ภาวะซึมเศร้าวิตกกังวล ชีวิตวัยรุ่นเรียนดีหลังจบม.6(มาแล้ว3ปี)สับสนกับเส้นทางชีวิต เมื่อมหาลัยไม่ใช่ทุกอย่างแล้ว

อาจจะยาวหน่อยนะคะ จะเรียกได้ว่าเราขอใช้ช่องทางนี้ระบายความรู้สึกนี้เลยก็ได้

เราเป็นเด็กที่เรียนไกลบ้านมาโดยตลอด ทั้งม.ต้นและม.ปลาย(ม.ต้นเรียนรรประจำม.ปลายเรียนที่โรงเรียนประจำจังหวัดที่ไม่ใช่จังหวัดที่บ้านเรา)

เราเป็นเด็กที่จัดว่าเรียนในเกณฑ์ดีมากๆคนนึง(เฉลี่ยสะสม3.92 ปซทที่95.16) ยอมรับเลยว่าตัวเอง ตั้งใจเรียน ม.ปลายเราอยู่หอเนื่องจากมาเรียนจากตจว ไม่เคยออกนอกลู่นอก พ่อแม่เลยค่อนข้างวางใจค่ะ

ตลอดทั้งม.ต้นม.ปลายด้วยความเป็นคนที่มีความมั่นใจสูงมากๆ เลยค่อนข้างมีสังคมทั้งเพื่อนๆและคุณครู ตอนนั้นมีความสุขมากๆเลย

และเรามีความคาดหวังอย่างนึงคือเราอยากเป็นหมอค่ะ ตอนนั้นรู้แค่เราชอบช่วยเหลือคนมาก เราถนัดวิชาหลักทุกวิชา(ฟิสิกส์ เคมี ชีว คณิต อังกฤษ)ไม่ได้โดดเด่นนะคะ แค่ถือว่าสามารถทำให้ดีได้ในระดับนึง ซึ่งตรงนี้เราเต็มที่เพื่อใช้ในการสอบเข้าได้

แต่ผลปรากฎว่าเราคะแนนไม่ถึงหมอค่ะ
ตอนนั้นคือเรามุ่งเเค่หมอเลยคะแนนดันไม่ได้ เราเลยไม่เอาไรซักอย่างเลยค่ะ โทรบอกคุณพ่อคุณแม่ว่า ขอซิ่วนะคะ อยากสอบหมอให้ได้
คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ว่าอะไรค่ะ เพราะอย่างที่บอกท่านรู้ว่าเราเป็นคนมุ่งมั่นมาก ท่านเลยไม่ขัดแถมสนับสนุนเต็มที่ ตอนนั้นคือดีใจที่เกิดมาในครอบครัวนี้มากค่ะ
แต่ทุกอย่างกลับไม่ใช่แบบนั้นเลย
มันพังหมดตั้งแต่เรากลับมาที่บ้านเพื่ออ่านหนังสือสอบอีกปี

จริงเราไม่อยากลงรายละเอียดลึกมากเพราะตอนพิมคือนึกถึงช่วงเวลานั้นคือมันโหดร้ายมากๆ จริงเรื่องนี้เราได้เล่าให้แค่เพื่อนสนิทของเราบางคนฟังเท่านั้นมันแย่มากๆ

เรากลับมาในการซิ่วปีแรก เราพบว่าการที่เราไม่ค่อยได้อยู่บ้านนั้นเนี่ยมันทำให้เราไม่ได้เจอกับปัญหาครอบครัวอะไรเลย ทั้งพ่อแม่ทะเลาะกันแบบรุนแรงเพราะปัญหาเรื่องผู้หญิง น้องชายเรา(ห่างกัน2ปี)ที่มีพฤติกรรมรุนแรงกับแม่มาก
(สาเหตุบางอย่างมาจากน้องไม่ปกติอยู่แล้วค่ะเป็นLD แล้วคุณพ่อเราก็ติดผู้หญิง มีปัญหาย่อยๆอีก
แม่เราเลี้ยงลูกคนเดียว รับภาระอารมณ์วัยรุ่น เอาง่ายๆคือมันเป็นปมมาโดยตลอด เราแค่โชคดีที่เราได้มาใช้ชีวิตข้างนอกค่ะ)
มันแย่มากนะที่ต้องอ่านหนังสือทั้งๆที่สถานการณ์ในบ้านมีแต่คำด่าทอ ทุกอย่างที่เราคิดว่าเราเกิดมาดีมากๆ ครอบครัวเราอบอุ่น มันไม่ใช่เลยค่ะ กลายเป็นว่าเราหลอกตัวเองหมดเลย (แค่พิมพ์เรายังจุกๆอกแล้ว) ขอไม่ลงรายละเอียดนะคะ เราไม่ไหวจริงๆ

