พอบอกให้มาดูที่เกิดเหตุ ก็ไม่มา ตอบพวกเราสั้นๆแค่ว่า ยูก็มาแจ้งความที่โรงพักแล้วกัน
หลังจากฟังจบ ในใจตะโกนร้องว่า "วอท เดอะ ฟ...." แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
บทเรียนนี่สอนว่า อย่าพึ่งอะไรกับตำรวจอเมริกาครับ
และเหตุการณ์นี้แจ้งความครั้งแรกนอกราชอาณาจักรไทยครั้งนี้ ทำให้รู้สึกสำนึกรักตำรวจไทยขึ้นมาเลยครับพูดตรง เหมือนพวกเราโดนถีบออกจากทุ่งลาเวนเดอร์ที่แอบหวังไว้ว่าตำรวจจะรีบมาดูรถเรา รีบไปหาภาพจากกล้องวงจรปิดแถวนั้น และไปตามไล่จับผู้ร้ายเหมือนในหนัง และเอาของทั้งหมดของเราคืนมาได้
แต่หนังคนละม้วนเลยครับ สถานีตำรวจเป็นตึกบล๊อคเล็กๆ บล๊อคเดียว มีช่องรับเรื่องเหมือนเคาน์เตอร์ซื้อชานมไขมุกอยู่หนึ่งช่อง พี่ๆตำหนวจชิลมาก ถามว่าเรามาทำอะไร อ๋อๆ รถโดนทุบหรอ โอเคยูๆ แล้วก็ยื่นเอกสารมาให้พวกเรากรอก โดยย้ำว่า กรอกสั้นๆนะ ยิ่งยูกรอกยาว มันจะยิ่งเสียเวลา ไอจะทำงานยาก
และพวกเราก็เริ่มเข้าใจครับ สิ่งสำคัญมากสำหรับคนที่จะมาเที่ยวบ้านเมืองนี้ คุณควรระวังตัวให้มากๆ อย่าเห็นว่าเป็นฝรั่ง บ้านเมืองเจริญเป็นผู้นำของโลก แล้วจะปลอดภัย บริการดี วิถีชีวิตดี ความเจริญมาพร้อมกับความขาดแคลนของกลุ่มคนบางกลุ่มเสมอ จากที่คุยกับตำรวจ ถามพี่ๆคนไทยที่อยู่ที่นี่ บ้านเมืองนี้ไม่ว่าจะเป็นประชาชนคนอเมริกันเองหรือนักท่องเที่ยว การโดนทุบรถนี่เป็นอะไรที่ขำขันมาก เป็นเรื่องที่เกิดกันเป็นปกติธรรมดา เกิดรายวัน วันละเป็นร้อยๆเคส ทั้งลักเล็กขโมยน้อย ทุบรถ สิ่งที่คุณควรทำคือระวังตัวคุณเองเพราะมันเยอะจนล้นมือเจ้าหน้าที่ พวกนี้มันทำกันเป็นแกงค์มิจฉาชีพ ที่สถานนีตำรวจถึงขั้นมีแบบฟอร์มที่เอาไว้กรอกสำหรับแจ้งความเรื่องนี้โดยเฉพาะ
คือบอกเลยว่าไอ้ตอนที่กรอกใบนี้ คือใจยังสั่นอยู่เลย กรอกไปแบบมีอะไรเขียนหมด แต่พอหลังจากกลับมาทำเรื่องเคลมกับประกัน หลังจากมีสติ
ผมได้ข้อสรุปข้อควรกรอกเอกสารแจ้งความมาดังนี้ครับ
การกรอกฟอร์มนี้เป็นสิ่งสำคัญมากครับ เพราะว่าพี่ตำหนวจจะเอามาทำเป็น incident report ที่เป็นเอกสารสำคัญมากๆ สำหรับการการเคลมประกันได้
- กรอกรายละเอียดให้ครบถ้วน ชื่อ สถานที่ อีเมล์** สถานที่ที่เหตุการณ์เกิด
