
วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2563 เวลา 19:17 น. การดำเนินชีวิตในวัยเด็ก บางทีเราไม่รู้หรอกว่า จุดประสงค์ของการอบรม สั่งสอน หรือการเลัยงดู คืออะไร กว่าจะรู้ หรือเพิ่งจะคิดได้ก็อาจจะนานพอดู เรื่องราวของผมดำเนินมาจนถึงจุดที่เรียกว่า การหันเหของชีวิตครั้งใหญ่ ตามเส้นทางที่คุณพ่อได้วางไว้ แต่คุณแม่กลับขัดกับการกระทำดังกล่าว การเดินทางบนโลกใบนี้ของผมเริ่มแล้ว ตามมาด้วยวัฒนธรรมและอารยธรรมที่แตกต่าง แน่นอน มันเป็นสิ่งที่ไหม่ และผมเองก็ไม่คุ้นเคย กลัวก็กลัว แต่ตื่นเต้นก็ตื่นเต้น
ย้อนหลังถึงความสำเร็จ PhD ของคุณพ่อทางด้าน Pure Mathematics โดยการได้รับ Fulbright Scholarship แล้ว พอท่านได้สัมผัสภาษาอังกฤอย่างจริงจัง จึงทำให้เกิดความชอบ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจิตใจ ความสุขของคนเราต่างกัน และสำหรับท่านนั้น ก็คือการได้อ่านหนังสือภาษาอังกฤษ และได้เปิด Dictionary เล่มโตๆ ของ Longman หรือ Oxford และหนังสือที่ท่านอ่าน หรือ Dictionary ที่ท่านเปิดดูคำศัพท์ต่างๆ บอกได้ไม่ยากว่าผ่านมือท่านมาหรือยัง เพราะถ้าไม่มีรอยดินสอเขียน อธิบายโน่นนี่เป็นทางยาว แสดงว่าท่านยังไม่ได้แตะต้อง ขณะออกกำลังกายไปด้วยทุกเย็น ท่านเองจะเปิดฟังวิทยุที่ถ่ายทอดสดข่าวมาจากสหรัฐอเมริกา "Voice of America (VOA)" ทุกวันเป็นประจำ ส่วนผมเองก็ฟัง แต่ก็ฟังไปแบบงั้นๆ สาระผมไม่ได้ เพราะ announcer แต่ละคน พูดเร็วเหลือเกิน จนผมจับใจความไม่ได้ คุณพ่อ ด้วยความที่ท่านทราบดีว่า อนาคตของลูกทั้ง 2 จำเป็นที่จะต้องใช้ภาษาอังกฤษ เพราะมันเป็นสิ่งที่เปิดวิสัยทัศน์ให้กับคนเรา ให้ได้รับรู้ข่าวสารต่างๆนานาที่เกิดขึ้นในโลก และแน่นอนสำหรับการศึกษาต่อ รวมไปถึงการทำงาน และ "English" was one of the universal languages being officially utilized in our global communication. ท่านจึงพยายามหล่อหลอมการใช้ภาษาอังกฤษให้กับผมและน้อง และท่านคิดดีแล้วว่า มันเป็นเวลา และจังหวะที่เหมาะสมสำหรับเด็กเพื่อที่จะฝึกพูดภาษาอังกฤษให้ได้สำเนียงใกล้เคียงที่สุดกับ Native speaker ไม่ใช่แบบท่าน ที่มาเรียนรู้ทีหลัง แล้วลิ้นแข็งจนไม่สามารถออกสำเนียงบางคำได้อย่างถูกต้อง การสอนภาษาอังกฤษของท่านก็มีความแปลก แปลกตรงที่ว่า ถ้าผมเห็นแก้วน้ำ ท่านห้ามผมคิดว่าผมเห็นแก้วน้ำ แต่ให้เห็นว่ามันคือ A glass of water นี่ก็คือคำตอบของการกระทำของท่านทั้งหมด ที่ผมบอกว่าในดีมีร้าย แต่ในร้ายก็มีดี ก็เพราะความหวังดี สำหรับการเตรียมพร้อมที่ท่านกำลังจะให้เราสองคนก้าวเท้าออกจากประเทศเกิด และไปเริ่มต้นการศึกษาต่อในอีกทวีปหนึ่ง United States of America
