สวัสดีครับ...จากสถานะการในช่วงนี้ ไม่ว่าจะไวรัส เศรษฐกิจ การเมือง และ ร้อนแปดกับอีกพันเก้าปัญหาที่ทุกๆคนเจอ
ผมมีวิธีการเปลี่ยนการมองโลกในแบบของผม อาจจะมีถูกบ้างผิดบ้าง อยากจะมาแชร์ ยังไงก็ถือซะว่าเป็นเพียงแค่มุมมองส่วนตัวของผมเองที่อยากจะแชร์ออกไปเท่านั้น
...ย้อนกลับไปต้นปี 2562 ผมคือเด็กอายุ 27 ที่มีลูกมีภรรยา มีรถ2คัน มีบ้าน1หลัง มีงานที่มีรายได้ค่อนข้างไปทางดี ที่พยายามหาทุกๆอย่างเพื่อให้ตัวเองมี ด้วยความคิดที่ว่า สร้างหนี้เร็ว แก่ไปจะได้ไม่เหนื่อย
แต่เหมือนโชคชะตาก็จะเล่นตลก(จริงๆแล้วเพราะตวผมเองมากกว่า ที่ไม่แบ่งเวลาทำงานกับดูแลครอบครัวให้ดี) ภรรยาผมไม่ได้ทำงาน และ ผมก็ Work from home ได้ แต่ด้วยความที่แบ่งเวลาไม่ได้ มันส่งผลกระทบกับงานจนผมต้องออกจากงาน กระทันหันตั้งแต่ต้นปี
รายละเอียดในช่วงนั้นผมเคยตั้งกระทู้ไว้แล้ว ใครอยากอ่านก็เชิญครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ด้วยความมั่นคงของสายงานและตำแหน่งจึงตั้งสินใจซื้อบ้าน รถ และสุดท้ายมีลูก 1คน
หลังจากนั้นไม่นาน ด้วยเหตุผลบางอย่างผมจึงถูกให้ออกจากงานอย่างกระทันหัน มาพร้อมกับเงินชดเชยจำนวนนึง
...ในขณะเดียวกันช่วงต้นปี 2019 ผมได้เปิดบริษัทไว้ตัวนึงที่จะทำธุระกิจของตัวเอง แต่ก็ไทฝม่ได้มีเวลาลงมือทำจริงๆสักที จนตัวเองตกงาน!!!
ความคิดแวปแรก...เฮ้ยเรามีบริษัทเรานะ เราก็ขายเองเลย เลยลงมือหาลูกค้าสร้างโปรเจคเพื่อหารายได้...แน่นอนทุกๆคนเคยพูดมาทั้งนั้น...เปิดบริษัทเองมันไม่ง่าย ผมพิสูจมาแล้วว่ามันจริง
เพราะผมขายอะไรไม่ได้เลย จนเงินที่มีเก็บจะหมด
และวันนั้น วันที่ผมได้หาซื้อโน้ตบุคมือสอง ผมไปซื้อโน้ตบุคที่นึงจาก facebook ด้วยความหมดทางออก
ผมขอเจ้าของร้านขาย Notebook ว่าผมจะเอาเครื่องเค้าไปขาย แต่ผมไม่มีเงินสต๊อก ผมตกงาน...ด้วยความใจดีเจ้าของร้านให้ผมขายได้โดยไม่ต้องสต๊อก
หันหน้าของของออนไลน์เต็มตัว...
ผมทำการโฆษณาบนเฟสบุค สร้างร้าน สร้าเพจ ขายโน้ตบุค แน่นอนมันไม่ง่ายในตอนเริ่ม เงินที่ได้มาไม่ได้เสี้ยวของเงินเดือนที่เคยได้
เจ้าหนี้...สถาบะนการเงินต่างๆเริ่มโทรมาท้วงสิ่งที่ผมเคยเอาไปจากเค้าเราก็ได้แค่ปัดไป จ่าบบ้าง ช้าบ้าง
จนผมไปเจอการทำ e-commerce รูปแบบนึงจึงนำเงินก่อนสุกท้าย ที่มีอยู่ไปลงเรียนคอร์สและเริ่มทำมัน
ณ วันนี้ e commerce นั้นยังไม่เสร็จดียังไม่มีรายได้
ขายโน้ตบุคตอนนี้มันเลี้ยงผมได้ แบบลุ่มๆดอนๆ
บริษัท มีการสั่งซื้อเข้ามากำไรหลักหมื่น แต่ผมหวังโปรเจคใหญ่ที่ทำกำไรหลักล้าน...ก็ยังไม่รู้ชะตา
ทั้งหมดนี้ผมทำเต็มที่ เพื่อให้มันสำเร็จ
แน่นอนวันนี้ที่ผมเขัยนกระทู้ ผมยังไม่รู้ชะตากรรมตัวเอง
แต่ทางเลือกกลับไปทำงาน มันเป็นตัวเลือกสุดท้ายที่สุด...แม้จะมีบริษัทมาทาบทามบ้างแล้ว
นั้นแหละครับ เรื่องราว และผมพังมันหมดเลย...