ด้วยสาเหตุทั้งหมดมันทำให้เราซิ่วไม่ติดในปีแรกค่ะ

แม่เราก็แบบมาปลอบละเข้าใจว่าเราไม่ได้เต็มที่เลยกับการสอบครั้งนี้ แม่เราให้โอกาสอีกปีค่ะ เพราะถ้าจะเรียนอะไรก็ได้เราไม่ใช่คนแบบนั้นเลย เรามุ่งมาแค่นี้ค่ะ

เราก็โอเคซิ่วปีที่สอง  
คราวนี้พ่อเราตรวจเจอมะเร็งลำไส้ค่ะ เหตุการณ์ในการซิ่วปีนี้คือ เราอ่านหนังสือไปด้วยต้องดูแลพ่อไปด้วย คีโม ฉายแสง เราต้องผลัดกันดูแลกับแม่ แต่ส่วนใหญ่เป็นเราค่ะเพราะแม่ต้องทำงาน น้องชายคนเดียวของเราก้าวร้าวหนักมาก ไม่สนอะไรทั้งนั้น แม่อ้อนวอนให้ช่วยดูแลพ่อหน่อยเพื่อเราจะได้อ่านหนังสอบก็ไม่ยอมค่ะ  อยู่บ้าน ไม่ไปเรียน ประชดประชันทุกอย่าง ตอนนั้นน้องเราอยู่ม.6ค่ะ แม่ก็ถามว่าจบไปจะเรียนอะไรน้องคือประชด ด่าทอ ไม่เอาอะไรทั้งนั้น
เราเลยต้องแบกข้อสอบเก่า ไปนั่งทำที่รพตลอด
เอาง่ายๆช่วงผ่าตัดไม่ได้นอนครบ3ชมซักวันเลยค่ะ

และแล้วก็ตามคาด เราซิ่วไม่ติดหมอปีที่2

ช่วงนั้นเราเครียดมากๆคือตั้งแต่เราจบม.6มา เราไม่ได้เต็มที่กับการอ่านเลย สภาพจิตใจแย่มาก
ปัญหาครอบครัวมันลามว่าเรื่อยๆจุดแตกหักคือเราทะเลาะกับน้องชาย เพราะน้องชายทำร้ายร่างกายแม่ค่ะ

ตอนนั้นเราคิดแค่ว่าคนนี้ไม่ใช่น้องชายเราแล้ว เรารับไม่ได้เลย แม่เราเลยจะให้โอกาสเราอ่านหนังสือสอบอีกปีและไม่ต้องอยู่บ้าน เพราะบ้านมันไม่น่าอยู่ คือตั้งแต่1-2ปีนั้นเราร้องไห้ทุกคืน อ่านไปร้องไป พยายามไปอ่านข้างนอก เราก็หน่วงจนน้ำตาไหล เราเลยโอเค
มาเช่าหออยู่ข้างนอกเรียนพิเศษ
ตัดขาดพ่อ ไม่ให้คุย ไม่ให้โทรหา(เพราะตอนนั้นพ้นช่วงผ่าตัดแล้วค่ะ ใช้ถุงหน้าท้องแล้วไม่ได้อยู่รพ) พ่อเราไม่อยู่บ้านนะคะ ด้วยสาเหตุที่บอกไปข้างต้น

เราก็ตั้งใจอ่านหนังสืออย่างเดียวเลย มีแม่แวะมาหาบ้าง ตอนนั้นเราคิดแค่ว่าเราต้องสอบให้ได้ เราต้องมีความสุขให้ได้ พยายามคิดเรื่องที่บ้านให้น้อยที่สุดจะได้ไม่หน่วง

หลังจากเราออกมาอยู่ข้างนอกได้3เดือน
น้องชายเราฆ่าตัวตายค่ะ

พ่อแม่เราสติหลุดมาก  จากที่พ่อเราชอบว่าแม่ชอบเบลมแม่อยู่แล้ว คือว่าแม่ในงานเลยค่ะ ว่าแม่เราทำให้น้องตาย
เราไม่ไหวเลยพูดกลับไปว่า เป็นความรับผิดชอบร่วมกันในการเลี้ยงลูก แต่ตัวเองไม่เลี้ยง กล้าว่าคนอื่นได้ยังไง
นั่นแหละค่ะจุดแตกหักอีกรอบ พ่อเราไม่เข้าบ้านเลยตั้งแต่วันนั้นเราก็ไม่คุยค่ะ เราเกลียดมากๆ

