สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 9
Melissa Reddy กับข้อเรียกร้องของ Solskjaer ต่อบอร์ดยูไนเต็ด, ขอเวลาให้เขาทำทีมเหมือนที่ Klopp ได้รับที่ลิเวอร์พูล
ทำไม Jürgen Klopp ถึงได้รับเวลาให้ทำทีมแม้ในยามที่ผลงานกระท่อนกระแทน? ผลงานของเขาที่ไมนซ์และดอร์ทมุนด์ไง ที่เป็นหลักฐานที่เกิดขึ้นจริงของการลงมือสร้างทีมในแบบที่พึ่งพาตัวเองได้ และสามารถประสบความสำเร็จส่งผลอย่างต่อเนื่องในระยะยาว นั่นเป็นงานที่ได้สร้างทั้งภาพอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ในสนาม, ความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกันในทุกส่วน, มีการพัฒนาทั้งบรรดาผู้เล่น, และวัฒนธรรมของสโมสร
ก่อนจะได้ตัว Klopp, ลิเวอร์พูลเองก็ทำการบ้านศึกษา Klopp มาอย่างดี, พวกเขาเตรียมเอกสารความหนา 60 หน้าเกี่ยวกับ Klopp, ทุกอย่างตั้งแต่รายละเอียดเซสชั่นการฝึกซ้อม จนถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสต๊าฟ, ให้ FSG ได้ศึกษาอย่างรอบคอบล่วงหน้า 4 ชั่วโมงก่อนที่พวกเขาจะเจอ Klopp การพูดคุยครั้งนั้นจึงเป็นไปแบบ "เนื้อล้วน" ในเรื่องที่ทุกฝ่ายรู้รายละเอียดกันเป็นอย่างดี เข้าใจตรงกันในทุกเรื่อง จากนั้น, เขาก็ไปที่นั่น (รับงานที่ลิเวอร์พูล), เริ่มทำงานในแบบที่สโมสรต้องการ และทำได้อย่างดีเยี่ยม
จริงๆแล้วลิเวอร์พูลได้พัฒนาโครงสร้างการทำงานที่ดีอยู่หลังฉากตั้งแต่แรกแล้ว, แต่ขาดบุคลากรที่จะกระตุ้น ขับเคลื่อน และยกระดับมัน, เมื่อ Klopp เข้ามา, เขาก็ทำงานกับเจ้าของทีมชุดเดิมและ Transfer Committee ชุดเดิม (กับผู้จัดการทีมคนก่อนหน้านั้น) ที่ตอนนั้นดูเหมือนเป็นหนึ่งในปมปัญหา แต่ตอนนี้ได้รับการยอมรับว่าโดดเด่นเป็นไฮไลท์ของวงการ...Klopp เข้ามาและได้ทำสิ่งต่างๆให้ดีขึ้น และได้รับความรับผิดชอบที่มากขึ้นด้วย
ในสองสามเดือนแรก, Klopp เริ่มเพาะสร้างสไตล์การเล่นที่น่าจดจำ และพาทีมเช้าชิงได้ 2 รายการ ในการคุมทีมเต็มซีซั่นครั้งแรก, เขาคว้าโควต้าแชมเปี้ยนส์ลีกมาได้ จากนั้นก็เป็นการเข้าชิงแชมเปี้ยนส์ลีกสองปีติดต่อกัน, คว้าแชมป์ได้ที่มาดริด พร้อมๆกับ 97 คะแนนในลีก ตามมาด้วยถ้วย Super Cup และ Club World Cup, ตอนนี้ทำทีมคว้า 67 คะแนนจาก 69 คะแนนเต็ม...ทั้งหมดที่ว่านี้ไม่ใช่ผลผลิตของการให้เวลาแบบสักแต่ว่า "ให้เวลา"
คุณแผ้วถางเส้นทางสู่ความสำเร็จได้, ถ้าคุณให้เวลากับคนที่ถูกต้อง, ภายใต้โครงสร้างที่ถูกต้อง, การผ่าตัดทีม (เน้นที่ทัศนคติและทักษะการเล่นมากกว่าชื่อเสียง) และปรัชญา " 'one club, one vision: การปลูกฝังวิสัยทัศน์ร่วมกันทั้งสโมสร' ที่นั่น, แม้จะทำได้ขนาดนั้นแล้วก็ตาม, พวกเขาก็ยังคงมองหาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนือ่ย ถึงแง่มุมที่สามารถพัฒนาได้กันอยู่เรื่อยๆอยู่เลย (ตัวอย่างเช่น การปรับปรุงการเล่นเซ็ทพีซ เป็นต้น)
มันจะมีความเห็นแบบ--ลิเวอร์พูลชนะได้ก็เพราะซื้อโกล์และเซนเตอร์แบ็คระดับโลกมานั่นแหละ--นั่นเป็นความเห็นที่สักแต่พูดออกมา โดยไม่ผ่านความรู้เลยว่า พวกเขาไปถึงจุดที่เอาชนะคู่แข่งรายอื่นๆในการคว้าตัวสองคนนี้มาได้อย่างไร, ไม่เคยมองเลยว่าพวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงมุมมองของผู้เล่นเป้าหมายที่มีต่อสโมสรได้อย่างไร, หรือแม้แต่การเปลี่ยนค่าตัว Coutinho มาลงทุนเป็นผู้เล่นใหม่ ว่าเป็นการทำธุรกิจที่ชาญฉลาดขนาดไหน
