(กระทู้รำลึก) มหา’ลัย เหมืองแร่ (2005) : มหา’ลัยชีวิตที่สอนให้รู้จักกับ ‘มิตรภาพ’ และ ‘รสชาติของชีวิต’

มหา'ลัย เหมืองแร่ (2005): The Tin Mine

" ปี เดือน อันหยาบกร้าน จะสอนให้คุณเรียนรู้ชีวิต เพื่อใช้ชีวิต "


     เชื่อว่าทุกคนคงมีภาพยนตร์ในดวงใจ สำหรับภาพยนตร์ไทย ยังคงมีภาพยนตร์ไทยเรื่องหนึ่งที่สามารถยืนระยะ พร้อมสร้างความประทับใจมาได้อย่างยาวนาน ทุกวันนี้ก็ภาพยนตร์เรื่องนี้ ยังอยู่ในจิตใจของผู้คน หากนับจากวันที่ฉายคือในปี 2548 ตอนนี้ก็ผ่านมาแล้ว 15 ปี...

     มหา’ลัย เหมืองแร่ หรือ The Tin Mine (2005) ภาพยนตร์ไทยยุคแรกของ GTH ภายใต้การกำกับของ คุณ จิระ มะลิกุล ที่หยิบวรรณกรรมคลาสสิคของ คุณ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ มารังสรรค์เป็นภาพยนตร์เรื่องเยี่ยม
     มหา’ลัย เหมืองแร่ ดัดแปลงมาจากเรื่องราวชีวิตจริงของ คุณ อาจินต์ ปัญจพรรค์... ในปี พ.ศ. 2492 อาจินต์ วัย 22 ปี นิสิตชั้นปีที่สองจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถูกรีไทร์ออกจากมหาวิทยาลัย เขาได้เดินทางลงใต้ มุ่งหน้าไปทำงานที่เหมืองกระโสม ตำบลกระโสม อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา ในยุครุ่งเรืองของเหมืองดีบุกในประเทศไทย

     4 ปี ณ ที่แห่งนี้ ไม่มีความสะดวกสบาย ทว่าสิ่งที่อาจินต์ได้รับกลับเป็นบทเรียนที่ไม่สามารถหาได้จากมหาวิทยาลัย หลายสิ่งเป็นวิถีนามธรรมที่ไม่สามารถจับต้องได้ แต่ก็ล้ำค่าจนเขาสามารถนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต...
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
มหา'ลัย เหมืองแร่ (Official Trailer)

มหา'ลัย เหมืองแร่: มหา'ลัยที่สอนให้รู้จักกับ ‘มิตรภาพ’ และ ‘รสชาติของชีวิต’

" กินอย่าอาย ตายอย่ากลัว ยากช่างหัว ตายปลด "
     "มหา’ลัย เหมืองแร่" เป็นหนังที่อบอุ่น นุ่มลึก เชื่อว่าใครหลายคนดูแล้ว ก็ต้องหลงรัก หากให้เลือก Genre ให้กับหนังมหา’ลัย เหมืองแร่ ก็คงถูกจัดอยู่ในแนว ‘Drama - Coming of Age’ ที่เล่าถึงการก้าวผ่านพ้นวัยของอาจินต์ สภาพก่อนและหลังจากที่อาจินต์มาอยู่เหมืองกระโสม เขาได้ก้าวข้ามบางอย่าง ทั้งปมในชีวิต และความสับสนของช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ พร้อมกับการเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต

     ที่เหมืองกระโสม อาจินต์ได้สัมผัสกับประสบการณ์ชีวิต ได้รู้จักกับความรับผิดชอบ ความอดทน ความเป็นมืออาชีพในการทำงาน ความอบอุ่น และความจริงใจ

     ที่สำคัญเขาได้เรียนรู้ถึง ‘มิตรภาพ’, ‘บทพิสูจน์จิตวิญญาณของลูกผู้ชาย’, 'รสชาติชีวิตอันเข้มข้น' และ 'สัจธรรมชีวิต' ซึ่งหาไม่ได้จากมหาวิทยาลัย