ซ้ำร้ายผมและภรรยาต้องหย่าร้างกันเพราะว่าผมนั้นหมดตัว แต่ผมยืนกรานจะเอาลูกมาเลี้ยง จนได้ลูกมาอยู่ในความดูแลของผม
...ผมยังโชคดีที่ ครอบครัว ผมเองยังอยู่ใน กทม. และก็ดำเนินธุระกิจไป(ซึ้งก็แย่ลงทุกวัน) ส่วนแม่ผมก็ยังทำงานประจำที่มีความมั่นคง
ผมเลยตัดสินใจกลับมาอยู่ที่บ้านตัวเองพร้อมลูกชาย (ทำให้ผมรู้เลยว่าคนที่รักผมจริงๆ และ ห่วงเราตลอด ก็คงไม่พ้น พ่อ แม่ และ ครอบครัว ไม่ว่าผมจะเลือกทางเดินผิดพลาดมาแค่ใหน)
แต่ด้วยผลกระทบที่ผมตกงาน 1ปี เต็มทำให้หนี้สินหลายๆตัวผมไม่มีความสามารถในการจ่ายได้ หรือ ขาดจ่ายมาเป็นเวลานาน
ผมเลยได้ทำการต่อรองกับทางธนาคารเรื่องการของปรับโครงสร้างหนี้ซะ...ไม่ต้องถามเรื่องเครดิตครับ เสียทั้งหมด
ส่วนหนี้ก้อนใหญ่สุดคงหนี้ไม่พ้นบ้าน ซึ่งก็คุยกับทางธนาคารคงไม่พ้นการโดยยึดเพราะเงินที่ค้างอยู่มันมากเกินกว่าที่ผมจะจ่ายไหว(
ใครมีความรู้เรื่องนี้แนะนำได้นะครับ ผมยินดีที่จะรับฟังและความพระคุณมากครับ)
ตอนนี้ผมมีงานทำ และ แน่นอนผมต้องใช้คืนในสิ่งที่ผมยังติดค้างอยู่ให้หมด
...แต่ช่วงนึงของชีวิตผมคิดว่าอะไรที่มันจะเกิดขึ้นได้อย่างเลวร้ายที่สุด ผมคงโดนยึดบ้าน โดนฟ้องเป็นบุคคลล้มละลาย ยึดทรัพย์สินไปใช้หนี้ ซึงแน่นอนผมไม่เหลืออะไรให้เค้ายึดหรอกครับ แม้แต่รถที่ใช้ทุกวันนี้ผมยังยืมพ่อมาเลย
พอผมคิดว่าร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นผมรับได้มั้ย...ผมกลับแปลกใจกับคำตอบของตัวเองนั้นบอกว่าผมรับได้...ผมยอมกลับไปในจุดที่ไม่มีอะไรเลยก็ยังได้
เพราะผมมาคิดได้ว่าเสาหลักในการใช้ชีวิตทุกวันนี้คือลูกผม มันเลยทำให้ผมคิดว่าผมไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ผมทำเพื่อลูก
...ต่อจากนี้ผมคงเป็ฯคนที่ก้าวไปในชีวิต อย่างมีสติที่สุด...
*ถึงคนที่กำลังท้อใจนะครับผมอยากให้คุณนึกถึงจุดที่มันเลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นให้ได้ และ ถามตัวเองว่าคุณรับมันได้มั้ย...ถ้าได้ผมดีใจด้วย...แต่ถ้าไม่ได้ให้คุณฝึกตัวเองให้พร้อมกับสถานะการนั้นซะ...ผมเชื่อว่าคำว่าทุกปัญหามีทางออกนั้นยังเป็นเรื่องจริง แต่บางทีทางออกมันไม่ได้มีให้เลือกมากนัก...
