สวัสดีค่ะสมาชิกชาว pantip กระทู้นี้เป็นกระทู้แรกของเรา มีวัตถุประสงค์
1.เล่าเหตุการณ์อุบัติเหตุของเรา
2.เพื่อถอดบทเรียนการปฏิบัติตัวขณะเกิดอุบัติเหตุของเรา
ข้อที่ 1 เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเย็นวันหนึ่งเวลา 18.30 น. เรากับแฟนกำลังขับรถจะกลับบ้านโดยเราเป็นคนขับ (จากจังหวัดหนึ่งไปยังอีกจังหวัดหนึ่งและเป็นต่างจังหวัดไม่ใช่ กทม.)โดยใช้ถนนสายรองเป็นสองเลนสวนกัน ซึ่งในวันนั้น ฟ้ายังไม่มืดมาก พอมองเห็นสองข้างทางได้ชัด ขณะที่เราขับรถไปตามปกติผ่านบริเวณที่เป็นทางโค้ง และถนนเป็นเส้นทึบ เรามองเห็นรถยนต์คันหนึ่งตั้งแต่ไกล รถยนต์คันนั้นเปิดไฟเลี้ยวขวาเพื่อรอให้รถเราไปก่อน เราก็ขับช้าลงเพราะมันสองเลนสวน และต้องระวังรถคันสีดำที่รอเลี้ยวเผื่อเขาตัดหน้า ทันใดนั้นเองเมื่อเราขับเลยรถสีดำมายังไม่ทันพ้นสายตาก็ต้องตกใจเพราะมีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งพุ่งมาชนด้านหน้าขวาของเราเราอย่างจัง(ฝั่งคนขับ) ภาพมันเร็วและมองไม่เห็นว่าเขามาจากไหน มายังไง เรากับแฟนตกใจมากและรถเราก็หยุดทันที เมื่อรถหยุดแฟนเรารีบเปิดประตูรถออกไปดู เรานั่งตกใจอยู่ในรถ ไม่ถึง 1 นาที จึงรีบเปิดประตูลงมาดู คนในหมู่บ้านที่อยู่บริเวณนั้นหลั่งไหลมาจากทุกทิศ มีคนตะโกนถามว่าคนเจ็บเป็นใครมาจากไหน คนชนเป็นใครวุ่นวายไปหมด จนมีคนหนึ่งตะโกนว่าเรียกมูลนิธิๆ สติเราก็กลับมา กลับไปหยิบโทรศัพท์ในรถ โทร 1669 แจ้งเหตุ โทร 1669 รีบโทรหาประกัน โทรหาประกันเสร็จ โทร 191 ทั้งสามเบอร์เราโทรทั้งหมดและติดต่อภายในครั้งเดียวก็แจ้งเหตุกันรู้เรื่อง สภาพคนเจ็บตอนนั้นคือเป็นเด็กแน่ๆ เราไม่กล้ามองใกล้ๆ แฟนเราเข้าไปดูมีคนจะไปยกตัวเด็กแต่หลายๆคนแถวนั้นรวมทั้งแฟนเราบอกว่าอย่าเพิ่งยก รอรถฉุกเฉินดีกว่า สักพักรถฉุกเฉินมาประเมินอาการคนเจ็บและพาส่งโรงพยาบาลโดยใส่เปลหามและมีที่ดามคอ รถฉุกเฉินออกไปก่อนแล้วตำรวจก็มาถึง เราไปแสดงตัวว่าเราเป็นคนขับรถยนต์ ตำรวจขอใบขับขี่เราก็ยื่นให้และถามเหตุการณ์เราก็เล่าไปตามสถานการณ์จริงหลังจากนั้นจึงเดินไปดูรถเราแล้วท่านก็บอกว่าขับไปไม่ได้เรียกรถยกเราก็โอเค เพราะเราก็ไม่กล้าขับเหมือนกันท่านถามเราเพิ่มเติมและสอบถามรถเก๋งสีดำอีกคันที่เคยจอดรถรอเลี้ยวขวาซึ่งเขาก็ให้ความร่วมมือตอบคำถามดีว่าเขาเห็นอย่างไรบ้าง เมื่อเสร็จจากตรงนั้นท่านก็แจ้งเราว่าท่านจะไปลงบันทึกประจำวันที่ สน.