รู้กันหรือไม่ เรื่องจริงที่เจ็บปวดเบื้องหลังภาพยนตร์ Avatar?

***เนื้อหาในกระทู้นี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้และนำเสนอข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เท่านั้น อาจมีการใช้สำนวนภาษาที่สื่ออารมณ์เพื่อความรู้สึกร่วมของผู้อ่าน มิได้มีเจตนาเพื่อสร้างความโกรธแค้นหรือกล่าวโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด***

---------------------------

         สำหรับคนที่เคยดูหนังเรื่อง Avatar ก็คงจะคิดว่ามันเป็นแค่หนังไซไฟ-แฟนตาซี โจมตีเผ่าต่างดาว สู้กันเอามัน แล้วก็จบไปใช่ไหมล่ะครับ?

         แต่รู้กันหรือไม่ครับว่าจริงๆ แล้ว เนื้อเรื่องทั้งหมดของหนังเรื่องนี้ล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ของโลกของเรานี่เองครับ! (พูดง่ายๆ คือสร้างจากเรื่องจริง แต่แค่ไปอิงฉากต่างดาวเท่านั้นเอง) และมันก็ยังเป็นเรื่องจริงที่แสนเจ็บปวดมากๆ เสียด้วย

         เนื้อเรื่องใน Avatar นั้นก็คือภาพจำลองของ "มหาสงครามชนเผ่าซู" ซึ่งเป็นการสู้รบกันระหว่างกองทัพสหรัฐฯ กับชนเผ่าอินเดียนแดง และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ ชนเผ่าอินเดียนแดงที่ครั้งหนึ่งเป็นผู้ครอบครองแผ่นดินสหรัฐฯ ก่อนที่คนผิวขาวจะเข้ามาตั้งรกรากต้องสูญสิ้นทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน ดินแดน และอิสรภาพของตนเอง

         สำหรับคนที่ไม่ต้องการอ่านบทความยาวๆ ใช้ภาษาเครียดๆ ก็สามารถฟังคลิปที่อยู่ข้างล่างนี้ได้เลยนะครับ ฟังสบายหูแล้วก็บันเทิงกว่า ยิ้ม

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
         เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19... ขณะนั้นดินแดนสหรัฐฯ ได้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือฟากตะวันออกและฟากตะวันตก ฟากตะวันออกเป็นถิ่นที่อยู่ของคนผิวขาวที่เป็นผู้มาใหม่ ส่วนฟากตะวันตกคือที่อยู่ของชาวอินเดียนแดงที่เป็นชนพื้นเมืองซึ่งอยู่มาแต่เก่าก่อน ทว่าคนผิวขาวผู้ไม่รู้จักพอก็ยังคงทำการขยายดินแดนเข้ารุกล้ำพื้นที่ทางตะวันตกเข้ามาเรื่อยๆ จนเกิดการปะทะกับชาวอินเดียนแดงอยู่บ่อยครั้ง สนธิสัญญาสงบศึกระหว่างคนทั้งสองกลุ่มถูกทำขึ้นแล้วก็ถูกฉีกทิ้งครั้งแล้วครั้งเล่าจากฝ่ายคนผิวขาว ชาวอินเดียนแดงต้องถูกเอารัดเอาเปรียบจากคนผิวขาวผู้เห็นพวกเขาเป็นเพียงกลุ่มคนที่ไร้ค่ากลุ่มหนึ่งเท่านั้น

"พวกเขาต้องการให้เราไปอยู่ในที่จำกัดตามที่พวกเขาอนุญาต... พวกเขาได้ดินแดนทางโน้นไปแล้ว แต่ก็ยังไม่พอ และพวกเขาต้องการเพิ่มอีก..."

"บางครั้งพวกเขาก็จับพวกเราเซ็นสัญญายกที่ดินให้พวกเขา... บางครั้งพวกเขาก็ให้พวกเราจ่ายค่าเสียหายในการรบที่พวกเราไม่ได้เป็นคนก่อเป็นที่ดินของพวกเรานับสิบล้านเอเคอร์..."

