Shadwell Forgeries ที่โด่งดังในยุควิกตอเรีย
ย้อนกลับไปในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ตลาดโบราณวัตถุของกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้พบกับเรื่องราวประหลาด เมื่อจู่ๆ ก็มีวัตถุโบราณไม่ทราบที่มาถูกปล่อยขายในตลาดเป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะมีคำถามเกี่ยวกับวัตถุโบราณเหล่านี้อยู่บ้าง แต่คนส่วนมากก็เชื่อมั่นมากว่าพวกมันเป็นของจริง
แต่สิ่งที่คนในเวลานั้นยังไม่ทราบกัน คือโบราณวัตถุที่พวกเขาเชื่อกันว่าเป็นของจริงนั้น แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงของที่ทำขึ้นโดยอาชญากรสองคนที่ไม่มีทั้งความรู้ในด้านประวัติศาสตร์หรือโบราณคดี ซึ่งว่ากันตามตรง พวกเขาไม่รู้หนังสือกันเลยด้วยซ้ำ
โบราณวัตถุของปลอมเหล่านี้ในเวลาต่อมากลายเป็นที่รู้จักกันในนามว่า “Shadwell Forgeries” สินค้าที่ทำขึ้นจากน้ำมือของชายชื่อ William Smith (Billy) และ Charles Eaton (Charley) ผู้ซึ่งเดิมทีแล้วเป็นผู้ออกขุดคุ้ยเศษโคลนในแม่น้ำเพื่อหาของมีค่า
พวกเขาทำงานตามปกติแบบคนจนๆ เรื่อยมา จนกระทั่งในวันหนึ่งทั้งคู่คิดได้ว่าแทนที่จะหาของมีค่าอย่างไร้ความหวัง การแอบสร้าง “ของมีค่า” ขึ้นมาเองจะสามารถทำกำไรให้พวกเขาได้มากกว่า ด้วยเหตุนี้เองตั้งแต่ปี 1857 เป็นต้นมา ทั้งสองจึงเริ่มที่จะการผลิต “วัตถุโบราณ” ที่หลากหลายขึ้นมาโดยการทำแม่พิมพ์จากปูนปลาสเตอร์และหล่อวัตถุด้วยตะกั่ว หรือโลหะผสมตะกั่ว
ผลงานของพวกเขาเรียกได้ว่าทั้งเก่า หยาบ และไม่ชำนาญเป็นอย่างมาก รูปที่ออกมาถูกวาดแบบลวกๆ ขอบของวัตถุไม่คม แถมตัวหนังสือบนผลงานก็เป็นเพียงการเขียนมั่วๆ ไร้ความหมาย แถมทั้งคู่ยังมีการสลักปีตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 11-16 เอาไว้บนผลงานด้วยเลขอาราบิค ทั้งๆ ที่เลขดังกล่าวเพิ่งจะถูกนำมาใช้ในยุโรปเมื่อศตวรรษที่ 15
ผลงานของทั้งสองนั้น แย่มากจนแทบจะบอกได้เลยว่า ของโบราณปลอมๆ ที่ทำขึ้นโดยช่างฝีมือคนอื่นๆ ในยุคเดียวกัน ล้วนแต่จะสวยกว่างานของทั้งสองทั้งสิ้น และสิ่งเดียวที่ทั้งสองทำได้ค่อนข้างดี ก็มีเพียงการปลอมอายุของวัตถุโบราณด้วยกรดและโคลนแม่น้ำเท่านั้น
น่าแปลกที่ในเวลานั้น กลับแทบจะไม่มีใครสงสัยในผลงานของ Billy และ Charley เลย กลับกันเสียอีก เพราะความที่งานของพวกเขาหยาบมาก คนส่วนใหญ่จึงหลงคิดไปเองว่าวัตถุโบราณเหล่านี้เป็นของจริง ทำให้กว่าที่ความจริงเรื่องการปลอมวัตถุโบราณจะถูกเปิดเผย ทั้งคู่ก็สามารถสร้าง “วัตถุโบราณ” ออกมาถึง 5,000-10,000 ชิ้น
เรื่องราวคดีของ Shadwell Forgeries นั้น พบอย่างเป็นทางการราวๆ 4-5 ปีหลังจากนั้น เมื่อ Charles Reed นักการเมืองและนักสะสมโบราณวัตถุชาวอังกฤษ ตัดสินใจเข้าไปตรวจสอบสถานที่ก่อสร้างท่าเรือ Shadwell ที่ที่ Billy และ Charley อ้างว่าเป็นที่พบวัตถุโบราณ และพบว่าที่แห่งนั้นไม่มีวัตถุโบราณใดๆ
แม้ Billy และ Charley จะถูกเปิดโปงก็ตาม เรื่องราวของพวกเขากลับไม่ได้รับการเผยแพร่มากนัก ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะมาจากการที่นักสะสมที่หลงซื้อวัตถุโบราณจากทั้งสองส่วนมากจะไม่อยากแสดงตัวว่าตัวเองทำพลาดกับเรื่องง่ายๆ ก็เป็นได้ และทั้งสองเองก็ยังคงขายวัตถุโบราณปลอมต่อไปตลอดช่วงยุค 1860 ด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว Charley ก็เสียชีวิตไปในปี 1870 ด้วยวัณโรค ในขณะที่ Billy ถูกพบเห็นตัวครั้งสุดท้ายในปี 1871 ก่อนที่จะหายตัวไปอย่างลึกลับ อย่างไรก็ตามผลงานของทั้งสองกลับยังสามารถพบได้ในพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในลอนดอน และบางส่วนเองก็ยังคงมีการขายอยู่ใน eBay ปัจจุบัน
ที่มา amusingplanet
Cr.