ก่อน ให้เราตามไปที่ สน. ซึ่งตอนนั้นเราโทรหาญาติที่อยู่ใกล้ที่สุดให้มาอยู่เป็นเพื่อนด้วย รวมทั้งประกันก็จะตามเราไปที่ สน.ด้วย เพราะเส้นทางที่เกิดเหตุนั้นอยู่ชนบทเข้าได้หลายทางแต่เขาอยู่ใกล้ สน. จึงไปเจอกันที่ สน.เลย หลังจากนั้นเราจึงเดินทางไป สน.กัน ซึ่งก็ห่างกันประมาณ 15 กิโลเมตร พอเราไปถึงตำรวจท่านนั้นก็ต้องไปจัดการคดีอื่นต่อ แต่ท่านเขียนบันทึกประจำวันไว้เรียบร้อยแล้วและฝากตำรวจเวรไว้ว่าให้เรามาติดต่อพรุ่งนี้อีกที เราก็โอเค ระหว่างที่อยู่สถานีตำรวจนั้นเราคุยกับน้องที่ขับรถยกว่า พอจะมีข้อมูลมูลนิธิที่นำคนเจ็บไปโรงพยาบาลไหม เราอยากได้ข้อมูลแต่โชคดีว่ามีเด็กที่นั่งเล่นอยู่บริเวณ สน. เป็นเด็กนักเรียนที่เรียนโรงเรียนเดียวกันกับคนเจ็บ น้องน่ารักมากช่วยหาเบอร์โทรของผู้ปกครองคนเจ็บให้เรา เราก็โทรหาและทราบว่าคนเจ็บสาหัสมากกำลังถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลใหญ่ เราใจหายวาบและเสียใจมาก พอดีแม่กับน้องชายเรามารับและบอกว่ากลับไปตั้งหลักที่บ้านก่อน ระหว่างเดินทางกลับบ้านซึ่งอยู่คนละทิศทางกับโรงพยบาล เราได้โทรหาและถามข่าวคราวจากญาติสองครั้ง และบอกเขาว่าพรุ่งนี้ตำรวจให้เราเข้าไปพบที่ สน.ก่อน เราจะเข้าไปเยี่ยม รุ่งเช้าเราก็โทรหาญาติคนเจ็บอีกครั้ง และทราบว่าอาการยังหนักยังไม่รู้สึกตัว เราก็เข้าไป สน.เพื่อจัดการเอารถออกไปซ่อมและคุยกับประกันซึ่งทุกอย่างประกันจัดการหมด กว่าจะเสร็จเรื่อง ก็เกือบสี่โมงเย็น เราก็ตามไปเยี่ยมคนเจ็บที่โรงพยาบาล เรากลัวมากแต่ก็ต้องไป และเราเตรียมใจไว้แล้วว่าอาจจะเจอคำพูดอะไรบ้าง ซึ่งจากวันที่เกิดเห็นจนถึงวันที่เราเล่าผ่านมาแล้วสามวัน เราไปเยี่ยมโดยเราซื้อของเยี่ยม และให้เงินเล็กน้อยไว้กับญาติคนเจ็บทั้งสองครั้ง
2. บทเรียนสำคัญ เราขอแยกเป็นข้อ ถ้าใครมีประสบการณ์ว่าจะทำอย่างไรต่อไป หรือเคสของแต่ละคนที่ผ่านมาอย่างไร แนะนำเราได้นะคะ ว่าเราควรทำอย่างไรได้บ้าง