     ระหว่างรับชม เราจะได้สัมผัสบรรยากาศอันสมจริงของการทำงานในเหมืองแร่ - เรือขุดแร่ ว่าสภาพการทำงานเป็นอย่างไร... ในปี 2492 สภาพถนนยังไม่ดี (ตัวเหมืองยังอยู่ในป่าอีกด้วย) สภาพอากาศทางใต้ฝนตกชุก ทำให้ทุกที่ต่างเต็มไปด้วยโคลนเหนอะหนะ หลายๆ คนอาจจะจินตนาการสภาพการทำงานไม่ออก ยิ่งในปัจจุบัน ยุครุ่งเรืองของเหมืองแร่ดีบุกก็หมดไปจากประเทศไทยแล้ว... มหา’ลัย เหมืองแร่ ช่วยให้เราเห็นภาพเก่าในอดีตได้อย่างแจ่มชัดขึ้น เป็นอีกหนึ่งจดหมายเหตุทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกเรื่องราวเหล่านั้นเอาไว้
 รูปภาพจากพิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ ภูเก็ต (Link)

     ในแง่ภาพยนตร์ ถือว่าหนังทำออกมาได้ดี ด้วย Character แบบภาพยนตร์ GTH ยุคเก่า ไม่หวือหวา โทนไปทางดราม่า ส่วนตัวคิดว่า ภาพรวมหนังอาจจะไม่ได้อยู่ในระดับที่เรียกว่าสมบูรณ์อย่างหนังต่างประเทศในเวทีดังๆ เช่น บางส่วนของเรื่องยังเชื่อมโยงไม่เนียน หรือนักแสดงยังแสดงไม่เป็นธรรมชาติมาก (แต่ให้ความรู้สึกสมจริงกับบรรยากาศดี)

    ที่หนังทำได้น่าประทับใจที่สุดคือ การสร้าง Impact ให้ผู้ชมมีประสบการณ์ร่วมได้อย่างแนบแน่น และถ่ายทอดแก่นเรื่องออกมาได้อย่างชัดเจน สละสลวย จริงใจ... นี่เป็นจุดสำคัญที่ทำให้ ‘มหา’ลัย เหมืองแร่’ ยังอยู่ในใจของทุกคนเสมอมา
พิชญะ วัชจิตพันธ์ ผู้รับบท 'อาจินต์'

     น่าเสียดายว่า ในปี 2548 ที่ภาพยนตร์ออกฉาย ปรากฏว่าภาพยนตร์ขาดทุนอย่างหนัก จากงบประมาณกว่า 70 ล้านบาท ทำรายได้ไปเพียง 30 ล้านบาท  แต่ในแง่คำวิจารณ์ ได้รับคำวิจารณ์ยอดเยี่ยม คว้ารางวัลใหญ่ภายในประเทศไปได้หลายสถาบัน ทั้งรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จาก สุพรรณหงส์ ชมรมวิจารณ์บันเทิง สตาร์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ อวอร์ดส์ และ คม ชัด ลึก อวอร์ด นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลสำคัญหลายรางวัล จาก เฉลิมไทย อวอร์ด และStarpics Thai Films Awards 
     มหา'ลัย เหมืองแร่ ยังได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนภาพยนตร์ไทยไปเข้าแข่งขันชิงรางวัลภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมในเวทีออสการ์ ส่วนในระดับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ มหาลัย' เหมืองแร่ ก็ได้รับคัดเลือกให้ไปฉายในหลายเทศกาลเช่น Pusan International Film Festival (2005), Hong kong - Asia Film Financing Forum (HAF) (2005), Palm Springs International Film Festival (2006) - California, USA

     ในปี พ.ศ. 2556 มหา'ลัย เหมืองแร่ ได้รับเลือกให้เป็นภาพยนตร์ไทย 1 ใน 25 เรื่องที่ได้ประกาศขึ้นทะเบียนมรดกภาพยนตร์ของชาติ ครั้งที่ 3 โดยหอภาพยนตร์แห่งชาติ (แหล่งอ้างอิง)

