กระทู้ชวนคุย โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19)

ท่ามกลางความสับสนอลหม่านของสถานการณ์ Covid-19 ในตอนนี้ ผมเชื่อว่าหลายคนก็คงจะรู้สึกคล้าย ๆ กัน คือ สับสน กังวล และว้าวุ่นใจ ว่าจะรับมือกับสถานการณ์อย่างนี้ได้อย่างไร 
 
ผมเองก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤติไวรัสล้างโลกหนนี้เหมือนกัน อาจจะหนักเบากว่าคนอื่นนิดหน่อยตามสถานะทางสังคมและหน้าที่การงาน แต่ก็ยอมรับว่ามันไม่หนักถึงขนาดชี้เป็นชี้ตาย เผลอ ๆ อาจจะเป็นโอกาสดีเล็ก ๆ ในวิกฤติหนนี้ด้วยซ้ำ ก็เลยอยากบันทึกเอาไว้ในอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่เคยประสบในช่วงชีวิต
 
ที่ทำงานผมมีนโยบายสลับวันทำงานสำหรับตำแหน่งที่ทำได้ เพื่อลดความแออัดในสถานที่ทำงาน ส่วนตัวก็เข้าที่ทำงานวันเว้นวัน หรือวันไหนงานไม่รีบด่วนก็อยู่บ้านต่อไป ใช้ไลน์หรือระบบออนไลน์ต่าง ๆ มาช่วย ลูกค้าที่เคยต้องออกไปหาก็ใช้โทรคุยกัน ลูกค้าก็ไม่ว่าอะไร กลายเป็นชีวิตประจำวันค่อนข้างลงตัว สาย ๆ ตื่นลงมากินข้าวชงกาแฟ ขึ้นไปเปิดเครื่องเข้าระบบ โทรสั่งงานลูกน้อง ใกล้เที่ยงก็ลงไปกินข้าว บ่ายขึ้นมาเอนหลัง ตื่นมาก็เปิดไลน์ เช็คเมล์ สี่โมงเย็นก็สรุปงาน รีพอร์ทส่งนาย
 
มาตรการรณรงค์ให้อยู่บ้าน ก็คงใช้ได้แค่กับกลุ่มคนบางกลุ่มเพื่อลดการแออัดทางสังคม อันนี้ก็ยอมรับว่ารัฐบาลก็ทำในส่วนที่ต้องทำไปแล้ว ปิดห้าง ปิดสถานที่ชุมนุมคน ที่เหลือก็อยู่ที่จิตสำนึกของคนว่าจะช่วยลดปัญหาได้มากน้อยแค่ไหน สุดท้ายถ้าไม่มีอะไรดีขึ้น ก็คงต้องล็อคดาวน์ กำหนดเวลาห้ามออกจากบ้าน
 
พอได้อยู่บ้านก็มีเวลามากขึ้น จากการทบทวนส่วนตัวพบว่า การแตกตื่นของคนในสังคมตอนนี้ เกิดจากความไม่รู้ ความไม่รู้ที่ไม่ได้หาข้อมูลก็ทำให้ขาดสติ การขาดสติที่ไม่ได้รับการควบคุม จะทำให้เกิดอาการสับสน กังวล และว้าวุ่นใจ ซึ่งจะนำไปสู่ความเครียด และความเครียดที่ถูกสะสม ก็จะทำให้เกิดอาการไม่สบายได้ พอเริ่มไม่สบายก็จะสงสัยว่า “กรูติดหรือยัง (วะ)”
 
จากการทำความเข้าใจส่วนตัวพบว่า ความสับสนที่เกิดขึ้น เกิดจากความไม่รู้ว่าตอนนี้เรากำลังเจอกับอะไร เราต้องทำตัวอย่างไร  และ “เราติดหรือยัง?” พอไม่รู้ว่าติดหรือยัง ก็ดำเนินชีวิตลำบาก เพราะถ้าติดแล้วก็ต้องทำตัวอย่างนึง กักตัวเอง หาหมอกินยา เฝ้าระวัง ถ้ายังไม่ติดก็ทำตัวได้อีกอย่างนึง แต่ถ้าไม่รู้ มันก็ไม่รู้จะทำตัวยังไงดี
 