การให้เหตุผลแค่ว่า "ให้เวลาผมเพราะดูสิ่งที่เกิดขึ้นที่นั่นสิ" เป็นอะไรที่ไร้สาระมาก การเป็นคนได้รับความนิยมอย่างเดียวไม่ได้เป็นการเริ่มต้นสร้างอะไรอย่างหนักแน่นจริงจัง คุณไม่สามารถยกภาพสภานการณ์ของคุณไปเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับสโมสรอื่นได้หรอก, เพราะมันเป็นอะไรที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก ทำไมคุณไม่วัดระดับความอดทนในสถานการณ์ของคุณ โดยอิงตามสิ่งที่คุณได้ทำมาแล้วและสามารถทำได้ต่อในอนาคต?
การมีผู้จัดการทีมชั้นยอด, คนที่เข้ากับทีมได้อย่างถูกต้อง, พร้อมแผนร่างการทำทีมระยะยาวที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่าทำไดจริง คือการสร้างความแตกต่างที่ชัดเจน: .ในแง่ของผู้เล่นเป้าหมายที่คุณสามารถใช้ดึงดูดใจพวกเขาได้, ปรับปรุงภาพลักษณ์ของสโมสรใหม่ได้, สร้างความเชื่อให้กับบรรดาผู้เล่น สต๊าฟ และแฟนๆได้ มันสามารถนำไปสู่ปรับถ่ายและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโดยรวมได้
แต่มันไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องของผู้จัดการทีมคนนึง, อย่างที่เพิ่งอธิบายไป, เท่านั้น ตัวอย่างเช่น ลิเวอร์พูลยังมีตัวละครอื่นที่สำคัญ อยางเช่น คุณ Michael Edwards ที่สรรสร้างงานที่น่าเหลือเชื่อออกมา, ในฐานะ sporting director ของทีม ในขณะที่แมนยูไนเต็ดยังขาดตัว director of football (ตำแหน่งเดียวกันแต่คนละชื่อ) ที่พวกเขาตัองการมาตั้งแต่สิงหาคม 2018 โดยไม่เคยให้เหตุผลจริงๆเลยว่าถึงป่านนี้แล้วทำไมยังไม่มี
แมนยูไนเต็ดดูเหมือนสโมสรที่เจ้าของทีมสนใจแต่เรื่องการลงทุน/กำไรมากกว่าเรื่องความก้าวหน้าในสนาม คนที่ไม่มี่แผนระยะยาวที่จะรองรับผลกระทบหลังยุค Fergie, ใช้จ่ายเงินมากมาย (เกือบๆ 900 ล้านปอนด์นับจากซัมเมอร์ปี 2013) ไปอย่างโง่ๆ มีโครงสร้างสโมสรที่ก่อให้เกิดคำถามมากมาย, ไม่มี DoF ที่เชี่ยวชาญจริงๆ แถมยังมี out-of-depth manager: ผู้จัดการทีมพื้นๆ อยู่คนนึง
เวลาอย่างเดียวไม่มีทางแก้ไขอะไรที่กล่าวมาข้างต้นได้หรอก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ควรจะมอบเวลาให้กับคนที่ไม่ใช่, ภายใต้โครงสร้างการทำงานที่ผิด (ถึงแม้ว่าจะมีเจตนาความมุ่งมั่นที่ดีก็ตาม)
https://www.facebook.com/ningming.lfc/posts/2762282853862506?__tn__=K-R
https://twitter.com/MelissaReddy_/status/1220733542960902145?s=20&fbclid=IwAR34gD6vQFEG6VycXbfFN4H-oRlyweg_FJQDOrSSTxRQ8SVv1pcVEfYCRe8
ทำไม Jürgen Klopp ถึงได้รับเวลาให้ทำทีมแม้ในยามที่ผลงานกระท่อนกระแทน? ผลงานของเขาที่ไมนซ์และดอร์ทมุนด์ไง ที่เป็นหลักฐานที่เกิดขึ้นจริงของการลงมือสร้างทีมในแบบที่พึ่งพาตัวเองได้ และสามารถประสบความสำเร็จส่งผลอย่างต่อเนื่องในระยะยาว นั่นเป็นงานที่ได้สร้างทั้งภาพอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ในสนาม, ความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกันในทุกส่วน, มีการพัฒนาทั้งบรรดาผู้เล่น, และวัฒนธรรมของสโมสร