ผมยังจำได้วันนั้นประมาณ 05:00 น. เศษ ที่สนามบินดอนเมือง จุดหมายของเราทั้ง 3 คือ Chicago O'Hare International Airport (ORD) โดย Northwest Airlines (NW01) การเดินทางเป็นไปอย่างเรียบง่าย ในขณะเมื่อถึงประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว เพื่อนชาวอเมริกันของคุณพ่อมารับพวกเราที่สนามบิน เพื่อไปพักที่บ้านเขาก่อน 1 คืน โดยที่วันรุ่งขึ้นเราจะเตรียมตัวย้ายเข้า apartment ส่วนตัวที่ได้เช่าไว้แล้ว โดยขณะที่เฟอร์นิเจอร์บางชิ้น ก็หาซื้อใหม่ตามความเหมาะสม และก็มีบางชิ้นที่หาเลือกซื้อกันตาม Garage sale มีรถ Chevrolet Hatchback มือสองสีน้ำตาล ซึ่งถูกเตรียมไว้แล้วเพื่อเป็นพาหนะ ผมเองเป็นคนหนึ่งในนักเรียนสายศิลป์ที่เกลียดวิชาคณิตศาสตร์เข้ากระดูกดำ แต่มีคำหนึ่ง คุณพ่อเคยพูดไว้ว่า “คณิตศาสตร์ คือ การฝึกให้เราคิดอะไรเป็นขั้นเป็นตอน ผ่านการใช้สูตรต่างๆมากมาย จนกว่าจะได้หรือลงเอยกับคำตอบสุดท้ายที่ถูกต้อง และแม่นยำ เพราะฉะนั้น การที่คุณพ่อทำแบบนี้ ก็เปรียบเสมือนกับการเตรียมพร้อมทุกอย่าง อย่างเป็นขั้นและเป็นตอน ฉันใดก็ฉันนั้น” ผมจึงอ๋อและเข้าใจในคณิตศาสตร์กับคำพูดคำนี้ เพราะมันเกิดภาพให้ผมเห็นจริงตามที่ท่านว่า
หลังจากเรื่องความเป็นอยู่ทุกอย่างได้ถูกจัดการเรียบร้อยอย่างลงตัวแล้ว ต่อมาก็คือการศึกษา ผมเริ่มการใช้ชีวิตการเป็นนักเรียนต่างชาติที่นี่ เมื่อปี ค.ศ. 1989 โดยได้รับการเข้าเรียนชั้น Junior high school ที่ Thomas Metcalf Laboratory School ใน Campus ของ Illinois State University และการเรียนครั้งนี้ก็ได้รับความอนุเคราะห์จากทางรัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยที่ผมไม่เสียค่าเล่าเรียน หรือ admission fee เนื่องจากคุณพ่อได้ลาจากราชการไทย เพื่อไปศึกษาต่อในระดับชั้นปริญญาโททางด้าน Computer Science และขณะเดียวกันก็เป็น Lecturer วิชาคณิตศาสตร์ให้กับนักศึกษาระดับชั้นปริญญาเอก อันนี้ก็ตลกมากนะครับ ตัวเองก็พูด Broken English อยู่แล้ว แต่ก็ยังกล้าสอนหนังสือให้กับ Native speakers หรืออาจจะเป็นเพราะว่าศัพท์เฉพาะของวิชาคณิตศาสตร์มีเพียงไม่กี่คำ การเข้าโรงเรียนวันแรกของผม ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายนะ แต่จะเรียกว่าเป็นการเริ่มต้นสิ่งใหม่ที่ทรมาน และสาหัสสากรรจ์พอดู แต่จะเพราะอะไรหรือครับ ก็เพราะผมฟังภาษาอังกฤษไม่ออก พูดก็แบบงูงูปลาปลา หรือแทบจะไม่ได้เลย แถมการโดนล้อกับสำเนียงที่แปลกๆ มีคำศัพท์บางคำที่พวกเขาว่ากัน ผมไม่รู้เรื่อง ก็กลายเป็นเรื่องตลกโปกฮาในหมู่พวกเขา แล้วคราวนี้ผมจะเอาตัวรอดได้อย่างไรไปอีก 2 ปีข้างหน้า แต่ด้วยความเตรียมพร้อมที่ดีอีกครั้งของคุณพ่อ ผมจึงมีนางฟ้ามาช่วย เธอคือ ESL Teacher หรือ English as a Second Language เธอเป็นผู้หญิงอเมริกันใจเย็น พูดช้า จับใจความได้ง่าย เธอก็มีอายุมากพอสมควรแล้วครับ เพราะเป็นคุณยายคนแล้ว แต่ก็ยังคงความสวยสง่าอยู่ให้เห็น เพราะสมัยสาวๆ เธอเป็น PC เครื่องสำอาง Counter Brands ต่างๆ ตามห้างดังๆ เช่น JCPenney และในแต่ละวันตามตารางเวลาเรียนของผมจะมีแตกต่างจากนักเรียนอเมริกัน 1 ชั่วโมงเพื่อมาเรียนกับเธอ ไหนไหนก็พูดถึงตารางเรียนแล้ว ตารางเรียนที่นี่จะเหมือนกันทุกวัน ไม่มีเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องมานั่งจำ และเป็นเราเองที่จะต้องเดินไปหาห้องเรียนเอง แทนที่อาจารย์จะเดินมาหาเรา ของส่วนตัวก็เก็บไว้ใน locker ส่วนตัว ทั้งหนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียนต่างๆ แม้กระทั่งผู้หญิงก็เก็บผ้าอนามัยในไว้ในนี้ (ผมเคยเห็นนะ) และเราจะมีชั่วโมงที่เรียกว่า Study hall ซึ่งเป็นเวลาที่เราอยากจะใช้เวลานั้นทำอะไรก็ได้ แต่ต้องอยู่ในกฎในเกณฑ์ อยากจะนั่งเฉยๆ ทำการบ้าน ฟังเพลงใส่หูฟัง หลับ หรืออยากจะไปทำอะไรในบริเวณโรงเรียนก็ต้องขออนุญาตก่อน ฯลฯ จากนั้นการพัฒนาภาษาอังกฤษของผมดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการพูด การฟัง และการอ่าน ก็ถ้าพูดไม่เป็น ฟังไม่รู้ ดูไม่ออก ผมก็คงอดตายเพราะแค่จะกิน ถ้าไม่เอ่ยปาก order เองแล้ว แล้วผมเองจะรับประทานอะไร ส่วนตัวผมเองในขณะเดียวกันก็เริ่มอินกับ American Culture แบบเต็มๆ เรื่องการเรียนผมคงไม่ต้องพูดถึง เพราะมันไม่มีอะไรมาก แต่การใช้ชีวิตแบบ adventurous ร่วมกับเพื่อนแต่ละคนที่ผมมีความสนิทสนมด้วย ทั้งหญิง ทั้งชาย กับการลังเล และสับสนทางเพศกับเหตุการณ์บางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันเป็นอะไรที่ซับซ้อนและยากที่จะคาดเดา บางทีมันก็แย่ต่อความรู้สึก แต่ผมเองก็หาจุดยืนของตัวเองได้ แต่ได้มาด้วยความงงๆ และไม่แน่ใจ แล้วอะไรคือถูก อะไรคือผิด หรือผมจะต้องลองอะไรอีกบ้าง ไว้รออ่านต่อ Ep หน้านะครับ...
รสชาติความเป็นคน... EP. 3
ย้อนหลังถึงความสำเร็จ PhD ของคุณพ่อทางด้าน Pure Mathematics โดยการได้รับ Fulbright Scholarship แล้ว พอท่านได้สัมผัสภาษาอังกฤอย่างจริงจัง จึงทำให้เกิดความชอบ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจิตใจ ความสุขของคนเราต่างกัน และสำหรับท่านนั้น ก็คือการได้อ่านหนังสือภาษาอังกฤษ และได้เปิด Dictionary เล่มโตๆ ของ Longman หรือ Oxford และหนังสือที่ท่านอ่าน หรือ Dictionary ที่ท่านเปิดดูคำศัพท์ต่างๆ บอกได้ไม่ยากว่าผ่านมือท่านมาหรือยัง เพราะถ้าไม่มีรอยดินสอเขียน อธิบายโน่นนี่เป็นทางยาว แสดงว่าท่านยังไม่ได้แตะต้อง ขณะออกกำลังกายไปด้วยทุกเย็น ท่านเองจะเปิดฟังวิทยุที่ถ่ายทอดสดข่าวมาจากสหรัฐอเมริกา "Voice of America (VOA)" ทุกวันเป็นประจำ ส่วนผมเองก็ฟัง แต่ก็ฟังไปแบบงั้นๆ สาระผมไม่ได้ เพราะ announcer แต่ละคน พูดเร็วเหลือเกิน จนผมจับใจความไม่ได้ คุณพ่อ ด้วยความที่ท่านทราบดีว่า อนาคตของลูกทั้ง 2 จำเป็นที่จะต้องใช้ภาษาอังกฤษ เพราะมันเป็นสิ่งที่เปิดวิสัยทัศน์ให้กับคนเรา ให้ได้รับรู้ข่าวสารต่างๆนานาที่เกิดขึ้นในโลก