JJNY : 4in1 พท.เปิดศูนย์ร้องเรียนติดตามโควิด-19/ธนาธรเสนอตัวช่วยสธ./ไลน์ปชป.ยังระอุ/หมอธีระวัฒน์ชี้ เอาอยู่ต้องปิดเมือง

'เพื่อไทย' เปิดศูนย์ร้องเรียนติดตามโควิด-19 แนะ รบ.เพิ่มมาตรการคัดกรองฟรี
https://voicetv.co.th/read/RsV27vxEa
 

 
'เพื่อไทย' แถลงเปิดศูนย์รับเรื่องและติดตามการป้องกันควบคุมการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 เรียกร้องรัฐบาลออกมาตรการอย่างจริงจังมากขึ้น
 
นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวเปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและติดตามการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) ว่า ตามที่ได้เกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) กระจายไปในหลายประเทศทุกภูมิภาคของโลก รวมทั้งประเทศไทย โดยองค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้เป็นการแพร่ระบาดใหญ่ระดับโลก ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ และการดำเนินชีวิตของพี่น้องประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 
สภาวการณ์ที่ต้องเผชิญอยู่ขณะนี้ ได้เห็นความตื่นตระหนกของประชาชน ซึ่งมีความไม่มั่นใจในมาตรการต่างๆ พรรคเพื่อไทยตระหนักถึงความวิตกกังวลของประชาชน จึงได้เปิด "ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและติดตามการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019" เพื่อให้ประชาชนคนไทยปลอดภัย และเพื่ออนาคตที่ดีของประเทศไทย โดยมี นพ.ทศพร เสรีรักษ์ เป็นประธานศูนย์ 
 
ทั้งนี้ นพ.ทศพร ระบุว่า พรรคเพื่อไทยได้ติดตามสถานการณ์อย่างเงียบๆ มาโดยตลอด ได้ออกไปให้ความรู้ เย็บหน้ากาก และดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชน อีกทั้งด้วยความสามารถบุคคลากรทางการแพทย์ไทยสามารถต่อสู้ยันสถานการณ์แพร่ระบาดในระยะ1-2 มาโดยตลอด แต่เมื่อถึงในสัปดาห์นี้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นมากกว่า 100 คน อีกทั้งข่าวจากคนที่ไปทำงานต่างประเทศกลับมาไม่กักตัวเอง การสร้างศูนย์กักตัวและมีการยกเลิกมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทำให้ประชาชนสับสนและหวาดกลัวมากยิ่งขึ้นจึงต้องมีการศูนย์ฯ นี้ขึ้นมา
 
ด้าน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานยุทธ์ศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดตั้งศูนย์ภายใต้สถานการณ์ไวรัส ได้สร้างความวิตกกังวลแก่พี่น้องประชาชน พรรค พท.ได้ระดมบุคลากรที่มีความรู้ทางการแพทย์และสาธารณสุขเข้ามาทำงาน จุดประสงค์ในการก่อตั้งศูนย์ฯ ไม่ใช่การทำงานการเมืองแต่เป็นการจับมือกับพี่น้องประชาชนต่อสู้กับการระบาดของของไวรัสโควิด-19 ไปด้วยกัน ขอเรียกร้องในฐานะประชาชนต่อภาครัฐและภาคส่วนต่างๆดังนี้ 
 
1. พรรคเพื่อไทย พร้อมสนับสนุนทุกมาตรการในการป้องกันและควบคุมโรคของภาครัฐที่แสดงออกซึ่งการดูแลควบคุมและป้องกันโรคให้กับประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง
 
2. รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลทางระบาดวิทยาที่ไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคลให้กับประชาชนให้ทราบ เพื่อการเฝ้าระวังตัวเอง เมื่อข้อมูลไม่ชัดเจนจะเกิดข่าวลือต่างๆ ทำให้ประชาชนวิตกกังวล
3. รัฐต้องเพิ่มมาตรการรองรับการเข้าถึงการคัดกรองเชื้อในกลุ่มเสี่ยงโดยปราศจากค่าใช้จ่าย โดยพรรคคำนวณไว้ว่าสามารถใช้เงินแค่ 500 ล้านเท่านั้น
4. สนับสนุนข้อมูลให้ภาคส่วนต่างๆ สามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ในการป้องกันและควบคุมโรค เช่น กระบวนการในการกําจัดเชื้อแบบพ่นยา มีการรณรงค์ให้ทุกภาคส่วน 
5. พรรคเพื่อไทยได้ระดมบุคลากรที่มีความรู้ทางการแพทย์และสาธารณสุขของพรรคมา ทํางานภายใต้ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและติดตามการแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 พรรคเพื่อไทยแล้ว จึงพร้อมในการให้ความร่วมมือและช่วยเหลือประชาชนเต็มศักยภาพ โดยในเบื้องต้น ได้ดําเนินการ ดังนี้ เชื่อมโยงฐานข้อมูลความรู้ สถานการณ์โรค และอื่นๆ ที่จําเป็นมาขยายและส่งผ่านไปยัง เครือข่ายของพรรค และ เปิดช่องทางรับเรื่องจากประชาชน
 
โดยหลังการเปิดศูนย์ บรรดาผู้บริหารพรรค รวมถึง ส.ส. ก็ได้ร่วมกันแจกอุปกรณ์ป้องกันไวรัส ให้กับวินมอร์เตอร์ไซต์, คนขับรถแท็กซี่ และประชาชนทั่วไป ได้นำไปใช้เพื่อป้องกันตนเองด้วย 
 

 
'ธนาธร'เสนอตัวช่วยสธ. รวบรวมข้อมูล'โควิด'แจงปชช.
https://www.dailynews.co.th/politics/763202
 
เมื่อวันที่ 16 มี.ค. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในหัวข้อ  Hope for the best, but prepare for the worst. ใช้มาตรการสำหรับสถานการณ์ที่แย่ที่สุด โดยหวังว่าเราจะไม่ไปถึงจุดนั้นจริงๆ
 
โดยนายธนาธร  ระบุว่า จากการติดตามแนวโน้มข่าวสารและการพูดคุยกับเพื่อนๆ ในแวดวงสาธารณสุข ตนคิดว่าไม่ช้าไม่เร็วทางรัฐบาลจะต้องประกาศว่าเราเข้าสู่การแพร่ระบาดเฟส 3 อย่างเป็นทางการแล้ว เนื่องจากมีการติดต่อภายในประเทศในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มหาที่มาที่ไปไม่ได้แล้วในหลายกรณี แต่ตนคิดว่าก่อนที่เราจะไปถึงจุดนั้น เราทุกคนทั้งภาครัฐและประชาชนทั่วไป ควรเริ่มใช้มาตรการเสมือนว่าเราอยู่ในเฟส 3 อย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อที่จะไม่ให้เราไปสู่จุดนั้นจริงๆ
 
โดยอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เผยว่า หากตนเป็นรัฐบาล ตนจะ 
 
1. เปิดเผยบันทึกการสอบสวนโรคในส่วนของรายละเอียดการเดินทาง การใช้ชีวิตในวัน เวลา และสถานที่ต่างๆ ของผู้ที่ติดเชื้อก่อนหน้านี้ (โดยไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล) เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบจริงๆ และประเมินได้ถูกต้องว่าแต่ละคนมีความเสี่ยงเข้าใกล้ผู้ติดเชื้อมากน้อยแค่ไหน ซึ่งตนเชื่อว่ายังไม่ทำอย่างจริงจังในรูปแบบที่ดูง่าย ละเอียด แต่ไม่กระจัดกระจาย ดังนั้น ตนขอเสนอตัวเพื่อช่วยกระทรวงสาธารณสุขในการนำเสนอรายละเอียดพวกนี้อีกแรง เรามีทีมงานที่พร้อมนำข้อมูลมาเสนอให้คนทั่วไปเข้าใจง่าย หากท่านสนใจก็สามารถติดต่อเข้ามาได้เลย ตนยินดีเป็นอย่างยิ่ง
 