ก่อนจะได้ตัว Klopp, ลิเวอร์พูลเองก็ทำการบ้านศึกษา Klopp มาอย่างดี, พวกเขาเตรียมเอกสารความหนา 60 หน้าเกี่ยวกับ Klopp, ทุกอย่างตั้งแต่รายละเอียดเซสชั่นการฝึกซ้อม จนถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสต๊าฟ, ให้ FSG ได้ศึกษาอย่างรอบคอบล่วงหน้า 4 ชั่วโมงก่อนที่พวกเขาจะเจอ Klopp การพูดคุยครั้งนั้นจึงเป็นไปแบบ "เนื้อล้วน" ในเรื่องที่ทุกฝ่ายรู้รายละเอียดกันเป็นอย่างดี เข้าใจตรงกันในทุกเรื่อง จากนั้น, เขาก็ไปที่นั่น (รับงานที่ลิเวอร์พูล), เริ่มทำงานในแบบที่สโมสรต้องการ และทำได้อย่างดีเยี่ยม
จริงๆแล้วลิเวอร์พูลได้พัฒนาโครงสร้างการทำงานที่ดีอยู่หลังฉากตั้งแต่แรกแล้ว, แต่ขาดบุคลากรที่จะกระตุ้น ขับเคลื่อน และยกระดับมัน, เมื่อ Klopp เข้ามา, เขาก็ทำงานกับเจ้าของทีมชุดเดิมและ Transfer Committee ชุดเดิม (กับผู้จัดการทีมคนก่อนหน้านั้น) ที่ตอนนั้นดูเหมือนเป็นหนึ่งในปมปัญหา แต่ตอนนี้ได้รับการยอมรับว่าโดดเด่นเป็นไฮไลท์ของวงการ...Klopp เข้ามาและได้ทำสิ่งต่างๆให้ดีขึ้น และได้รับความรับผิดชอบที่มากขึ้นด้วย
ในสองสามเดือนแรก, Klopp เริ่มเพาะสร้างสไตล์การเล่นที่น่าจดจำ และพาทีมเช้าชิงได้ 2 รายการ ในการคุมทีมเต็มซีซั่นครั้งแรก, เขาคว้าโควต้าแชมเปี้ยนส์ลีกมาได้ จากนั้นก็เป็นการเข้าชิงแชมเปี้ยนส์ลีกสองปีติดต่อกัน, คว้าแชมป์ได้ที่มาดริด พร้อมๆกับ 97 คะแนนในลีก ตามมาด้วยถ้วย Super Cup และ Club World Cup, ตอนนี้ทำทีมคว้า 67 คะแนนจาก 69 คะแนนเต็ม...ทั้งหมดที่ว่านี้ไม่ใช่ผลผลิตของการให้เวลาแบบสักแต่ว่า "ให้เวลา"
คุณแผ้วถางเส้นทางสู่ความสำเร็จได้, ถ้าคุณให้เวลากับคนที่ถูกต้อง, ภายใต้โครงสร้างที่ถูกต้อง, การผ่าตัดทีม (เน้นที่ทัศนคติและทักษะการเล่นมากกว่าชื่อเสียง) และปรัชญา " 'one club, one vision: การปลูกฝังวิสัยทัศน์ร่วมกันทั้งสโมสร' ที่นั่น, แม้จะทำได้ขนาดนั้นแล้วก็ตาม, พวกเขาก็ยังคงมองหาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนือ่ย ถึงแง่มุมที่สามารถพัฒนาได้กันอยู่เรื่อยๆอยู่เลย (ตัวอย่างเช่น การปรับปรุงการเล่นเซ็ทพีซ เป็นต้น)
มันจะมีความเห็นแบบ--ลิเวอร์พูลชนะได้ก็เพราะซื้อโกล์และเซนเตอร์แบ็คระดับโลกมานั่นแหละ--นั่นเป็นความเห็นที่สักแต่พูดออกมา โดยไม่ผ่านความรู้เลยว่า พวกเขาไปถึงจุดที่เอาชนะคู่แข่งรายอื่นๆในการคว้าตัวสองคนนี้มาได้อย่างไร, ไม่เคยมองเลยว่าพวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงมุมมองของผู้เล่นเป้าหมายที่มีต่อสโมสรได้อย่างไร, หรือแม้แต่การเปลี่ยนค่าตัว Coutinho มาลงทุนเป็นผู้เล่นใหม่ ว่าเป็นการทำธุรกิจที่ชาญฉลาดขนาดไหน
การให้เหตุผลแค่ว่า "ให้เวลาผมเพราะดูสิ่งที่เกิดขึ้นที่นั่นสิ" เป็นอะไรที่ไร้สาระมาก การเป็นคนได้รับความนิยมอย่างเดียวไม่ได้เป็นการเริ่มต้นสร้างอะไรอย่างหนักแน่นจริงจัง คุณไม่สามารถยกภาพสภานการณ์ของคุณไปเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับสโมสรอื่นได้หรอก, เพราะมันเป็นอะไรที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก ทำไมคุณไม่วัดระดับความอดทนในสถานการณ์ของคุณ โดยอิงตามสิ่งที่คุณได้ทำมาแล้วและสามารถทำได้ต่อในอนาคต?