และแน่นอนสำหรับการศึกษาต่อ รวมไปถึงการทำงาน และ "English" was one of the universal languages being officially utilized in our global communication. ท่านจึงพยายามหล่อหลอมการใช้ภาษาอังกฤษให้กับผมและน้อง และท่านคิดดีแล้วว่า มันเป็นเวลา และจังหวะที่เหมาะสมสำหรับเด็กเพื่อที่จะฝึกพูดภาษาอังกฤษให้ได้สำเนียงใกล้เคียงที่สุดกับ Native speaker ไม่ใช่แบบท่าน ที่มาเรียนรู้ทีหลัง แล้วลิ้นแข็งจนไม่สามารถออกสำเนียงบางคำได้อย่างถูกต้อง การสอนภาษาอังกฤษของท่านก็มีความแปลก แปลกตรงที่ว่า ถ้าผมเห็นแก้วน้ำ ท่านห้ามผมคิดว่าผมเห็นแก้วน้ำ แต่ให้เห็นว่ามันคือ A glass of water นี่ก็คือคำตอบของการกระทำของท่านทั้งหมด ที่ผมบอกว่าในดีมีร้าย แต่ในร้ายก็มีดี ก็เพราะความหวังดี สำหรับการเตรียมพร้อมที่ท่านกำลังจะให้เราสองคนก้าวเท้าออกจากประเทศเกิด และไปเริ่มต้นการศึกษาต่อในอีกทวีปหนึ่ง United States of America
ผมยังจำได้วันนั้นประมาณ 05:00 น. เศษ ที่สนามบินดอนเมือง จุดหมายของเราทั้ง 3 คือ Chicago O'Hare International Airport (ORD) โดย Northwest Airlines (NW01) การเดินทางเป็นไปอย่างเรียบง่าย ในขณะเมื่อถึงประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว เพื่อนชาวอเมริกันของคุณพ่อมารับพวกเราที่สนามบิน เพื่อไปพักที่บ้านเขาก่อน 1 คืน โดยที่วันรุ่งขึ้นเราจะเตรียมตัวย้ายเข้า apartment ส่วนตัวที่ได้เช่าไว้แล้ว โดยขณะที่เฟอร์นิเจอร์บางชิ้น ก็หาซื้อใหม่ตามความเหมาะสม และก็มีบางชิ้นที่หาเลือกซื้อกันตาม Garage sale มีรถ Chevrolet Hatchback มือสองสีน้ำตาล ซึ่งถูกเตรียมไว้แล้วเพื่อเป็นพาหนะ ผมเองเป็นคนหนึ่งในนักเรียนสายศิลป์ที่เกลียดวิชาคณิตศาสตร์เข้ากระดูกดำ แต่มีคำหนึ่ง คุณพ่อเคยพูดไว้ว่า “คณิตศาสตร์ คือ การฝึกให้เราคิดอะไรเป็นขั้นเป็นตอน ผ่านการใช้สูตรต่างๆมากมาย จนกว่าจะได้หรือลงเอยกับคำตอบสุดท้ายที่ถูกต้อง และแม่นยำ เพราะฉะนั้น การที่คุณพ่อทำแบบนี้ ก็เปรียบเสมือนกับการเตรียมพร้อมทุกอย่าง อย่างเป็นขั้นและเป็นตอน ฉันใดก็ฉันนั้น” ผมจึงอ๋อและเข้าใจในคณิตศาสตร์กับคำพูดคำนี้ เพราะมันเกิดภาพให้ผมเห็นจริงตามที่ท่านว่า
หลังจากเรื่องความเป็นอยู่ทุกอย่างได้ถูกจัดการเรียบร้อยอย่างลงตัวแล้ว ต่อมาก็คือการศึกษา ผมเริ่มการใช้ชีวิตการเป็นนักเรียนต่างชาติที่นี่ เมื่อปี ค.ศ. 1989 โดยได้รับการเข้าเรียนชั้น Junior high school ที่ Thomas Metcalf Laboratory School ใน Campus ของ Illinois State University และการเรียนครั้งนี้ก็ได้รับความอนุเคราะห์จากทางรัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยที่ผมไม่เสียค่าเล่าเรียน หรือ admission fee เนื่องจากคุณพ่อได้ลาจากราชการไทย เพื่อไปศึกษาต่อในระดับชั้นปริญญาโททางด้าน Computer Science และขณะเดียวกันก็เป็น Lecturer