2.1 เราเสียใจมากที่เหตุการณ์มันเป็นแบบนี้ และเราไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเลย แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วเราก็อยากจะช่วยเหลือเขาบ้างตามกำลัง เพราะเขาสาหัสมาก รถคู่กรณีไม่มี พ.ร.บ. ไม่มีใบขับขี่ และไม่มีประกัน รวมทั้งยังเป็นบุคคลที่ยังไม่สามารถขอใบอนุญาตขับขี่ได้ จึงทำให้ทางคนเจ็บต้องสำรองจ่ายก่อน และเขาแจ้งให้เราทราบว่าเขายังไม่ได้จ่ายค่ารักษาในโรงพยาลแรกเราอยากให้เขาหายเพราะเขายังเป็นเด็ก โดยหาข้อมูลว่าเขาจะสามารถมีค่าใช้จ่ายตรงไหนบ้างที่จะมาช่วยเหลือ เช่น ประกันนักเรียนเราก็โทรไปถามที่โรงเรียนให้ (ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกว่าผู้ปกครองเขาถามไปหรือยัง) ส่วนบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด เราก็โทรไปถามให้ เขาก็บอกว่าต้องใช้คันของตนเองก่อน หรือถ้าใช้ของเราและภายหลังคดีตัดสินว่าเขาผิด เขาก็จะถูกค่าปรับอีกเยอะ (ไม่แน่ใจว่าเท่าไหร่เพราะไม่ได้ถามลึกขนาดนั้น) คือจะบอกว่าที่เราทำแบบนี้เพราะเราไม่มีเงินมากพอที่จะช่วยเขา เราไม่อยากหยิบยืมใครมาด้วย บทเรียนของเราคือ เราจะบอกลูกหลานญาติพี่น้องของเราอย่านิ่งนอนใจ ให้ต่อ พ.ร.บ. ต่อประกัน เสียภาษี ทำทุกอย่างให้เรียบร้อยเหมือนที่เราทำเพราะเวลาเกิดเหตุสิ่งเหล่านี้จะช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายได้ในเบื้องต้น
2.2 ระหว่างอยู่ในที่เกิดเหตุมีคนบอกให้เราบอกประกันหรือบอกตำรวจว่าเราผิด เพราะรถคนเจ็บไม่มี พ.ร.บ. เขาจะได้ใช้สิทธิ์ด้วย เรายืนงง เพราะยังตกใจแต่ก็นิ่งไม่ได้ตอบอะไร ข้อนี้เราคิดว่าไม่ควรทำถูกต้องหรือไม่อย่างไร
2.3 หลังจากนี้เราต้องไป สน.เพื่อให้การอีกครั้ง ซึ่งตำรวจนัดมาแล้ว และเราก็คงยืนยันให้การแบบเดิม เราไม่สามารถบอกได้ว่าเราผิดหรือถูก โดยเราโทรบอกประกันไปกับเราแล้ว
2.4 เราทราบจากตำรวจว่า เขาโทรไปถามตำรวจว่าใครผิดกันแน่ซึ่งตำรวจก็ตอบว่าต้องสอบสวนทั้งสองฝ่ายก่อนเพราะตอนนี้คนเจ็บยังสาหัสอยู่ และดูเหมือนเขายังไม่เข้าใจที่ตำรวจบอกและอยากได้คำตอบจากตำรวจว่าเราผิด และจากท่าทีที่เราเจอญาติๆเขาส่วนใหญ่ก็เข้าใจดี (ต่อหน้าเรา) แต่ญาติบางคนเรารับรู้ได้ว่าเขามองว่าเราผิด เมื่อเรารู้สึกแบบนี้เราก็ไม่สบายใจมาก เพราะมันเป็นอุบัติเหตุ เราไม่ได้ตั้งใจ เราอยากถามว่าเราควรไปเยี่ยมเขาอีกหรือไม่อย่างไร (เราตั้งใจว่าจะไปวันเว้นวัน แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะอยู่โรงพยาบาลอีกนานเท่าไหร่)
2.5 จากเหตุการณ์ที่เราเล่า ใครพอจะมีประสบการณ์ หรือท่านใดที่เป็นทนายหรือเป็นผู้รู้กฏหมาย เหตุการณ์แบบนี้เราผิดไหม ซึ่งถ้าเราผิดประกันจะจัดการให้เราเองตามเงื่อนไขเลยหรือเปล่า (ประกันชั้น 1)