         ชาวอินเดียนแดงถูกพวกคนขาวไล่ที่ครั้งแล้วครั้งเล่า หากไม่ยินยอมก็จะถูกฆ่า และหากโต้ตอบกลับก็จะยิ่งถูกฆ่า ไม่ใช่เพียงผู้ชายที่เป็นนักรบ แต่ยังรวมถึงผู้หญิง เด็ก และคนชราที่ไร้ทางสู้อีกด้วย... สิ่งที่พวกเขาทำได้คือถอยร่นไปเรื่อยๆ ค่อยๆ หลบเร้นไปในเงามืดเหมือนเมฆหมอกที่เคลื่อนตัวหายไปในหุบเขา หรือน้ำค้างบนยอดหญ้าที่ระเหยไปเมื่อต้องแสงตะวัน

         และแล้วในปี 1876 รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ค้นพบว่าที่เนินแบล็กฮิลล์อันเป็นที่อยู่อาศัยของอินเดียนแดงเผ่าซูมีแหล่งแร่ทองคำอยู่เป็นจำนวนมากและต้องการที่จะยึดครองพื้นที่นั้น ทางรัฐบาลสหรัฐจึงได้ส่งคนมาเจรจากับ "ซิตติ้งบูล" หัวหน้าอินเดียนแดงชนเผ่าซูเพื่อที่จะขอซื้อเนินแบล็กฮิลล์และให้ชนเผ่าซูย้ายออกจากพื้นที่นั้น... ทว่าเนินแบล็กฮิลล์คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าซู เป็นสุสานที่ชนเผ่าซูจะใช้ติดต่อสื่อสารกับวิญญาณของบรรพบุรุษ ดังนั้นคำตอบที่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ ได้รับจากหัวหน้าเผ่าก็คือ "ไม่"

         ซิตติ้งบูลกอบดินกำหนึ่งขึ้นมาไว้ในมือและชูไปทางตัวแทนรัฐบาลสหรัฐฯ ก่อนจะกล่าววลีที่เปรียบเสมือนการประกาศศึกว่า...

"แม้พวกท่านจะมาขอซื้อที่ดินของพวกเราเพียงหยิบมือเท่านี้ พวกเราก็ไม่ขาย! ที่นี่คือแผ่นดินของเรา! บรรพบุรุษของเราถูกฝังร่างอยู่ที่นี่มาหลายชั่วอายุคนแล้ว! หากพวกท่านเหล่าคนขาวคิดจะรุกล้ำ พวกเราก็จะสู้!"

         เป็นยังไงบ้างครับ เนื้อเรื่องเหมือนกับหนัง Avatar แบบไม่ผิดเพี้ยนเลยใช่ไหมล่ะครับ... มนุษย์เดินทางไปตั้งอาณานิคมบนดาวแพนโดร่าเพื่อที่จะขุดค้นแร่ที่มีค่าอย่างอันออบเทเนี่ยม ปรากฏว่าที่ตั้งของโฮมทรีที่ชาวนาวีเผ่าโอมาติกาย่าอาศัยอยู่นั้นก็มีแร่นี้อยู่จำนวนมาก มนุษย์จึงต้องการยึดครองและไล่ที่ชาวเผ่าโอมาติกาย่าออกไป โดยส่งทีมวิทยาศาสตร์มาผูกมิตรและเจรจาแต่ก็ไม่เป็นผล ในที่สุดก็นำไปสู่สงคราม

         หลังจากประกาศศึกกับทางรัฐบาลสหรัฐฯ ชนเผ่าซูก็ได้เตรียมพร้อมสู้รบด้วยการไปชักชวนชาวอินเดียนแดงเพื่อนบ้านเผ่าอื่นๆ มาเข้าร่วม รวมจำนวนคนได้กว่า 2,000 คน (จำนวนเดียวกับกองทัพชาวนาวีที่พระเอก Avatar รวบรวมได้ แหม... แม้แต่จำนวนคนก็ยังเหมือนเป๊ะ) ทางรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ได้จัดเตรียมกองทัพพร้อมอาวุธทันสมัยมากมายทั้งปืน ปืนใหญ่ ปืนกล เพื่อถล่มชาวอินเดียนแดงให้ราบคาบโดยมีผู้นำคือ "ผู้พันคัสเตอร์" ผู้มีประสบการณ์ในสงครามมาโชกโชน

         ทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกันอยู่หลายครั้งและมักเป็นฝ่ายอินเดียนแดงที่ต้องถอยร่นเพราะมีอาวุธที่ด้อยประสิทธิภาพกว่าแม้จะได้เปรียบด้านกำลังคนก็ตาม ในที่สุดสงครามก็ดำเนินมาจนถึงศึกครั้งใหญ่ที่เปรียบเสมือนศึกสุดท้ายในตอนท้ายของเรื่อง Avatar... ชาวอินเดียนแดงได้ตั้งค่ายอยู่ริมแม่น้ำที่ลิตเติ้ลบิ๊กฮอร์น ทางด้านผู้พันคัสเตอร์ก็วางแผนที่จะเผด็จศึกในครั้งนี้ด้วยการใช้แผนจู่โจมสายฟ้าแลบแบบรวดเร็วและรอบด้านในขณะที่ฝ่ายอินเดียนแดงยังไม่ทันตั้งตัว เขาจึงแบ่งกองกำลังออกเป็น 3 กองเพื่อตีกระหนาบข้าศึก โดยตัวเขาคุมกองกำลังหลักที่มีอยู่แค่ 263 คนเข้าตีจากด้านหน้า

         การศึกเริ่มต้นขึ้น ทว่าไม่รู้ด้วยเหตุอันใด ผู้พันคัสเตอร์กลับนำกองกำลังของเขาบุกข้ามแม่น้ำเข้าจู่โจมฝ่ายข้าศึกโดยไม่รอให้กองกำลังอีกสองกองที่แยกไปทำการโอบกระหนาบค่ายของข้าศึกได้เตรียมพร้อมเพื่อบุกโจมตีพร้อมกันตามแผน (บ้างก็ว่าเป็นเพราะสายข่าวที่รายงานผิดพลาด และบ้างก็ว่าเป็นความประมาทและใจร้อนของผู้พันคัสเตอร์เอง) กองกำลังของนายพลคัสเตอร์เข้าจู่โจมชาวอินเดียนแดงอย่างรวดเร็ว สังหารทุกๆ คนที่ขวางหน้าโดยไม่เว้นแม้กระทั่งเด็กและคนชรา ชาวอินเดียนแดงที่ไร้อาวุธพากันตื่นตระหนกวิ่งหนีตายกันอลหม่าน ในขณะที่พวกผู้ชายซึ่งเป็นนักรบก็รีบคว้าอาวุธของพวกตนก่อนจะขึ้นม้าและเข้าจู่โจมกลับด้วยความโกรธแค้นทำให้ผู้พันคัสเตอร์ต้องนำกำลังถอยร่นมาที่เนินแห่งหนึ่ง กระนั้นผู้พันคัสเตอร์กลับไม่ยอมออกคำสั่งให้กองกำลังของเขาถอยออกมาจากสมรภูมิ เขาให้ทหารจัดทัพหน้ากระดานเพื่อตั้งแนวยิงใส่ข้าศึกเพราะคาดว่าอีกไม่นานกองกำลังอีกสองกองที่เหลือก็คงจะเปิดฉากโจมตี