วิชาคณิตศาสตร์ให้กับนักศึกษาระดับชั้นปริญญาเอก อันนี้ก็ตลกมากนะครับ ตัวเองก็พูด Broken English อยู่แล้ว แต่ก็ยังกล้าสอนหนังสือให้กับ Native speakers หรืออาจจะเป็นเพราะว่าศัพท์เฉพาะของวิชาคณิตศาสตร์มีเพียงไม่กี่คำ การเข้าโรงเรียนวันแรกของผม ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายนะ แต่จะเรียกว่าเป็นการเริ่มต้นสิ่งใหม่ที่ทรมาน และสาหัสสากรรจ์พอดู แต่จะเพราะอะไรหรือครับ ก็เพราะผมฟังภาษาอังกฤษไม่ออก พูดก็แบบงูงูปลาปลา หรือแทบจะไม่ได้เลย แถมการโดนล้อกับสำเนียงที่แปลกๆ มีคำศัพท์บางคำที่พวกเขาว่ากัน ผมไม่รู้เรื่อง ก็กลายเป็นเรื่องตลกโปกฮาในหมู่พวกเขา แล้วคราวนี้ผมจะเอาตัวรอดได้อย่างไรไปอีก 2 ปีข้างหน้า แต่ด้วยความเตรียมพร้อมที่ดีอีกครั้งของคุณพ่อ ผมจึงมีนางฟ้ามาช่วย เธอคือ ESL Teacher หรือ English as a Second Language เธอเป็นผู้หญิงอเมริกันใจเย็น พูดช้า จับใจความได้ง่าย เธอก็มีอายุมากพอสมควรแล้วครับ เพราะเป็นคุณยายคนแล้ว แต่ก็ยังคงความสวยสง่าอยู่ให้เห็น เพราะสมัยสาวๆ เธอเป็น PC เครื่องสำอาง Counter Brands ต่างๆ ตามห้างดังๆ เช่น JCPenney และในแต่ละวันตามตารางเวลาเรียนของผมจะมีแตกต่างจากนักเรียนอเมริกัน 1 ชั่วโมงเพื่อมาเรียนกับเธอ ไหนไหนก็พูดถึงตารางเรียนแล้ว ตารางเรียนที่นี่จะเหมือนกันทุกวัน ไม่มีเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องมานั่งจำ และเป็นเราเองที่จะต้องเดินไปหาห้องเรียนเอง แทนที่อาจารย์จะเดินมาหาเรา ของส่วนตัวก็เก็บไว้ใน locker ส่วนตัว ทั้งหนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียนต่างๆ แม้กระทั่งผู้หญิงก็เก็บผ้าอนามัยในไว้ในนี้ (ผมเคยเห็นนะ) และเราจะมีชั่วโมงที่เรียกว่า Study hall ซึ่งเป็นเวลาที่เราอยากจะใช้เวลานั้นทำอะไรก็ได้ แต่ต้องอยู่ในกฎในเกณฑ์ อยากจะนั่งเฉยๆ ทำการบ้าน ฟังเพลงใส่หูฟัง หลับ หรืออยากจะไปทำอะไรในบริเวณโรงเรียนก็ต้องขออนุญาตก่อน ฯลฯ จากนั้นการพัฒนาภาษาอังกฤษของผมดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการพูด การฟัง และการอ่าน ก็ถ้าพูดไม่เป็น ฟังไม่รู้ ดูไม่ออก ผมก็คงอดตายเพราะแค่จะกิน ถ้าไม่เอ่ยปาก order เองแล้ว แล้วผมเองจะรับประทานอะไร ส่วนตัวผมเองในขณะเดียวกันก็เริ่มอินกับ American Culture แบบเต็มๆ เรื่องการเรียนผมคงไม่ต้องพูดถึง เพราะมันไม่มีอะไรมาก แต่การใช้ชีวิตแบบ adventurous ร่วมกับเพื่อนแต่ละคนที่ผมมีความสนิทสนมด้วย ทั้งหญิง ทั้งชาย กับการลังเล และสับสนทางเพศกับเหตุการณ์บางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันเป็นอะไรที่ซับซ้อนและยากที่จะคาดเดา บางทีมันก็แย่ต่อความรู้สึก แต่ผมเองก็หาจุดยืนของตัวเองได้ แต่ได้มาด้วยความงงๆ และไม่แน่ใจ แล้วอะไรคือถูก อะไรคือผิด หรือผมจะต้องลองอะไรอีกบ้าง ไว้รออ่านต่อ Ep หน้านะครับ...