2.6 ถ้าเลวร้ายที่สุดเขาเกิดเสียชีวิตขึ้นมา (ซึ่งเราภาวนาให้เขาหายวันหายคืนอย่าเป็นอะไรไปเลย) เราจะติดคุกไหม หรือกระบวนการขั้นตอนต่อไปต้องทำอย่างไร มีขั้นตอนทางกฎหมายอย่างไรบ้าง
2.7 เราเก็บหลักฐานภาพถ่ายเอาไว้ แต่เสียดายกล้องหน้ารถเราเมมมันเสียพอดี จึงไม่มีหลักฐานที่เป็นภาพเคลื่อนไหว ซึ่งหลังจากเกิดเหตุเราเพิ่งรู้ และกำลังมองหากล้องตัวใหม่อยู่ ข้อนี้เป็นบทเรียนว่า ทุกท่านอย่าลืมเช็คอยู่เสมอ เพราะเราเห็นไฟมันขึ้นตลอดเวลาสตาร์ทรถ ก็คิดว่ามันปกติแต่พอมาดูอีกทีมันต้องเป็นไฟสีแดงเวลาบันทึกแต่ของเรามันขึ้นแค่สีเหลือง (กล้องเรามีทั้งหน้าทั้งหลัง ราคากลางๆ)
ตอนนี้เราเครียดมาก และเราก็เข้าใจอีกฝ่ายเหมือนกันว่าเขาคงทุกข์ใจไม่แพ้กับเรา พอจะมีทางไหนที่ช่วยเหลือเขาได้บ้าง และหลังจากนี้เราควรทำอย่างไรต่อไป เราจะติดคุกไหม
แลกเปลี่ยนประสบการณ์ "อุบัติเหตุรถชนกัน" คู่กรณีไม่มี พ.ร.บ.และบาดเจ็บสาหัส
1.เล่าเหตุการณ์อุบัติเหตุของเรา
2.เพื่อถอดบทเรียนการปฏิบัติตัวขณะเกิดอุบัติเหตุของเรา
ข้อที่ 1 เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเย็นวันหนึ่งเวลา 18.30 น. เรากับแฟนกำลังขับรถจะกลับบ้านโดยเราเป็นคนขับ (จากจังหวัดหนึ่งไปยังอีกจังหวัดหนึ่งและเป็นต่างจังหวัดไม่ใช่ กทม.)โดยใช้ถนนสายรองเป็นสองเลนสวนกัน ซึ่งในวันนั้น ฟ้ายังไม่มืดมาก พอมองเห็นสองข้างทางได้ชัด ขณะที่เราขับรถไปตามปกติผ่านบริเวณที่เป็นทางโค้ง และถนนเป็นเส้นทึบ เรามองเห็นรถยนต์คันหนึ่งตั้งแต่ไกล รถยนต์คันนั้นเปิดไฟเลี้ยวขวาเพื่อรอให้รถเราไปก่อน เราก็ขับช้าลงเพราะมันสองเลนสวน และต้องระวังรถคันสีดำที่รอเลี้ยวเผื่อเขาตัดหน้า ทันใดนั้นเองเมื่อเราขับเลยรถสีดำมายังไม่ทันพ้นสายตาก็ต้องตกใจเพราะมีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งพุ่งมาชนด้านหน้าขวาของเราเราอย่างจัง(ฝั่งคนขับ) ภาพมันเร็วและมองไม่เห็นว่าเขามาจากไหน มายังไง เรากับแฟนตกใจมากและรถเราก็หยุดทันที เมื่อรถหยุดแฟนเรารีบเปิดประตูรถออกไปดู เรานั่งตกใจอยู่ในรถ ไม่ถึง 1 นาที จึงรีบเปิดประตูลงมาดู คนในหมู่บ้านที่อยู่บริเวณนั้นหลั่งไหลมาจากทุกทิศ มีคนตะโกนถามว่าคนเจ็บเป็นใครมาจากไหน คนชนเป็นใครวุ่นวายไปหมด