หลังจากนั้นอีกไม่กี่เดือนมะเร็งลำไส้พ่อเราลามมาที่ตับค่ะ ระยะสุดท้ายแล้วนั่นเอง เรากับเเม่ก็ต้องวนๆดูแลผู้ป่วยติดเตียง อย่าว่าแต่เวลาอ่านหนังสือเลยค่ะเวลานอนยังไม่มี เราเครียดมากๆจนต้องหาจิตแพทย์ เหตุการณ์น้องชายมันแอบบเป็นทริคเกอร์เรานิดนึงว่าถ้าเราไม่ตื่นมาใช้ชีวิตในวันพรุ่งนี้ เราก็จะไม่เครียด ไม่ร้องไห้ใช่มั้ย

เราอยู่กับความรู้สึกนี้มาหลายเดือนจนกระทั่ง พ่อเราเสียค่ะ(เสียวันปีใหม่ที่พึ่งผ่านมานี้เอง)เท่ากับว่าตอนนี้เรามีแค่แม่แล้ว แม่เราก็ให้เราอยู่ข้างนอกอยู่นะคะ เพราะเราไม่อยากกลับไปที่นั่นอีกแล้ว จะว่าเราเห็นแก่ตัวก็ได้ค่ะ กลัวแม่เหงานะคะแต่เราก็ไม่ไหวเหมือนกัน
แม่เราอาศัยอยู่กับป้าค่ะตอนนี้เราเลยสบายใจนิดนึง จริงๆเราก็ห่วงแกนะ

พอเรื่องพ่อเสร็จแทนที่เราจะแบบแฮปปี้ มันดันดาวน์มากๆ เราสอบสนามแรกกสพทปลายกุมภานี้ค่ะ จิตใจมันไม่อยากสอบเลย  ไม่อยากเรียนแล้วหมอ เพราะสิ่งที่ทำอยู่ไม่มีความสุขเลย

เราอยากใช้ชีวิตค่ะเพราะ2-3มานี้เราไม่มีความสุขเลย ร้องไห้ทุกครั้งที่ความรู้สึกตอนนั้นมันแว้บเข้ามา


ตอนนี้บ้านไม่มีให้เรากลับแล้ว มีคุยกับคุณแม่บ้างค่ะ
แต่ยอมรับว่าคุยไม่ค่อยรู้เรื่องและไม่สนิทกันเหมือนแต่ก่อนแล้ว

เราอยากทำงาน ทำธุรกิจเป็นของตัวเองค่ะ
ตอนนี้คิดออกเเล้วนะคะว่าอยากทำอะไร

คิดว่ามันดีมั้ยคะที่จะไม่สอบมหาลัยแล้วออกมาหาเงินด้วยช่องทางอื่นที่เราน่าจะมีความสุข ความรู้สึกตอนนี้มันไม่มีความสุขกับการเรียนเหมือนแต่ก่อนเลย
เราไม่อยากกลับไปเดินเส้นทางเดิม ถ้าจะฝืนเรียนอะไรก็ได้ตามคณะที่มีเราไม่โอเคเลยค่ะ(เพราะคะแนนไม่น่าจะโอ เรารู้ประสิทธิภาพการสอบของตัวเราแหละว่าได้แค่ไหน)

อาจจะต้องกลับไปคุยกับแม่เรื่องทุนมั้ย รึ หาเองดี
ขอคำแนะนำด้วยนะคะ

เราอาจจะพิมพ์ลนๆเพราะก็ตีสองกว่าแล้ว
ใครแนะนำได้ก็รบกวนด้วยนะคะ

ส่วนถ้าใครจะว่าเราเห็นแก่ตัว ไม่สงสารแม่ ขอความกรุณาตำหนิในใจไปนะคะ ที่เราต้องพูดแบบนี้เพราะเราไม่ไหวกับการอ่านอะไรลบๆจริงๆ แค่ที่เราทำๆอยู่แบบนี้ญาติๆก็ว่าเราต่างๆนาๆแล้ว ขอรบกวนด้วยนะคะ

เราแต่ต้องการคำแนะนำดีๆ และกำลังใจเล็กน้อยๆค่ะ

ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบนะคะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่