https://www.catdumb.tv/shadwell-forgeries-378/ By เหมียวศรัทธา
“กะโหลกคริสตัลแห่งมายา”
(กะโหลกคริสตัลของอังกฤษ (ซ้าย) และกะโหลกคริสตัลของฝรั่งเศส (ขวา))
กะโหลกคริสตัลของเผ่ามายา เป็นวัตถุโบราณรูปร่างเหมือนกะโหลกใสที่ลือกันว่าถูกพบโดยพ่อลูกบุญธรรม Anna และ Frederick Mitchell-Hedges ในพีระมิดมายาที่ป่าในประเทศเบลีซ
ตั้งแต่ที่ถูกพบมากะโหลกคริสตัลของตระกูล Mitchell-Hedges ก็กลายเป็นสิ่งที่มีชื่อเสียงมาก เพราะไม่เพียงแต่ความใสและน่าพิศวงราวกับไม่ได้สร้างขึ้นโดยมนุษย์ของมันเท่านั้น แต่กะโหลกคริสตัลชิ้นนี้ยังเต็มไปด้วยตำนานเรื่องเล่า ทั้งที่เกี่ยวกับคำสาป และพลังเหนือธรรมชาติอีกด้วย
Frederick บอกว่ากะโหลกที่เขาและลูกสาวพบนั้นมีพลังประหลาด ใครก็ตามที่หัวเราะเยาะมันจะต้องพบกับโชคร้ายแสนสาหัส ไม่ว่าจะเป็นจากความตาย หรืออาการป่วยที่ไม่สามารถรักษาได้
และกะโหลกคริสตัลชิ้นนี้ยังถูกอ้างว่าเป็นหนึ่งในกะโหลก 13 ชิ้นที่หากนำมารวมกันจะมอบความรู้ที่เป็นกุญแจสู่ “ความอยู่รอดของมนุษย์” หรือไม่ก็ “การล่มสลายของมนุษยชาติ” ตามคำทำนายของชนพื้นเมืองอเมริกา
ในปัจจุบันมีกะโหลกคริสตัล 2 ชิ้นที่อ้างตัวว่าเป็นของจริง ซึ่งชิ้นหนึ่งถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์อังกฤษที่ลอนดอน และอีกชิ้นหนึ่งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Musee du Quai Branly ในปารีส โดยทั้งสองแห่งถกเถียงกันเรื่อยมาว่าชิ้นไหนกันแน่ที่เป็นของจริง ทำให้ตลอดช่วงเวลาที่กะโหลกคริสตัลถูกนำแสดง มีคนมากมายพยายามตรวจสอบที่มาของกะโหลกคริสตัลทั้งสองอยู่เสมอ
โดยหนึ่งในบรรดาการตรวจสอบกะโหลกคริสตัล การตรวจสอบที่น่าสนใจที่สุดจะเป็นของสถาบันสมิธโซเนียนแห่งสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2008
จากการตรวจสอบของสถาบัน พบว่าเป็นไปได้ยากมากที่กะโหลกคริสตัล ทั้งของพิพิธภัณฑ์ที่อังกฤษ และฝรั่งเศส จะเป็นของที่มาจากสมัยมายาจริงๆ
เนื่องจากงานฝีมือที่ปรากฏบนหัวกะโหลกมีความประณีตผิดกับงานฝีมืออื่นๆ ในยุคเดียวกัน แถมในสมัยนั้นไม่มีงานฝีมือชิ้นไหนเลยที่เป็นคริสตัล
และเมื่อตามรอยประวัติการซื้อขาย นักวิทยาศาสตร์ยังพบอีกว่า กะโหลกคริสตัลในพิพิธภัณฑ์ทั้งสองมีที่มามาจากพ่อค้าจากช่วงศตวรรษที่ 19 คนเดียวกัน ซึ่งมีนามว่า Eugene Boban
แม้ว่าทั้งสองพิพิธภัณฑ์จะไม่ได้เป็นการซื้อกะโหลกคริสตัลจากตัว Eugene เอง แต่ในบันทึกเมื่อปี 1890 ก็มีบันทึกของกะโหลกคริสตัลแบบที่เหมือนกันในพิพิธภัณฑ์เขียนเอาไว้อย่างชัดเจน ทำให้แนวคิดที่ว่ากะโหลกคริสตัลเพิ่งจะสร้างขึ้นเมื่อยุควิกตอเรียมีน้ำหนักมากขึ้น
ดังนั้นเมื่อสถาบันสมิธโซเนียนนำกะโหลกที่พบไปผ่านกระบวนการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์จริงๆ ทางนักวิทยาศาสตร์จะพบว่ากะโหลกคริสตัลทั้งหมด (รวมไปถึงกะโหลกคริสตัลชิ้นอื่นๆ ที่พบด้วย) ล้วนแต่ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19 ซึ่งไม่เก่าพอที่จะเป็นของเผ่ามายาหรือแม้แต่แอซเท็ก
อย่างไรก็ตามยังมีคนจำนวนมากที่ไม่เชื่อถือในการทดสอบนี้ และคิดว่ากะโหลกคริสตัลของจริงนั้น จะยังต้องถูกซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่ง
ที่มา allthatsinteresting และ national-paranormal-society
Cr.