ส่วนตัวนะครับ ส่วนตัวผมไม่กังวลเลยว่าติดหรือยัง แต่คิดไว้เลยว่าตัวเอง “ติดเชื้อไปแล้ว” สบายใจดี จากนั้นก็ทำตัวเหมือนคนติดเชื้อแล้ว ซึ่งมันก็สามารถดำเนินชีวิตได้ตามลำดับ เพียงแค่ต้องระวังตัวเองให้มากขึ้น ไม่สัมผัสกับคนอื่น หมั่นล้างมือ รักษาความสะอาด ฆ่าเชื้อ เช็ดล้างทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน และกินอาหารปรุงสุก นอนหลับให้เพียงพอ และออกกำลังกายตามสมควร
 
ทำแบบนี้มาได้ 3-4 วัน ก็พบว่า เฮ้ย...มันก็คือชีวิตปกติเลยนี่หว่า ที่ผ่านมานั่นแหละที่เราทำตัวประหลาด จากเดิมเคยทำงาน กลับถึงบ้านก็โอ้เอ้ หาเรื่องทำโน่นทำนี่ เล่นกับหมา ทะเลาะกันแมว นอนดูหนัง กว่าจะอาบน้ำก็เกือบเข้านอนเลย กลายเป็นกลับจากทำงานหรือไปข้างนอกมา ก็ต้องรีบอาบน้ำเลย ซึ่งมันก็ควรจะทำอยู่แล้ว ก็แค่ทำสิ่งที่ควรจะทำ
 
เมื่อก่อน ออกจากที่ทำงานก็มักจะใจแตก ชวนแฟนเข้าห้างฯ หาเรื่องกินโน่นนี่นั่น เดินเที่ยว ดูของ ทั้ง ๆ ที่ถ้ากลับบ้านแม่ก็ทำข้าวเย็นรอให้กินอยู่แล้ว กลายเป็นตอนนี้ ออกจากที่ทำงานก็ตรงเข้าบ้านเลย ไม่แวะไหน ไม่ตุหรัดตุเหร่ ไปโน่นมานี่ ก็ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะ ใครว่าโควิดทำให้ขาดรายได้ ส่วนตัวผมเอง ไวรัสโควิดนี่ ทำให้เก็บเงินได้เยอะขึ้นด้วยซ้ำ
 
เมื่อก่อน ไม่มีเวลาออกกำลังกาย แต่มีเวลาหัวหกก้นขวิด ดูหนัง เดินห้าง กินข้าวตามร้าน กลับถึงบ้านก็เปิดทีวี เปิดคอม ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ เงยหน้ามาดูนาฬิกาก็ร่วมสี่ห้าทุ่มแล้ว ได้เวลานอนพอดี ไม่มีเวลาออกกำลังกาย กลายเป็นตอนนี้ต้องคอยหาโอกาส เช้ามาเห็นแดดออกต้องรีบออกไปเดินรับแดดเช้า เย็น ๆ ต้องหาเรื่องออกมาวิ่ง หาวิตามินอาหารเสริมมากิน ซึ่งมันก็ควรต้องทำอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาเราละเลยมาตลอด
 
เมื่อก่อนมีบอลดู ก็นอนดูดึก ๆ ดื่น ๆ ก็ต้องถ่างตาดู เช้ามาก็เพลีย ง่วงงุน กลายเป็นตอนนี้บอลไม่มีเตะ เย็น ๆ ออกกำลังกายมา พอสามทุ่มกว่าก็ง่วงตาปิดแล้ว สี่ห้าทุ่มปิดไฟนอน หกโมงเช้าตื่นเต็มตา สดชื่นแจ่มใส ก็เริ่มสงสัยว่าที่ผ่านมา ทำไมไม่ทำแบบนี้ตั้งนานแล้ว
 
ใครที่กังวลอยู่นะครับ...ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์นี้ ได้ข้อมูลมาว่าอันตรายและน่ากลัวมากสำหรับคนบางกลุ่ม และอาจจะเป็นแค่โรคหวัดธรรมดา ๆ สำหรับคนบางกลุ่ม กลุ่มที่น่ากลัวคือกลุ่มคนสูงอายุ คนที่มีโรคประจำตัว หรือโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ แต่กลุ่มคนที่ไวรัสตัวนี้ทำอันตรายไม่ได้มากนัก จะเป็นกลุ่มคนที่แข็งแรง และรักษาความสะอาดอยู่เป็นประจำ
 
ทีนี้ก็รู้แล้วใช่มั้ยครับ ว่าจะต้องทำตัวอย่างไรต่อ...ก็ทำอย่างที่ควรจะทำมาทั้งชีวิตนั่นแหละครับ 
1. กินอาหารให้ครบหมู่ วันละ 3 มื้อ หรือถ้าทำได้ก็ลดพวกข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน แต่เน้นพวกผัก ผลไม้ ที่มีวิตามินแทน
2. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง
3. ออกกำลังกายตามสมควร ส่วนตัวผมหาซื้อลู่วิ่งเทรดมิลล์มาวิ่งที่บ้าน หรือบางวันถ้ากลับถึงบ้านไม่เย็นมากนัก ก็ออกไปวิ่งรอบหมู่บ้าน รวมถึงแดดเช้า ๆ มันดีต่อร่างกายจริง ถ้าพอหาเวลาได้ก็ออกไปเดินรับแดดเช้าบ้าง
4. งดสิ่งที่ไม่มีประโยชน์กับร่างกาย น้ำอัดลม แอลกอฮอล์ ที่สำคัญคือบุหรี่ นี่คือโอกาสอันดีที่จะเลิกให้ได้
5. รักษาความสะอาดให้เป็นนิสัย พกเจลล้างมือติดตัวอยู่ตลอดเวลา นึกอะไรไม่ได้ คิดอะไรไม่ออก ก็เดินไปล้างมือก่อน แล้วค่อยกลับมาคิดต่อ
6. มองหาความสุขใกล้ตัวแทนที่การออกไปหาความสุขนอกบ้าน ใครติดโรงหนังชอบดูหนังเหมือนผม แนะนำโปรเจคเตอร์จีนถูก ๆ 4-5 พัน หาจอ ALR ขนาด 120” ราคาไม่กี่ร้อย โฮมเธียเตอร์หรือลำโพงคอมดี ๆ หน่อยซักพันนึง สมัคร Netflix เดือนละไม่กี่ร้อย (หรือจะหาของเถื่อนก็ตามอัธยาศัย) ห้องมืด ๆ แอร์เย็น ๆ แค่นี้ก็สุขเหลือล้น หรือใครชอบกินข้าวนอกบ้าน นี่คือโอกาสอันดีที่จะฝึกฝีมือ เปิด YouTube ศึกษาสูตรอาหารต่าง ๆ เอามาทำกินเอง ชอบรสไหนก็ปรุงตามใจ อร่อยด้วย สะอาดด้วย ประหยัดด้วย
7. สวดมนต์...ครับ อ่านไม่ผิดหรอก และผมก็ไม่ได้ล้อเลียนใครด้วย สวดมนต์จริง ๆ นี่แหละ แต่ไม่ได้สวดไล่ไวรัสนะ ไวรัสมันไม่ได้กลัวบทสวดมนต์ แต่มันกลัวคนมีสติ เราสวดเพื่อให้มีสติ พอมีสติ เราจะได้รู้ทันและไม่ตื่นตระหนก
8. ไวรัสนี้ ควบคุมได้ด้วย 2 แนวทางครับ คือ Social Distancing (การเว้นระยะห่างทางสังคม) กับ Self-Quarantine (การกักกันตนเอง) ถ้าทำได้ตามนี้ ก็น่าจะปลอดภัยจากไวรัสโคโรน่าตัวนี้ได้ระดับหนึ่ง
 
ดูตามนี้มันก็ทำตามได้ไม่ยาก และน่าจะทำได้โดยไม่กระทบกระเทือนกับชีวิตประจำวันมากนัก แค่ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ระมัดระวังตัวเองและคนอื่น ลด ละ เลิก สิ่งที่ไม่มีประโยชน์กับชีวิตและร่างกาย ทำตัวเองให้สะอาดและแข็งแรง
 
ผมไม่ได้บอกว่าให้ทุกคนทำตามนี้ ผมเชื่อว่ามีอีกหลายคนหรืออาจเป็นส่วนใหญ่ที่ไม่สามารถทำตามนี้ได้ บางคนยังต้องออกไปทำงาน บางคนจำเป็นต้องใช้ระบบขนส่งมวลชน และบางคนก็ต้องติดต่อกับบุคคลจำนวนมาก และแน่นอนว่ามีคนอีกจำนวนไม่น้อยต้องถูกเลิกจ้าง หรือตกงาน กลุ้มและเครียดกับการหารายได้ประทังชีวิตมากกว่าการป้องกันตัวเอง อันนี้ผมไม่ว่าอะไรครับ เพียงแค่อยากให้ระวังตัวให้มาก อย่าประมาท แต่ถ้าใครทำได้ตามนี้ ก็อยากให้ทำ ถือว่าป้องกันตัวเองและคนอื่นได้มากแล้ว
 