- สิ่งสำคัญมาก คือ สิ่งของที่หายไป --> พยายามใส่จำนวนของให้มากชิ้นที่สุด ระบุให้ละเอียดที่สุดว่าอะไรหายไปบ้าง อย่าไปฟังพี่ตำหนวจเขาครับ พี่เค้าไม่อยากให้เราเขียนยาวเพราะว่าเวลานางพิมพ์ในระบบ นางต้องพิมพ์เยอะก็แค่นั้น และก็ระบุราคามูลค่าของของชิ้นนั้นๆตามการคาดคะเน แต่ต้องใส่ทุกชิ้น ยิ่งของชิ้นเล็กๆ มูลค่าอาจจะไม่เยอะ แต่เขียนไว้ก่อนครับ แล้วผมจะมาบอกทีหลังว่าทำไม
- หลังจากที่เรายื่นเอกสารไป เราจะได้ case number มา
แต่หลังจากนี้ คือผมทิ้งให้เพื่อนกลุ่มนึงอยู่ที่สถานีตำรวจ ส่วนตัวผมขับรถตรงไปที่สนามบิน เพื่อเอารถไปเปลี่ยนเพราะพรุ่งนี้เราต้องใช้รถไป LA ต่อ และรถเราไม่อยู่ในสภาพขับทางไกลได้ และพอมาถึง พี่พนักงานบริษัทรถก็ทักทายเฮลโหล ยู อ้าวไปทำอะไรมา อ๋อ โดนทุบรถหรอ โอเคๆ ยูเซ็นเอกสารตรงนี้นะ ละไปเลือกรถคันใหม่ได้เลย
ฮะ!! ผมถึงกับร้องในใจ พี่ไม่ถามอะไรเราเลย ไม่ขอดูรีพอทตำรวจ ไม่ถามอะไรเลยจริงๆ ชี้ให้พวกเราไปเลือกรถคันใหม่ที่จอดเรียงกันประมานยี่สิบคัน เลือกเป็นเลือกผักเลือกปลา จิ้มๆเอาได้เลย volvo GMC คันเล็กเรียงไปคันใหญ่ แสดงให้เห็นว่าพี่เขาเจอเคสแบบนี้กับนักท่องเที่ยวที่เช่ารถจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว (แต่รถของพวกเรามีประกันนะครับ ทำไว้ตั้งแต่ตอนจอง นี่อาจจะเป็นข้อนึงที่ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น ดังนั้นใครจะเดินทางขับรถเช่าเอง ซื้อประกันไว้ดีที่สุดครับ)
และระหว่างเกิดเรื่องนั้น ผมได้มีการโทรกลับมาที่ไทยเพื่อติดต่อบริษัทประกัน อันนี้ผมไม่ได้ต่อว่าบริษัทประกันนะครับ แต่คืออยากจะแจ้งเพื่อนๆว่า ในจุดนั้นถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนึ้ขึ้น บริษัทประกันที่ไทยจะช่วยอะไรเราไม่ได้เลยครับ เขาจะแจ้งว่า ถ้าคุณไม่ได้เกิดเหตุการณ์ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย หรือได้รับบาดเจ็บเข้าโรงพยาบาล ก็ทำแค่ได้เก็บเอกสารกลับมาแล้วเอามาเคลมที่เมืองไทย แค่นี้ครับที่เขาแนะนำผม ก็พยายามทำความเข้าใจ คือเราหวังพึ่งเค้าตอนนี้ไม่ได้ แต่ในอนาคต เก็บคอนแทคเค้าไว้เถอะครับ เพราะคุณต้องติดต่อกันยาวแน่ๆ
แต่สิ่งที่พวกเราได้กลับมา มีแค่อีเมล์อัตโนมัติที่ยืนยันการเปิดเคส และไฟล์ incident report ที่ refer case number ที่เราเปิดออกไป
แค่นั้น จบครับกับการแจ้งความที่นู้น
เดี๋ยวมาต่อวิธีเคลมประกันนะครับผม