https://www.catdumb.com/crystal-skull-378/ By เหมียวศรัทธา
เปิดประมูลปืนที่ " แวนโก๊ะ " ใช้ยิงตัวตาย
(อาวุธปืนที่เชื่อว่า 'วินเซนต์ แวน โก๊ะ' จิตรกรชื่อก้องโลกชาวดัตช์ใช้ยิงตัวตาย ถูกนำออกประมูลที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ก่อนถูกประมูลไปด้วยราคาสูงถึง 162,500 ยูโร หรือประมาณ 4.53 ล้านบาท)( Cr.
https://tnnthailand.com/content/10483)
เมื่อวันพุธที่ 19 มิถุนายน 2019 ประเทศฝรั่งเศสมีจัดการประมูลปืนโบราณกระบอกหนึ่ง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นของที่จิตรกรชื่อดังของโลกอย่าง “วินเซนต์ แวนโก๊ะ” ใช้งานในการปลิดชีพตัวเองเมื่อปี 1890
ปืนกระบอกนี้ ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1960 ราวๆ 70 ปีหลังจากวันที่เกิดเหตุ ในพื้นที่ของหมู่บ้านฟาร์ม “Auvers-sur-Oise” ประเทศฝรั่งเศส สถานที่ซึ่งแวนโก๊ะจากโลกนี้ไป ปืนที่พบนั้นเป็นปืนลูกโม่ที่ใช้กระสุนขนาด 7 มิลลิเมตร ที่ผลิตโดย Lefaucheux เป็นปืนพกขนาดเล็กที่ค่อนข้างนิยมในสมัยนั้น แม้ว่าขนาดกระสุนปืนจะค่อนข้างเล็กอยู่ก็ตาม โดยถูกฝังอยู่ใต้ดินนานกว่า 50-80 ปี ซึ่งมีความเชื่อว่าเป็นปืนที่แวน โก๊ะ ใช้ยิงตัวเอง เนื่องจากมีขนาดลำกล้องที่สอดคล้องกับลูกระสุนที่พบในตัวของแวน โก๊ะ
น่าเสียดายที่ความนิยมของปืนกระบอกนี้นั้นทำให้นักโบราณคดีไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าปืนดังกล่าวเป็นของที่แวนโก๊ะเคยใช้มาก่อน โดยในปัจจุบันนักโบราณคดีมีเพียงสถานที่พบปืน ขนาดของปืนที่ตรงกับกระสุนจากศพของแวนโก๊ะ และการที่ปืนถูกพบในสภาพพร้อมยิงเท่านั้น ที่พอจะชี้ว่าปืนกระบอกดังกล่าวอาจเป็นของที่แวนโก๊ะเคยใช้จริงๆ ดังนั้นการออกประมูลของปืนกระบอกนี้ จึงกลายเป็นที่ถกเถียงกันอย่างหนาหูในหมู่นักสะสมของเก่า
แต่เรื่องราวความน่าเชื่อถือของปืนกระบอกนี้ ไม่ใช่เรื่องราวเพียงเรื่องเดียวซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันในการประมูล แต่มีคนไม่น้อยเลยที่นำทฤษฎีเกี่ยวกับความตายของแวนโก๊ะกลับมาพูดคุยถกเถียงกันอีกครั้ง และในบรรดาทฤษฎีที่มีการกล่าวถึงกันมากที่สุด คือแท้จริงแล้วแวนโก๊ะไม่ได้ยิงตัวตาย แต่ถูกยิงโดยใครบางคน
โดยทฤษฎีที่กล่าวมานี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากนักเขียนชีวประวัติ Gregory White Smith และ Steven Naifeh ในปี 2011 ซึ่งมีเนื้อความคร่าวๆ ว่า แท้จริงแล้วแวนโก๊ะถูกยิงโดยเด็กอายุ 16 ปี ซึ่งชอบร่วมมือกับพี่ชายในการรังแกจิตรกรหนุ่ม นักเขียนทั้งสองคนเชื่อว่าการที่แวนโก๊ะถูกยิงนั้นน่าจะมาจากความไม่ต้องใจของตัวเด็กชายซึ่งรังแกแวนโก๊ะจนเกินกว่าเหตุ ดังนั้นผู้เป็นพี่ชายจึงตัดสินใจกุเรื่องว่าแวนโก๊ะยิงตัวตายเพื่อปกป้องน้องชายของเขา
แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นทฤษฎีที่มีคนออกมาคัดค้านอยู่ค่อนข้างมาก โดยหนึ่งในเหตุผลสำคัญของคนเหล่านั้นคือ แวนโก๊ะนั้นไม่ได้เสียชีวิตในทันทีหลังจากที่โดนยิง (ว่ากันว่าเป็นเพราะกระสุน 7 มิลลิเมตรที่ใช้ในเหตุการณ์ครั้งนี้ มีพลังทำลายน้อยเกินไป) และเขายังทิ้งคำพูดก่อนตายว่า “ความเศร้าจะคงอยู่ไปชั่วนิรันดร์”
วินเซนต์ แวน โก๊ะ ใช้อาวุธปืนยิงเข้าที่หน้าอกตัวเองเสียชีวิตด้วยอายุเพียง 37 ปี หลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามานานหลายปี
ที่มา livescience, nationmultimedia และ foxnews
Cr.
https://www.catdumb.com/van-gogh-pistol-debate-378/ By เหมียวศรัทธา
แหวนโบราณที่สลักนามสกุลของ “ป็อนติอุส ปีลาตุส”
ในช่วงปี 1968-1969 นักโบราณคดีในอดีตได้ค้นพบวัตถุโบราณจำนวนมากที่พระที่นั่งเฮอรอด (Herodium) พระราชวังที่สร้างขึ้นที่สร้างขึ้นให้แก่พระเจ้าเฮโรดมหาราชผู้มีชีวิตอยู่ในช่วง 74-4 ปีก่อนคริสตกาล
โดยหนึ่งในวัตถุโบราณที่ถูกค้นพบในเวลานั้น คือแหวนทองแดงวงหนึ่ง ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลของวงการนักโบราณคดี ก็ได้ทำให้เราทราบว่า แหวนทองแดงวงนี้ สลักคำว่า “แห่งปีลาตุส” เอาไว้ ซึ่ง “ป็อนติอุส ปีลาตุส” คือชื่อของชายผู้สั่งประหารชีวิตพระเยซูด้วยการตรึงกางเขนนั่นเอง
แต่นามสกุลที่อยู่บนแหวน ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเดียวที่นักโบราณคดีพบ เพราะจากการตรวจสอบประวัติการใช้งานของพระที่นั่งเฮอรอด นักโบราณคดีก็พบว่าที่แห่งนี้เคยมีการใช้งานในสมัยของป็อนติอุสเสียด้วย ทำให้แหวนวงนี้มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นของป็อนติอุสจริงๆ และเป็นไปได้ว่ามันจะเป็นแหวนที่ใช้ในการหยดเทียนปิดผนึกจดหมาย เพื่อสร้างตราประจำตระกูลของเขา
อย่างไรก็ตามทฤษฎีนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีจุดขัดแย้งเลย เพราะคนที่มีตำแหน่งค่อนข้างสูงอย่างป็อนติอุสไม่น่าจะใช้แหวนทองแดงที่ไม่สมกับสถานะของเขา
และแหวนเองก็ยังมีรูปของ “Krater” แจกันขนาดยักษ์ที่มักโผล่มาในผลงานภาพของชาวยิว ซึ่งผิดกับเชื้อชาติของป็อนติอุสที่เป็นชาวโรมัน
แต่มันก็เป็นไปได้สูงว่าแหวนนี้จะเป็นของคนใกล้ตัวหรือใกล้ชิดกับป็อนติอุสมากพอที่จะใช้นามสกุลเดียวกันได้อยู่ดี อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน นักโบราณคดี
ยังคงต้องมีการดำเนินการตรวจสอบข้อมูลของแหวนกันต่อไป
ที่มา livescience
Cr.
