หยดหมึก...สอนใจ ในวันแห่งความรัก
ย้อนหลังก่อนหน้านี้ มีเหตุที่ทำให้ตกใจมากกกก จนรู้สึกเหมือนว่าใจ ตกลงไปอยู่ที่ ตาตุ่ม
เหตุเกิดจากความสะเพร่าของตนเอง ที่ไม่ได้ตรวจดูสิ่งของที่ตกค้างอยู่ในเสื้อผ้า ก่อนที่จะนำผ้า. ลงซักในถัง
รู้ตัวอีกที คือตอนที่เก็บผ้า แล้วพบว่า เครื่องแบบของสามีบริเวณกระเป๋าเสื้อ มีรอยเปื้อนหมึก เป็นวงกว้างงงงงง อย่างชัดเจน (เหตุเพราะ ไม่ได้นำปากกา ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ)
ที่เลวร้ายไปกว่านั้น คือ เสื้อตัวที่เปื้อนหมึกนี้ เป็นชุดเครื่องแบบ. ที่เพิ่งสั่งตัดและได้รับมาใหม่ๆ สดๆ ร้อนๆ ใส่ไปได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ตอนนั้นรู้เลยว่า งานเข้าแล้ว (ตรู) เตรียมตัวหูชาได้เลย (เพราะหากเป็นตัวเอง ก็คงจะบ่นเป็นมหากาพย์ ต่อเนื่องเป็นแรมเดือน)
ตอนนั้น รู้สึกว่า ตนเองเหมือนนักโทษรอคำพิพากษา ไม่กล้าเดินเข้าไปสารภาพผิดด้วยตัวเอง แต่หากศาลพบการกระทำความผิด ก็พร้อมยอมรับโทษโดยดุษฎี
จนนาทีแห่งการตัดสินโทษมาถึง สามีเดินเข้ามาในห้อง และมองไปที่เสื้อของกลางที่แขวนอยู่ (อย่างโดดเด่น)
เนื่องจาก สายตาเรา👁👁จ้องอยู่ที่เขาตลอดเวลา จึงเห็นปฏิกิริยาทุกอย่างที่เกิดขึ้น เริ่มจากการขมวดคิ้ว แล้วจ้องไปที่รอยหมึกที่เปื้อน จากนั้น ก็ตามมาด้วยการถอนหายใจ แล้วหันมาพูดในระดับเสียงปกติ ด้วยประโยค...หยุดโลก ว่า
“ครั้งหน้าตอนซักผ้า ก็ระวังหน่อยนะคุณ” พูดจบแล้วก็เดินไปทำอย่างอื่นต่อ
โอ้... แม่เจ้า อันนี้เราหูฝาดไปหรือเปล่า หรือว่าก่อนหน้านี้สามีล้มหัวฟาด จนเกิดภาวะสูญเสียความเป็นตัวตนไปชั่วคราว
จำได้ว่าตัวเอง ทำตัวเหมือนคนโรคจิต ที่โหยหาคำด่า ยังเดินไปตามตื้อและถามว่า “ไม่ด่าเหรอ” สามีหันกลับมา แล้วตอบว่า
“ของมันผิดพลาดไปแล้ว ด่าไปก็ไม่มีประโยชน์ พยายามอย่าให้เกิดขึ้นอีกละกันนะครับ” โอ้ ผู้ชายคนนี้ ใจหล่อมากกกกกกก
หลังจากนั้น ตนเองก็พยายามค้นคว้าหาวิธีการต่างๆ เพื่อจัดการกับคราบหมึก แต่ไม่ว่าวิธีไหน ก็ทำได้เพียง. ทำให้หมึกเจือจางลงบ้างเล็กน้อยเท่านั้น
ในเวลานั้น รู้สึกผิดมาก ได้แต่บอกกับตัวเองว่า “ฉันจะไม่ทำผิดพลาดซ้ำแบบเดิมอีก” และแน่นอนว่า สามีก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องหมึกที่เปื้อนเสื้ออีกเลย.
.
.
.