คนใกล้ตัวผมหลายคน บ่นรัฐบาล ด่าโน่นด่านี่ ผมก็ไม่ได้ว่ารัฐบาลไม่ควรถูกด่านะครับ หลายอย่างมันก็ไม่เข้าท่า ห่วยแตก ตัดสินใจช้าและไม่ทันสถานการณ์จริง ๆ แต่นาทีนี้ ห่วงตัวเองก่อนดีกว่าครับ อะไรที่เราทำได้ก็ต้องทำ อะไรที่ไม่ควรทำก็อย่าทำ สถานการณ์ตอนนี้มันไม่ใช่น้ำท่วม ฝนแล้ง หรือเศรษฐกิจไม่ดี ที่ต้องรอมาตรการจากรัฐบาล แต่สถานการณ์ตอนนี้เราป้องกันตัวเองได้ อะไรที่ทำได้ก็ควรทำก่อน 
 
น้องที่ทำงานผมวันก่อนมาลาออก บอกว่าจะไปขายของออนไลน์ ตอนนี้ขายดีมาก บางคนไปเรียนวิธีทำเจลล้างมือ บางคนไปตัดเย็บหน้ากากผ้า บางคนไปวิ่ง Grab รายได้ดีกว่าทำงานกินเงินเดือนอีก ในขณะที่อีกหลายคน เครียดจากการตกงาน แต่ไม่คิดหาทางทำอะไร นอกจากบ่น ด่าคนอื่นรอบตัว
 
ผมยังแอบนึกเลยว่า ตอนนี้เรากำลังอยู่ตรงทางแยก จากวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เราคุ้นชินกับระบบแมนนวล ใช้มือ ใช้แรง อยากได้อะไรก็ไปเดินห้าง เลือกซื้อ เดินไปโรงหนังซื้อตั๋ว  เดินไปร้านอาหารเพื่อกินข้าว เรากำลังก้าวผ่านไปสู่ยุคที่ใช้มือกด ไถ รูดจากหน้าจอ ก็ได้ทุกสิ่งที่ใจต้องการ ก้าวผ่านจากวิถีเดิม ๆ ไปสู่ยุคไร้สาย ยุคของระบบข้อมูลอย่างแท้จริง ดูหนังผ่านระบบสตรีมมิ่ง สั่งอาหารทางออนไลน์ อีกหน่อยก็คงมีโดรนบินมาส่ง ไม่ต้องใช้คนวิ่ง Grab มา
 
ธรรมชาติก็เลยต้องทำการคัดสรร คนที่รอดก็คือคนหนุ่มสาวที่สามารถใช้ชีวิตต่อได้ในวีถีแบบใหม่ คนที่ไม่ทันยุค วิ่งตามไม่ทัน ก็อาจไม่ได้ไปต่อ พวกเรามีหน้าที่จูงมือ ช่วยเหลือ และผลักดันคนรอบข้าง ให้สามารถพากันเดินต่อไปด้วยกันได้ในยุคหน้า ไม่ใช่ปล่อยให้เค้าตายจากไป
 
ช่วยกันนะครับ...รัฐบาลจะมะงุมมะงาหรา เชื่องช้า หรือสับสนอย่างไร ก็จำ ๆ เอาไว้ว่าใครทำอะไรไว้ หน้าตายังไง ใครโกง ใครกินส่วนต่าง ใครขายแป้งมัน ใครอมหน้ากาก จำหน้าจดชื่อไว้บนข้างฝา ถึงเวลาเลือกตั้งใหม่ก็ตัดสินใจให้ดี ๆ ว่าจะให้เค้ามาทำต่อหรือเปล่า แต่เรื่องนั้นมันยังไม่ถึงเวลา ตอนนี้คือเวลาที่เราต้องเอาตัวให้รอดจากวิกฤตการณ์นี้ก่อน ไม่ต้องรอใคร ไม่ต้องด่าใคร นาทีนี้ใครทำอะไรได้ก็ช่วยกัน แบ่งปัน จุนเจือ และห่วงใยกัน
 
...เราจะผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกันครับ ผ่านให้ได้ก่อน ผ่านไปแล้ว ค่อยไปคิดบัญชีกับคนโกง คนโง่ คนอมหน้ากาก กันต่อไปครับ...
 
#วิกฤติไวรัสล้างโลก #อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่