https://www.catdumb.com/pilate-ring-discovered-378/ By เหมียวศรัทธา
(ขอขอบคุณที่มาของข้อมูลทั้งหมดและขออนุญาตนำมา )
สิ่งของโบราณที่ (ไม่)อยู่ในประวัติศาสตร์
ย้อนกลับไปในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ตลาดโบราณวัตถุของกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้พบกับเรื่องราวประหลาด เมื่อจู่ๆ ก็มีวัตถุโบราณไม่ทราบที่มาถูกปล่อยขายในตลาดเป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะมีคำถามเกี่ยวกับวัตถุโบราณเหล่านี้อยู่บ้าง แต่คนส่วนมากก็เชื่อมั่นมากว่าพวกมันเป็นของจริง
แต่สิ่งที่คนในเวลานั้นยังไม่ทราบกัน คือโบราณวัตถุที่พวกเขาเชื่อกันว่าเป็นของจริงนั้น แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงของที่ทำขึ้นโดยอาชญากรสองคนที่ไม่มีทั้งความรู้ในด้านประวัติศาสตร์หรือโบราณคดี ซึ่งว่ากันตามตรง พวกเขาไม่รู้หนังสือกันเลยด้วยซ้ำ
โบราณวัตถุของปลอมเหล่านี้ในเวลาต่อมากลายเป็นที่รู้จักกันในนามว่า “Shadwell Forgeries” สินค้าที่ทำขึ้นจากน้ำมือของชายชื่อ William Smith (Billy) และ Charles Eaton (Charley) ผู้ซึ่งเดิมทีแล้วเป็นผู้ออกขุดคุ้ยเศษโคลนในแม่น้ำเพื่อหาของมีค่า
พวกเขาทำงานตามปกติแบบคนจนๆ เรื่อยมา จนกระทั่งในวันหนึ่งทั้งคู่คิดได้ว่าแทนที่จะหาของมีค่าอย่างไร้ความหวัง การแอบสร้าง “ของมีค่า” ขึ้นมาเองจะสามารถทำกำไรให้พวกเขาได้มากกว่า ด้วยเหตุนี้เองตั้งแต่ปี 1857 เป็นต้นมา ทั้งสองจึงเริ่มที่จะการผลิต “วัตถุโบราณ” ที่หลากหลายขึ้นมาโดยการทำแม่พิมพ์จากปูนปลาสเตอร์และหล่อวัตถุด้วยตะกั่ว หรือโลหะผสมตะกั่ว
ผลงานของพวกเขาเรียกได้ว่าทั้งเก่า หยาบ และไม่ชำนาญเป็นอย่างมาก รูปที่ออกมาถูกวาดแบบลวกๆ ขอบของวัตถุไม่คม แถมตัวหนังสือบนผลงานก็เป็นเพียงการเขียนมั่วๆ ไร้ความหมาย แถมทั้งคู่ยังมีการสลักปีตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 11-16 เอาไว้บนผลงานด้วยเลขอาราบิค ทั้งๆ ที่เลขดังกล่าวเพิ่งจะถูกนำมาใช้ในยุโรปเมื่อศตวรรษที่ 15
ผลงานของทั้งสองนั้น แย่มากจนแทบจะบอกได้เลยว่า ของโบราณปลอมๆ ที่ทำขึ้นโดยช่างฝีมือคนอื่นๆ ในยุคเดียวกัน ล้วนแต่จะสวยกว่างานของทั้งสองทั้งสิ้น และสิ่งเดียวที่ทั้งสองทำได้ค่อนข้างดี ก็มีเพียงการปลอมอายุของวัตถุโบราณด้วยกรดและโคลนแม่น้ำเท่านั้น
น่าแปลกที่ในเวลานั้น กลับแทบจะไม่มีใครสงสัยในผลงานของ Billy และ Charley เลย กลับกันเสียอีก เพราะความที่งานของพวกเขาหยาบมาก คนส่วนใหญ่จึงหลงคิดไปเองว่าวัตถุโบราณเหล่านี้เป็นของจริง ทำให้กว่าที่ความจริงเรื่องการปลอมวัตถุโบราณจะถูกเปิดเผย ทั้งคู่ก็สามารถสร้าง “วัตถุโบราณ” ออกมาถึง 5,000-10,000 ชิ้น
เรื่องราวคดีของ Shadwell Forgeries นั้น พบอย่างเป็นทางการราวๆ 4-5 ปีหลังจากนั้น เมื่อ Charles Reed นักการเมืองและนักสะสมโบราณวัตถุชาวอังกฤษ ตัดสินใจเข้าไปตรวจสอบสถานที่ก่อสร้างท่าเรือ Shadwell ที่ที่ Billy และ Charley อ้างว่าเป็นที่พบวัตถุโบราณ และพบว่าที่แห่งนั้นไม่มีวัตถุโบราณใดๆ