การนับมือกับความล้มเหลวในชีวิต...ที่อยากแชร์ให้เพื่อนๆมีกำลังใจ
ผมมีวิธีการเปลี่ยนการมองโลกในแบบของผม อาจจะมีถูกบ้างผิดบ้าง อยากจะมาแชร์ ยังไงก็ถือซะว่าเป็นเพียงแค่มุมมองส่วนตัวของผมเองที่อยากจะแชร์ออกไปเท่านั้น
...ย้อนกลับไปต้นปี 2562 ผมคือเด็กอายุ 27 ที่มีลูกมีภรรยา มีรถ2คัน มีบ้าน1หลัง มีงานที่มีรายได้ค่อนข้างไปทางดี ที่พยายามหาทุกๆอย่างเพื่อให้ตัวเองมี ด้วยความคิดที่ว่า สร้างหนี้เร็ว แก่ไปจะได้ไม่เหนื่อย
แต่เหมือนโชคชะตาก็จะเล่นตลก(จริงๆแล้วเพราะตวผมเองมากกว่า ที่ไม่แบ่งเวลาทำงานกับดูแลครอบครัวให้ดี) ภรรยาผมไม่ได้ทำงาน และ ผมก็ Work from home ได้ แต่ด้วยความที่แบ่งเวลาไม่ได้ มันส่งผลกระทบกับงานจนผมต้องออกจากงาน กระทันหันตั้งแต่ต้นปี
รายละเอียดในช่วงนั้นผมเคยตั้งกระทู้ไว้แล้ว ใครอยากอ่านก็เชิญครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
นั้นแหละครับ เรื่องราว และผมพังมันหมดเลย...
ซ้ำร้ายผมและภรรยาต้องหย่าร้างกันเพราะว่าผมนั้นหมดตัว แต่ผมยืนกรานจะเอาลูกมาเลี้ยง จนได้ลูกมาอยู่ในความดูแลของผม
...ผมยังโชคดีที่ ครอบครัว ผมเองยังอยู่ใน กทม. และก็ดำเนินธุระกิจไป(ซึ้งก็แย่ลงทุกวัน) ส่วนแม่ผมก็ยังทำงานประจำที่มีความมั่นคง
ผมเลยตัดสินใจกลับมาอยู่ที่บ้านตัวเองพร้อมลูกชาย (ทำให้ผมรู้เลยว่าคนที่รักผมจริงๆ และ ห่วงเราตลอด ก็คงไม่พ้น พ่อ แม่ และ ครอบครัว ไม่ว่าผมจะเลือกทางเดินผิดพลาดมาแค่ใหน)
แต่ด้วยผลกระทบที่ผมตกงาน 1ปี เต็มทำให้หนี้สินหลายๆตัวผมไม่มีความสามารถในการจ่ายได้ หรือ ขาดจ่ายมาเป็นเวลานาน
ผมเลยได้ทำการต่อรองกับทางธนาคารเรื่องการของปรับโครงสร้างหนี้ซะ...ไม่ต้องถามเรื่องเครดิตครับ เสียทั้งหมด
ส่วนหนี้ก้อนใหญ่สุดคงหนี้ไม่พ้นบ้าน ซึ่งก็คุยกับทางธนาคารคงไม่พ้นการโดยยึดเพราะเงินที่ค้างอยู่มันมากเกินกว่าที่ผมจะจ่ายไหว(ใครมีความรู้เรื่องนี้แนะนำได้นะครับ ผมยินดีที่จะรับฟังและความพระคุณมากครับ)
ตอนนี้ผมมีงานทำ และ แน่นอนผมต้องใช้คืนในสิ่งที่ผมยังติดค้างอยู่ให้หมด
...แต่ช่วงนึงของชีวิตผมคิดว่าอะไรที่มันจะเกิดขึ้นได้อย่างเลวร้ายที่สุด ผมคงโดนยึดบ้าน โดนฟ้องเป็นบุคคลล้มละลาย ยึดทรัพย์สินไปใช้หนี้ ซึงแน่นอนผมไม่เหลืออะไรให้เค้ายึดหรอกครับ แม้แต่รถที่ใช้ทุกวันนี้ผมยังยืมพ่อมาเลย
พอผมคิดว่าร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นผมรับได้มั้ย...ผมกลับแปลกใจกับคำตอบของตัวเองนั้นบอกว่าผมรับได้...ผมยอมกลับไปในจุดที่ไม่มีอะไรเลยก็ยังได้
เพราะผมมาคิดได้ว่าเสาหลักในการใช้ชีวิตทุกวันนี้คือลูกผม มันเลยทำให้ผมคิดว่าผมไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ผมทำเพื่อลูก
...ต่อจากนี้ผมคงเป็ฯคนที่ก้าวไปในชีวิต อย่างมีสติที่สุด...
*ถึงคนที่กำลังท้อใจนะครับผมอยากให้คุณนึกถึงจุดที่มันเลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นให้ได้ และ ถามตัวเองว่าคุณรับมันได้มั้ย...ถ้าได้ผมดีใจด้วย...แต่ถ้าไม่ได้ให้คุณฝึกตัวเองให้พร้อมกับสถานะการนั้นซะ...ผมเชื่อว่าคำว่าทุกปัญหามีทางออกนั้นยังเป็นเรื่องจริง แต่บางทีทางออกมันไม่ได้มีให้เลือกมากนัก...