        ทว่าทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผน กองกำลังอีกสองกองไม่ได้เข้าโจมตีข้าศึกตามที่ผู้พันคัสเตอร์คาดไว้ (บ้างก็ว่ากองกำลังทั้งสองกองได้เข้าปะทะและถอยหนีออกไปก่อนแล้ว) ในขณะที่นักรบชาวอินเดียนแดงเริ่มรวมตัวกันติดและจู่โจมเข้าใส่กองกำลังอันน้อยนิดของเขา กระสุนปืนเริ่มร่อยหรอ ลูกน้องก็ถูกสังหารตายไปทีละคนสองคนจนไม่อาจตั้งแนวรบหน้ากระดานได้อีกต่อไป พวกเขาต้องถอยมาตั้งรับหันหลังชนกันและใช้ศพม้าที่ตายกับอานม้าเป็นเครื่องกำบังตัวเองจากกระสุนและลูกธนูที่ยิงเข้ามาจากฝ่ายอินเดียนแดง ท้ายที่สุดผู้พันคัสเตอร์ก็ได้ตัดสินใจเขียนจดหมายและให้พลส่งข่าวรีบนำไปส่งให้กับกองกำลังทั้งสองกองเพื่อขอการสนับสนุนแต่ก็ไม่ทันการเสียแล้ว... กองกำลังนับพันของชาวอินเดียนแดงที่นำโดยแม่ทัพผู้เหี้ยมหาญ "เครซี่ฮอร์ส" เจ้าม้าคะนองได้ทำการเปิดฉากโจมตีครั้งสุดท้าย ยกพลเข้าล้อมกองกำลังที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่คนของผู้พันคัสเตอร์เอาไว้และเข้าจู่โจมจากทุกทิศทาง จากการรบที่ใช้อาวุธยิงระยะไกลก็ได้กลายเป็นการรบแบบตะลุมบอนในระยะประชิดซึ่งเป็นรูปแบบการต่อสู้ที่นักรบชาวอินเดียนแดงผู้ใช้หอกและมีดเชี่ยวชาญ ในขณะที่ปืนกลายเป็นของที่หมดประโยชน์ไปในทันที... นักรบชาวอินเดียนแดงเข้าจ้วงแทงและฉีกทึ้งร่างของศัตรูด้วยความโกรธแค้น ไม่นานทหารกว่าสองร้อยชีวิตรวมทั้งผู้พันคัสเตอร์ก็ถูกสังหารจนสิ้นทัพ และชาวอินเดียนแดงก็ได้รับชัยชนะอย่างงดงามในศึกครั้งนี้!

         ***รายละเอียดของการศึกในครั้งนี้เกิดจากการบอกเล่าแบบปากต่อปาก ไม่มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรที่บรรยายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงอย่างชัดเจน จึงอาจมีความหลากหลายแตกต่างกันไปหลายรูปแบบ***

         อย่างไรก็ตาม ช่างน่าเสียดายที่ชาวอินเดียนแดงไม่ได้มีเทพที่มีตัวตนจริงๆ คอยปกป้องแบบชาวนาวีใน Avatar... แม้จะได้รับชัยชนะในสมรภูมิที่ลิตเติ้ลบิ๊กฮอร์น แต่ก็เป็นแค่ชัยชนะจากการรบมิใช่การเผด็จศึกอย่างราบคาบ เพราะหลังจากเหตุการณ์นองเลือดครั้งนั้น ทางรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ได้ปฏิบัติการเอาคืนด้วยการออกกฎหมายให้ชาวอินเดียนแดงทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก และคนแก่เป็นผู้ร้ายที่สามารถฆ่าได้ทันทีที่พบเห็น

         และแล้วในที่สุด ชาวอินเดียนแดงที่พยายามต่อสู้เพื่อปกป้องอิสรภาพของชนชาติตนเองก็ต้องพ่ายแพ้ จำต้องยอมวางอาวุธ และเข้าไปอยู่ในเขตกักกันที่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมไว้ให้... กลายเป็นผู้ถูกจองจำในดินแดนที่ครั้งหนึ่งพวกตนเคยเป็นเจ้าของ

"พวกเขามาหาเรา และทิ้งคราบเลือดไว้ทั่วแผ่นดิน..."

---------------------------

         นี่ก็คือเรื่องราวความจริงอันน่าเศร้าเบื้องหลังเนื้อเรื่องอันยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องนี้... ขอย้ำอีกครั้งว่าบทความนี้เขียนขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์เท่านั้น และการใช้ภาษาสื่ออารมณ์ก็เป็นเพียงการเพิ่มอรรถรสแก่ผู้อ่าน มิได้มีเจตนาที่จะสร้างความโกรธแค้นหรือกล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ประการใด

         สุดท้ายก็ขอขอบคุณทุกๆ ท่านที่มารับชมกันนะครับ หากมี comment อะไรก็เชิญพูดคุยกันได้เลยครับ และขอความกรุณาใช้ถ้อยคำสุภาพเพื่อบรรยากาศแลกเปลี่ยนความรู้อันสร้างสรรค์นะครับ  

       
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่