แม้ Billy และ Charley จะถูกเปิดโปงก็ตาม เรื่องราวของพวกเขากลับไม่ได้รับการเผยแพร่มากนัก ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะมาจากการที่นักสะสมที่หลงซื้อวัตถุโบราณจากทั้งสองส่วนมากจะไม่อยากแสดงตัวว่าตัวเองทำพลาดกับเรื่องง่ายๆ ก็เป็นได้ และทั้งสองเองก็ยังคงขายวัตถุโบราณปลอมต่อไปตลอดช่วงยุค 1860 ด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว Charley ก็เสียชีวิตไปในปี 1870 ด้วยวัณโรค ในขณะที่ Billy ถูกพบเห็นตัวครั้งสุดท้ายในปี 1871 ก่อนที่จะหายตัวไปอย่างลึกลับ อย่างไรก็ตามผลงานของทั้งสองกลับยังสามารถพบได้ในพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในลอนดอน และบางส่วนเองก็ยังคงมีการขายอยู่ใน eBay ปัจจุบัน
ที่มา amusingplanet
Cr.https://www.catdumb.tv/shadwell-forgeries-378/ By เหมียวศรัทธา
“กะโหลกคริสตัลแห่งมายา”
(กะโหลกคริสตัลของอังกฤษ (ซ้าย) และกะโหลกคริสตัลของฝรั่งเศส (ขวา))
กะโหลกคริสตัลของเผ่ามายา เป็นวัตถุโบราณรูปร่างเหมือนกะโหลกใสที่ลือกันว่าถูกพบโดยพ่อลูกบุญธรรม Anna และ Frederick Mitchell-Hedges ในพีระมิดมายาที่ป่าในประเทศเบลีซ
ตั้งแต่ที่ถูกพบมากะโหลกคริสตัลของตระกูล Mitchell-Hedges ก็กลายเป็นสิ่งที่มีชื่อเสียงมาก เพราะไม่เพียงแต่ความใสและน่าพิศวงราวกับไม่ได้สร้างขึ้นโดยมนุษย์ของมันเท่านั้น แต่กะโหลกคริสตัลชิ้นนี้ยังเต็มไปด้วยตำนานเรื่องเล่า ทั้งที่เกี่ยวกับคำสาป และพลังเหนือธรรมชาติอีกด้วย
Frederick บอกว่ากะโหลกที่เขาและลูกสาวพบนั้นมีพลังประหลาด ใครก็ตามที่หัวเราะเยาะมันจะต้องพบกับโชคร้ายแสนสาหัส ไม่ว่าจะเป็นจากความตาย หรืออาการป่วยที่ไม่สามารถรักษาได้
และกะโหลกคริสตัลชิ้นนี้ยังถูกอ้างว่าเป็นหนึ่งในกะโหลก 13 ชิ้นที่หากนำมารวมกันจะมอบความรู้ที่เป็นกุญแจสู่ “ความอยู่รอดของมนุษย์” หรือไม่ก็ “การล่มสลายของมนุษยชาติ” ตามคำทำนายของชนพื้นเมืองอเมริกา
ในปัจจุบันมีกะโหลกคริสตัล 2 ชิ้นที่อ้างตัวว่าเป็นของจริง ซึ่งชิ้นหนึ่งถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์อังกฤษที่ลอนดอน และอีกชิ้นหนึ่งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Musee du Quai Branly ในปารีส โดยทั้งสองแห่งถกเถียงกันเรื่อยมาว่าชิ้นไหนกันแน่ที่เป็นของจริง ทำให้ตลอดช่วงเวลาที่กะโหลกคริสตัลถูกนำแสดง มีคนมากมายพยายามตรวจสอบที่มาของกะโหลกคริสตัลทั้งสองอยู่เสมอ
โดยหนึ่งในบรรดาการตรวจสอบกะโหลกคริสตัล การตรวจสอบที่น่าสนใจที่สุดจะเป็นของสถาบันสมิธโซเนียนแห่งสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2008
จากการตรวจสอบของสถาบัน พบว่าเป็นไปได้ยากมากที่กะโหลกคริสตัล ทั้งของพิพิธภัณฑ์ที่อังกฤษ และฝรั่งเศส จะเป็นของที่มาจากสมัยมายาจริงๆ
เนื่องจากงานฝีมือที่ปรากฏบนหัวกะโหลกมีความประณีตผิดกับงานฝีมืออื่นๆ ในยุคเดียวกัน แถมในสมัยนั้นไม่มีงานฝีมือชิ้นไหนเลยที่เป็นคริสตัล
และเมื่อตามรอยประวัติการซื้อขาย นักวิทยาศาสตร์ยังพบอีกว่า กะโหลกคริสตัลในพิพิธภัณฑ์ทั้งสองมีที่มามาจากพ่อค้าจากช่วงศตวรรษที่ 19 คนเดียวกัน ซึ่งมีนามว่า Eugene Boban