จากวันเกิดเหตุ ผ่านมาได้ประมาณ 3-4 เดือน ระหว่างที่รีดเครื่องแบบให้สามี พบว่าเสื้อตัวที่เคยเปื้อนหมึกนั้น ตอนนี้...เอี่ยมสะอาด ไม่เห็นร่อยรอยของ “หยดหมึก” ที่เคยเลอะเปื้อน...แม้แต่นิดเดียว
จึงมานั่งคิดว่า หากวันนั้น...เหตุการณ์กลับกัน สามีตำหนิว่ากล่าวเราอย่างรุนแรง หยดหมึกที่...เปื้อนเสื้อ ก็คงลามมา...เปื้อนใจ
เพราะเราคงเสียใจและนึกตัดพ้อว่า. ช่วงเวลา 21 ปี ที่ใช้ชีวิตคู่ ร่วมกันมา. เราซักเสื้อผ้าให้เขามาไม่รู้กี่พันชิ้น ชดเชยกับการทำผิดพลาดเพียงครั้งเดียว ไม่ได้เชียวหรือ
ในวันนี้... นอกจาก เสื้อจะไม่เปื้อนหมึกอีกแล้ว ใจของเรา...ก็เต็มตื้น ไปด้วยความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกัน
เคยมีคนกล่าวไว้ว่า... เมื่อคู่ชีวิต ใช้เวลาอยู่ด้วยกันนานๆๆ.
ความตื่นเต้น ความหวานชื่น ราวกับมีผีเสื้อ กระพือปีกอยู่ในท้อง. จะค่อยๆเจือจางลงเรื่อยๆ. เหลือเพียงความผูกพันตามกาลเวลาและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เคยก้าวผ่าน มาด้วยกัน
ดังนั้น.....ในเรื่องราวของ...ความรัก
การบอก...รัก. จึงสำคัญพอๆกับการกล่าวคำว่า “ขอโทษ” และ “การให้อภัย”
“ความรัก” ไม่ว่าเกิดกับใคร สิ่งใด หรืออะไร ก็ตาม. ล้วนแล้วแต่ทำให้โลกใบนี้ งดงาม ขึ้นอีกมากมาย
ขอให้ความรักอบอวล. อยู่ในหัวใจ ของทุกๆท่าน นะคะ
Happy Valentine’s Day
หยดหมึกสอนใจ ในวันแห่งความรัก
ย้อนหลังก่อนหน้านี้ มีเหตุที่ทำให้ตกใจมากกกก จนรู้สึกเหมือนว่าใจ ตกลงไปอยู่ที่ ตาตุ่ม
เหตุเกิดจากความสะเพร่าของตนเอง ที่ไม่ได้ตรวจดูสิ่งของที่ตกค้างอยู่ในเสื้อผ้า ก่อนที่จะนำผ้า. ลงซักในถัง
รู้ตัวอีกที คือตอนที่เก็บผ้า แล้วพบว่า เครื่องแบบของสามีบริเวณกระเป๋าเสื้อ มีรอยเปื้อนหมึก เป็นวงกว้างงงงงง อย่างชัดเจน (เหตุเพราะ ไม่ได้นำปากกา ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ)
ที่เลวร้ายไปกว่านั้น คือ เสื้อตัวที่เปื้อนหมึกนี้ เป็นชุดเครื่องแบบ. ที่เพิ่งสั่งตัดและได้รับมาใหม่ๆ สดๆ ร้อนๆ ใส่ไปได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ตอนนั้นรู้เลยว่า งานเข้าแล้ว (ตรู) เตรียมตัวหูชาได้เลย (เพราะหากเป็นตัวเอง ก็คงจะบ่นเป็นมหากาพย์ ต่อเนื่องเป็นแรมเดือน)
ตอนนั้น รู้สึกว่า ตนเองเหมือนนักโทษรอคำพิพากษา ไม่กล้าเดินเข้าไปสารภาพผิดด้วยตัวเอง แต่หากศาลพบการกระทำความผิด ก็พร้อมยอมรับโทษโดยดุษฎี
จนนาทีแห่งการตัดสินโทษมาถึง สามีเดินเข้ามาในห้อง และมองไปที่เสื้อของกลางที่แขวนอยู่ (อย่างโดดเด่น)