     หลังจากผ่านยุคนี้ไปแล้ว ก็ไม่เคยเจอหนังจาก GTH ที่ทำออกมาในแนวนี้อีกเลย แนวหนังที่ค่อนไปทางสายรางวัล (ในฉบับของ GTH)... หลักๆ คิดว่าก็คงมาจากรสนิยมของผู้ชมในประเทศที่ไม่ได้ตอบรับภาพยนตร์แนวนี้มากนัก หนังที่ดูไม่ง่าย แต่นุ่มลึก ให้ความหวังและกำลังใจแก่ทุกคน

" เกียรติของคนต้องขุดเอง "

‘Short Trip Home’ - หนึ่งใน Main theme ที่ดีที่สุดในภาพยนตร์ไทย
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
มหา'ลัย เหมืองแร่ - Short Trip Home (Main theme)

“Short Trip Home” Theme Song จาก "มหา'ลัย เหมืองแร่" เป็นหนึ่งใน Theme song ที่ผมประทับใจมากที่สุดในภาพยนตร์ไทยเลยแหละ ทรงพลังมาก (ดีทั้งหนัง ดีทั้งเพลง)

- Theme song ของ มหา'ลัย เหมืองแร่ นำทำนองมาจากเพลง Short Trip Home ของ Edgar Mayer โดย Re-arrange และบรรเลงใหม่ให้เข้ากับภาพยนตร์ ซึ่งต้องขอชื่นชมผู้ทำ Soundtrack ที่เลือก Main theme ได้ดีมาก (แม้จะไม่ได้ประพันธ์ขึ้นมาใหม่เองก็ตาม)
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
Joshuar Bell & Edgar Meyer - Short Trip Home

- ทำนองเพลงอ่อนโยนสื่อถึงมิตรภาพและความอบอุ่นที่อาจินต์ได้พบเจอ ช่วงกลางเพลง ออร์เครสตร้าโหมดนตรีอย่างยิ่งใหญ่ กึกก้อง เพื่อแสดงถึงเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของอาจินต์ สิ่งที่อาจินต์ได้เรียนรู้ ประสบการณ์ชีวิตที่สอนอาจินต์ รวมถึงความทรงจำที่หาไม่ได้จากที่ไหนหากไม่ได้มาที่เหมืองแห่งนี้ แล้วสุดท้ายก็ดนตรีก็ค่อยๆ จบลงอย่างสงบ เหมือนกับวันสุดท้ายที่อาจินต์ต้องออกจากเหมือง เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่...

- ณ ตอนนี้ ก็ยังไม่มึ Main theme ไหนในหนังไทยที่สร้าง Impact ให้กับผมได้ดีเท่ากับ Main theme ของเรื่องนี้อีกแล้ว (ย้ำว่าตอนนี้นะครับ อนาคตก็ไม่แน่) หนังไทยส่วนใหญ่จะนิยมใช้เพลงมีเนื้อร้องมากกว่า เพราะง่ายและลงทุนน้อยกว่าดนตรีบรรเลง ถ้าขายก็ขายอัลบั้มง่ายกว่าด้วย อย่างไรก็ตามระยะหลัง Soundtrack ในวงการภาพยนตร์ไทยก็ค่อนข้างดีขึ้น

- ในหนังยังมีอีกบางเพลงที่ไม่ได้พูดรายละเอียดไว้ ก็ขอแปะเอาไว้ ลองเข้าไปฟังดูได้ครับ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
มหาลัย' เหมืองแร่ - You Are My Sunshine
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
มหา'ลัย เหมืองแร่ - เสียงครวญจากดวงใจ

     สุดท้ายก็ขอขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้นะครับ... สาเหตุหลักที่เขียนกระทู้นี้ขึ้นมา ก็มาจากการได้กลับไปฟัง Main theme นี่แหละ พาย้อนไปถึงความรู้สึกหลังจากที่ดูจบ แม้จะผ่านไปหลายปี แต่ก็ยังคงประทับใจอยู่ ก็เลยอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง ไว้มีโอกาสจะหาหนังไทยดีๆ มาเล่าอีกนะครับ.

" อาจินต์ เอาผมไปฆ่าให้ตาย ผมก็รักคุณ "
-------------------------------------------
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่