แม้ว่าทั้งสองพิพิธภัณฑ์จะไม่ได้เป็นการซื้อกะโหลกคริสตัลจากตัว Eugene เอง แต่ในบันทึกเมื่อปี 1890 ก็มีบันทึกของกะโหลกคริสตัลแบบที่เหมือนกันในพิพิธภัณฑ์เขียนเอาไว้อย่างชัดเจน ทำให้แนวคิดที่ว่ากะโหลกคริสตัลเพิ่งจะสร้างขึ้นเมื่อยุควิกตอเรียมีน้ำหนักมากขึ้น
ดังนั้นเมื่อสถาบันสมิธโซเนียนนำกะโหลกที่พบไปผ่านกระบวนการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์จริงๆ ทางนักวิทยาศาสตร์จะพบว่ากะโหลกคริสตัลทั้งหมด (รวมไปถึงกะโหลกคริสตัลชิ้นอื่นๆ ที่พบด้วย) ล้วนแต่ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19 ซึ่งไม่เก่าพอที่จะเป็นของเผ่ามายาหรือแม้แต่แอซเท็ก
อย่างไรก็ตามยังมีคนจำนวนมากที่ไม่เชื่อถือในการทดสอบนี้ และคิดว่ากะโหลกคริสตัลของจริงนั้น จะยังต้องถูกซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่ง
ที่มา allthatsinteresting และ national-paranormal-society
Cr.https://www.catdumb.com/crystal-skull-378/ By เหมียวศรัทธา
เปิดประมูลปืนที่ " แวนโก๊ะ " ใช้ยิงตัวตาย
(อาวุธปืนที่เชื่อว่า 'วินเซนต์ แวน โก๊ะ' จิตรกรชื่อก้องโลกชาวดัตช์ใช้ยิงตัวตาย ถูกนำออกประมูลที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ก่อนถูกประมูลไปด้วยราคาสูงถึง 162,500 ยูโร หรือประมาณ 4.53 ล้านบาท)( Cr.https://tnnthailand.com/content/10483)
เมื่อวันพุธที่ 19 มิถุนายน 2019 ประเทศฝรั่งเศสมีจัดการประมูลปืนโบราณกระบอกหนึ่ง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นของที่จิตรกรชื่อดังของโลกอย่าง “วินเซนต์ แวนโก๊ะ” ใช้งานในการปลิดชีพตัวเองเมื่อปี 1890
ปืนกระบอกนี้ ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1960 ราวๆ 70 ปีหลังจากวันที่เกิดเหตุ ในพื้นที่ของหมู่บ้านฟาร์ม “Auvers-sur-Oise” ประเทศฝรั่งเศส สถานที่ซึ่งแวนโก๊ะจากโลกนี้ไป ปืนที่พบนั้นเป็นปืนลูกโม่ที่ใช้กระสุนขนาด 7 มิลลิเมตร ที่ผลิตโดย Lefaucheux เป็นปืนพกขนาดเล็กที่ค่อนข้างนิยมในสมัยนั้น แม้ว่าขนาดกระสุนปืนจะค่อนข้างเล็กอยู่ก็ตาม โดยถูกฝังอยู่ใต้ดินนานกว่า 50-80 ปี ซึ่งมีความเชื่อว่าเป็นปืนที่แวน โก๊ะ ใช้ยิงตัวเอง เนื่องจากมีขนาดลำกล้องที่สอดคล้องกับลูกระสุนที่พบในตัวของแวน โก๊ะ
น่าเสียดายที่ความนิยมของปืนกระบอกนี้นั้นทำให้นักโบราณคดีไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าปืนดังกล่าวเป็นของที่แวนโก๊ะเคยใช้มาก่อน โดยในปัจจุบันนักโบราณคดีมีเพียงสถานที่พบปืน ขนาดของปืนที่ตรงกับกระสุนจากศพของแวนโก๊ะ และการที่ปืนถูกพบในสภาพพร้อมยิงเท่านั้น ที่พอจะชี้ว่าปืนกระบอกดังกล่าวอาจเป็นของที่แวนโก๊ะเคยใช้จริงๆ ดังนั้นการออกประมูลของปืนกระบอกนี้ จึงกลายเป็นที่ถกเถียงกันอย่างหนาหูในหมู่นักสะสมของเก่า
แต่เรื่องราวความน่าเชื่อถือของปืนกระบอกนี้ ไม่ใช่เรื่องราวเพียงเรื่องเดียวซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันในการประมูล แต่มีคนไม่น้อยเลยที่นำทฤษฎีเกี่ยวกับความตายของแวนโก๊ะกลับมาพูดคุยถกเถียงกันอีกครั้ง และในบรรดาทฤษฎีที่มีการกล่าวถึงกันมากที่สุด คือแท้จริงแล้วแวนโก๊ะไม่ได้ยิงตัวตาย แต่ถูกยิงโดยใครบางคน