การมีผู้จัดการทีมชั้นยอด, คนที่เข้ากับทีมได้อย่างถูกต้อง, พร้อมแผนร่างการทำทีมระยะยาวที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่าทำไดจริง คือการสร้างความแตกต่างที่ชัดเจน: .ในแง่ของผู้เล่นเป้าหมายที่คุณสามารถใช้ดึงดูดใจพวกเขาได้, ปรับปรุงภาพลักษณ์ของสโมสรใหม่ได้, สร้างความเชื่อให้กับบรรดาผู้เล่น สต๊าฟ และแฟนๆได้ มันสามารถนำไปสู่ปรับถ่ายและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโดยรวมได้
แต่มันไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องของผู้จัดการทีมคนนึง, อย่างที่เพิ่งอธิบายไป, เท่านั้น ตัวอย่างเช่น ลิเวอร์พูลยังมีตัวละครอื่นที่สำคัญ อยางเช่น คุณ Michael Edwards ที่สรรสร้างงานที่น่าเหลือเชื่อออกมา, ในฐานะ sporting director ของทีม ในขณะที่แมนยูไนเต็ดยังขาดตัว director of football (ตำแหน่งเดียวกันแต่คนละชื่อ) ที่พวกเขาตัองการมาตั้งแต่สิงหาคม 2018 โดยไม่เคยให้เหตุผลจริงๆเลยว่าถึงป่านนี้แล้วทำไมยังไม่มี
แมนยูไนเต็ดดูเหมือนสโมสรที่เจ้าของทีมสนใจแต่เรื่องการลงทุน/กำไรมากกว่าเรื่องความก้าวหน้าในสนาม คนที่ไม่มี่แผนระยะยาวที่จะรองรับผลกระทบหลังยุค Fergie, ใช้จ่ายเงินมากมาย (เกือบๆ 900 ล้านปอนด์นับจากซัมเมอร์ปี 2013) ไปอย่างโง่ๆ มีโครงสร้างสโมสรที่ก่อให้เกิดคำถามมากมาย, ไม่มี DoF ที่เชี่ยวชาญจริงๆ แถมยังมี out-of-depth manager: ผู้จัดการทีมพื้นๆ อยู่คนนึง
เวลาอย่างเดียวไม่มีทางแก้ไขอะไรที่กล่าวมาข้างต้นได้หรอก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ควรจะมอบเวลาให้กับคนที่ไม่ใช่, ภายใต้โครงสร้างการทำงานที่ผิด (ถึงแม้ว่าจะมีเจตนาความมุ่งมั่นที่ดีก็ตาม)
https://www.facebook.com/ningming.lfc/posts/2762282853862506?__tn__=K-R
https://twitter.com/MelissaReddy_/status/1220733542960902145?s=20&fbclid=IwAR34gD6vQFEG6VycXbfFN4H-oRlyweg_FJQDOrSSTxRQ8SVv1pcVEfYCRe8
แสดงความคิดเห็น
ทีมที่ดีเริ่มต้นที่โค้ช ความสำเร็จของลิเวอร์พูลไม่ได้อยู่ที่การให้เวลา แต่อยู่ที่คนใช้เวลา ( เนื้อหาเกี่ยวกับแมนยู )
ผมเคยนึกถึงพอช แต่ก่อนหน้านี้ผมเคยคิดว่าระดับพอชถึงไปคุมทีมใหญ่แบบแมนซิก็ไม่แน่ว่าจะประสบความสำเร็จ ต้องเลือกให้ดีๆเลย อาจจะเป็นระดับทีมชาติ ถ้าเป็นเดส์ชองไม่รู้จะเหมาะรึป่าว มีวิธีการใช้งานปอกบามั้ย ส่วนผู้บริหารผมว่าปีนี้มีการซื้อตัวที่ดีที่สุดในรอบหลายปี ถ้ามองข้ามเรี่องค่าตัวกับการเจรจาที่ช้า