เนื่องจาก สายตาเรา👁👁จ้องอยู่ที่เขาตลอดเวลา จึงเห็นปฏิกิริยาทุกอย่างที่เกิดขึ้น เริ่มจากการขมวดคิ้ว แล้วจ้องไปที่รอยหมึกที่เปื้อน จากนั้น ก็ตามมาด้วยการถอนหายใจ แล้วหันมาพูดในระดับเสียงปกติ ด้วยประโยค...หยุดโลก ว่า
“ครั้งหน้าตอนซักผ้า ก็ระวังหน่อยนะคุณ” พูดจบแล้วก็เดินไปทำอย่างอื่นต่อ
โอ้... แม่เจ้า อันนี้เราหูฝาดไปหรือเปล่า หรือว่าก่อนหน้านี้สามีล้มหัวฟาด จนเกิดภาวะสูญเสียความเป็นตัวตนไปชั่วคราว
จำได้ว่าตัวเอง ทำตัวเหมือนคนโรคจิต ที่โหยหาคำด่า ยังเดินไปตามตื้อและถามว่า “ไม่ด่าเหรอ” สามีหันกลับมา แล้วตอบว่า
“ของมันผิดพลาดไปแล้ว ด่าไปก็ไม่มีประโยชน์ พยายามอย่าให้เกิดขึ้นอีกละกันนะครับ” โอ้ ผู้ชายคนนี้ ใจหล่อมากกกกกกก
หลังจากนั้น ตนเองก็พยายามค้นคว้าหาวิธีการต่างๆ เพื่อจัดการกับคราบหมึก แต่ไม่ว่าวิธีไหน ก็ทำได้เพียง. ทำให้หมึกเจือจางลงบ้างเล็กน้อยเท่านั้น
ในเวลานั้น รู้สึกผิดมาก ได้แต่บอกกับตัวเองว่า “ฉันจะไม่ทำผิดพลาดซ้ำแบบเดิมอีก” และแน่นอนว่า สามีก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องหมึกที่เปื้อนเสื้ออีกเลย.
.
.
.
จากวันเกิดเหตุ ผ่านมาได้ประมาณ 3-4 เดือน ระหว่างที่รีดเครื่องแบบให้สามี พบว่าเสื้อตัวที่เคยเปื้อนหมึกนั้น ตอนนี้...เอี่ยมสะอาด ไม่เห็นร่อยรอยของ “หยดหมึก” ที่เคยเลอะเปื้อน...แม้แต่นิดเดียว
จึงมานั่งคิดว่า หากวันนั้น...เหตุการณ์กลับกัน สามีตำหนิว่ากล่าวเราอย่างรุนแรง หยดหมึกที่...เปื้อนเสื้อ ก็คงลามมา...เปื้อนใจ
เพราะเราคงเสียใจและนึกตัดพ้อว่า. ช่วงเวลา 21 ปี ที่ใช้ชีวิตคู่ ร่วมกันมา. เราซักเสื้อผ้าให้เขามาไม่รู้กี่พันชิ้น ชดเชยกับการทำผิดพลาดเพียงครั้งเดียว ไม่ได้เชียวหรือ
ในวันนี้... นอกจาก เสื้อจะไม่เปื้อนหมึกอีกแล้ว ใจของเรา...ก็เต็มตื้น ไปด้วยความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกัน
เคยมีคนกล่าวไว้ว่า... เมื่อคู่ชีวิต ใช้เวลาอยู่ด้วยกันนานๆๆ.
ความตื่นเต้น ความหวานชื่น ราวกับมีผีเสื้อ กระพือปีกอยู่ในท้อง. จะค่อยๆเจือจางลงเรื่อยๆ. เหลือเพียงความผูกพันตามกาลเวลาและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เคยก้าวผ่าน มาด้วยกัน
ดังนั้น.....ในเรื่องราวของ...ความรัก
การบอก...รัก. จึงสำคัญพอๆกับการกล่าวคำว่า “ขอโทษ” และ “การให้อภัย”
“ความรัก” ไม่ว่าเกิดกับใคร สิ่งใด หรืออะไร ก็ตาม. ล้วนแล้วแต่ทำให้โลกใบนี้ งดงาม ขึ้นอีกมากมาย
ขอให้ความรักอบอวล. อยู่ในหัวใจ ของทุกๆท่าน นะคะ
Happy Valentine’s Day