โดยทฤษฎีที่กล่าวมานี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากนักเขียนชีวประวัติ Gregory White Smith และ Steven Naifeh ในปี 2011 ซึ่งมีเนื้อความคร่าวๆ ว่า แท้จริงแล้วแวนโก๊ะถูกยิงโดยเด็กอายุ 16 ปี ซึ่งชอบร่วมมือกับพี่ชายในการรังแกจิตรกรหนุ่ม นักเขียนทั้งสองคนเชื่อว่าการที่แวนโก๊ะถูกยิงนั้นน่าจะมาจากความไม่ต้องใจของตัวเด็กชายซึ่งรังแกแวนโก๊ะจนเกินกว่าเหตุ ดังนั้นผู้เป็นพี่ชายจึงตัดสินใจกุเรื่องว่าแวนโก๊ะยิงตัวตายเพื่อปกป้องน้องชายของเขา
แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นทฤษฎีที่มีคนออกมาคัดค้านอยู่ค่อนข้างมาก โดยหนึ่งในเหตุผลสำคัญของคนเหล่านั้นคือ แวนโก๊ะนั้นไม่ได้เสียชีวิตในทันทีหลังจากที่โดนยิง (ว่ากันว่าเป็นเพราะกระสุน 7 มิลลิเมตรที่ใช้ในเหตุการณ์ครั้งนี้ มีพลังทำลายน้อยเกินไป) และเขายังทิ้งคำพูดก่อนตายว่า “ความเศร้าจะคงอยู่ไปชั่วนิรันดร์”
วินเซนต์ แวน โก๊ะ ใช้อาวุธปืนยิงเข้าที่หน้าอกตัวเองเสียชีวิตด้วยอายุเพียง 37 ปี หลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามานานหลายปี
ที่มา livescience, nationmultimedia และ foxnews
Cr.https://www.catdumb.com/van-gogh-pistol-debate-378/ By เหมียวศรัทธา
แหวนโบราณที่สลักนามสกุลของ “ป็อนติอุส ปีลาตุส”
ในช่วงปี 1968-1969 นักโบราณคดีในอดีตได้ค้นพบวัตถุโบราณจำนวนมากที่พระที่นั่งเฮอรอด (Herodium) พระราชวังที่สร้างขึ้นที่สร้างขึ้นให้แก่พระเจ้าเฮโรดมหาราชผู้มีชีวิตอยู่ในช่วง 74-4 ปีก่อนคริสตกาล
โดยหนึ่งในวัตถุโบราณที่ถูกค้นพบในเวลานั้น คือแหวนทองแดงวงหนึ่ง ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลของวงการนักโบราณคดี ก็ได้ทำให้เราทราบว่า แหวนทองแดงวงนี้ สลักคำว่า “แห่งปีลาตุส” เอาไว้ ซึ่ง “ป็อนติอุส ปีลาตุส” คือชื่อของชายผู้สั่งประหารชีวิตพระเยซูด้วยการตรึงกางเขนนั่นเอง
แต่นามสกุลที่อยู่บนแหวน ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเดียวที่นักโบราณคดีพบ เพราะจากการตรวจสอบประวัติการใช้งานของพระที่นั่งเฮอรอด นักโบราณคดีก็พบว่าที่แห่งนี้เคยมีการใช้งานในสมัยของป็อนติอุสเสียด้วย ทำให้แหวนวงนี้มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นของป็อนติอุสจริงๆ และเป็นไปได้ว่ามันจะเป็นแหวนที่ใช้ในการหยดเทียนปิดผนึกจดหมาย เพื่อสร้างตราประจำตระกูลของเขา
อย่างไรก็ตามทฤษฎีนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีจุดขัดแย้งเลย เพราะคนที่มีตำแหน่งค่อนข้างสูงอย่างป็อนติอุสไม่น่าจะใช้แหวนทองแดงที่ไม่สมกับสถานะของเขา
และแหวนเองก็ยังมีรูปของ “Krater” แจกันขนาดยักษ์ที่มักโผล่มาในผลงานภาพของชาวยิว ซึ่งผิดกับเชื้อชาติของป็อนติอุสที่เป็นชาวโรมัน
แต่มันก็เป็นไปได้สูงว่าแหวนนี้จะเป็นของคนใกล้ตัวหรือใกล้ชิดกับป็อนติอุสมากพอที่จะใช้นามสกุลเดียวกันได้อยู่ดี อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน นักโบราณคดี
ยังคงต้องมีการดำเนินการตรวจสอบข้อมูลของแหวนกันต่อไป
ที่มา livescience
Cr.https://www.catdumb.com/pilate-ring-discovered-378/ By เหมียวศรัทธา
(ขอขอบคุณที่มาของข้อมูลทั้งหมดและขออนุญาตนำมา )