2. ทุ่มสรรพกำลังทุกทางเพื่อช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้การตรวจเชื้อให้ทำในเชิงรุกและกว้างขวางมากขึ้นอย่างน้อย 10 เท่า และผู้คนทั่วไปต้องเข้าถึงการตรวจได้ง่ายขึ้นด้วย วิธีการเช่นนี้อาจจะทำให้เราเสียงบประมาณและทรัพยากรไปมากพอสมควร แต่ก็ไม่มากเกินไปสำหรับการทำให้เราทราบได้ว่าแท้จริงแล้วมีผู้ติดเชื้อกระจายอยู่ทั่วไปจริงหรือไม่ หรือในประเทศเราไม่ได้มีผู้ติดเชื้อมากขนาดนั้นและยังอยู่ในวงจำกัดกับเคสก่อนหน้า และขยายนิยามผู้ป่วยต้องสงสัย (Suspected Case) ตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO) ให้มีความหมายกว้างและไวขึ้น เพื่อให้เราล้ำหน้าสถานการณ์ไปอีกขั้น เพื่อให้เคสอย่างแมททิว-เซียนมวยบางคนไม่ต้องดิ้นรนไปตรวจเอง
 
3. เรื่องหน้ากากอนามัย คงเป็นที่ชัดเจนแล้ว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนเป็นแน่แท้ ทางออกเดียวของรัฐบาลตอนนี้คือการรณรงค์ให้ปฏิบัติตามแนวทางของ WHO ว่าถ้าไม่ป่วย ไม่มีอาการ หรือไม่เสี่ยง ก็ไม่ต้องใส่ เพื่อให้มีสินค้ามากเพียงพอสำหรับผู้ที่จำเป็น ได้แก่ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์
 
นายธนาธร ระบุว่า สำหรับประชาชน 
 
1. เริ่มใช้มาตรการ Social Distancing หรือ การรักษาระยะห่างทางสังคมอย่างเป็นทางการ ลดละและหลีกเลี่ยงการพบปะผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ หากจำเป็นต้องพบเจอก็ต้องรักษาระยะห่างและรักษาความสะอาดตลอดเวลา 
 
2. ศึกษาและใช้มาตรการ Self-quarantine หรือ การกักตนเองอย่างจริงจังเมื่อพบว่าตัวเองเป็นกลุ่มเสี่ยงหรือใกล้ชิดผู้ติดเชื้อก่อนหน้านี้ 
 
3. ไม่จำเป็นต้องกักตุนสินค้า แต่ต้องลดความถี่ในการไปจับจ่ายใช้สอยลง เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ 
 
4. เนื่องจากสถานการณ์ข้อจำกัดทางด้านบุคลากรและทรัพยากรบางประการทำให้การตรวจไม่เป็นไปอย่างกว้างขวางและจำนวนมากเท่าที่ควรจำเป็น
 
นายธนาธร ระบุอีกว่า  
 
5. โควิด-19 ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างเดียว แต่ยังส่งผลรุนแรงต่อการทำมาหากินของประชาชนด้วย ดังนั้น หากเป็นไปได้ ก็ต้องช่วยอุดหนุนสินค้าบริการของประชาชนด้วยกันเองก่อนที่จะไปอุดหนุนกลุ่มทุนใหญ่ 
 
6. ผมไม่สามารถพูดได้ว่า “ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก” เพราะคนเราจะตระหนกหรือไม่นั้นเป็นเรื่องส่วนตัวของบุคคลในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร แต่สำหรับตนการที่เราจะใช้มาตรการเข้มงวดจริงจังตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้นน่าจะเป็นผลดีมากกว่าในการควบคุมไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปจนเราควบคุมไม่อยู่  ดังนั้นมาตรการเหล่านี้ หากเราใช้อย่างจริงจังล่วงหน้าไปเลย น่าจะดีกว่าที่เราจะมาเสียใจในภายหลัง.
 
https://www.facebook.com/ThanathornOfficial/photos/a.384655255271488/811723129231363/
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่