จนมีคนหนึ่งตะโกนว่าเรียกมูลนิธิๆ สติเราก็กลับมา กลับไปหยิบโทรศัพท์ในรถ โทร 1669 แจ้งเหตุ โทร 1669 รีบโทรหาประกัน โทรหาประกันเสร็จ โทร 191 ทั้งสามเบอร์เราโทรทั้งหมดและติดต่อภายในครั้งเดียวก็แจ้งเหตุกันรู้เรื่อง สภาพคนเจ็บตอนนั้นคือเป็นเด็กแน่ๆ เราไม่กล้ามองใกล้ๆ แฟนเราเข้าไปดูมีคนจะไปยกตัวเด็กแต่หลายๆคนแถวนั้นรวมทั้งแฟนเราบอกว่าอย่าเพิ่งยก รอรถฉุกเฉินดีกว่า สักพักรถฉุกเฉินมาประเมินอาการคนเจ็บและพาส่งโรงพยาบาลโดยใส่เปลหามและมีที่ดามคอ รถฉุกเฉินออกไปก่อนแล้วตำรวจก็มาถึง เราไปแสดงตัวว่าเราเป็นคนขับรถยนต์ ตำรวจขอใบขับขี่เราก็ยื่นให้และถามเหตุการณ์เราก็เล่าไปตามสถานการณ์จริงหลังจากนั้นจึงเดินไปดูรถเราแล้วท่านก็บอกว่าขับไปไม่ได้เรียกรถยกเราก็โอเค เพราะเราก็ไม่กล้าขับเหมือนกันท่านถามเราเพิ่มเติมและสอบถามรถเก๋งสีดำอีกคันที่เคยจอดรถรอเลี้ยวขวาซึ่งเขาก็ให้ความร่วมมือตอบคำถามดีว่าเขาเห็นอย่างไรบ้าง เมื่อเสร็จจากตรงนั้นท่านก็แจ้งเราว่าท่านจะไปลงบันทึกประจำวันที่ สน.ก่อน ให้เราตามไปที่ สน. ซึ่งตอนนั้นเราโทรหาญาติที่อยู่ใกล้ที่สุดให้มาอยู่เป็นเพื่อนด้วย รวมทั้งประกันก็จะตามเราไปที่ สน.ด้วย เพราะเส้นทางที่เกิดเหตุนั้นอยู่ชนบทเข้าได้หลายทางแต่เขาอยู่ใกล้ สน. จึงไปเจอกันที่ สน.เลย หลังจากนั้นเราจึงเดินทางไป สน.กัน ซึ่งก็ห่างกันประมาณ 15 กิโลเมตร พอเราไปถึงตำรวจท่านนั้นก็ต้องไปจัดการคดีอื่นต่อ แต่ท่านเขียนบันทึกประจำวันไว้เรียบร้อยแล้วและฝากตำรวจเวรไว้ว่าให้เรามาติดต่อพรุ่งนี้อีกที เราก็โอเค ระหว่างที่อยู่สถานีตำรวจนั้นเราคุยกับน้องที่ขับรถยกว่า พอจะมีข้อมูลมูลนิธิที่นำคนเจ็บไปโรงพยาบาลไหม เราอยากได้ข้อมูลแต่โชคดีว่ามีเด็กที่นั่งเล่นอยู่บริเวณ สน. เป็นเด็กนักเรียนที่เรียนโรงเรียนเดียวกันกับคนเจ็บ น้องน่ารักมากช่วยหาเบอร์โทรของผู้ปกครองคนเจ็บให้เรา เราก็โทรหาและทราบว่าคนเจ็บสาหัสมากกำลังถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลใหญ่ เราใจหายวาบและเสียใจมาก พอดีแม่กับน้องชายเรามารับและบอกว่ากลับไปตั้งหลักที่บ้านก่อน ระหว่างเดินทางกลับบ้านซึ่งอยู่คนละทิศทางกับโรงพยบาล เราได้โทรหาและถามข่าวคราวจากญาติสองครั้ง และบอกเขาว่าพรุ่งนี้ตำรวจให้เราเข้าไปพบที่ สน.ก่อน เราจะเข้าไปเยี่ยม รุ่งเช้าเราก็โทรหาญาติคนเจ็บอีกครั้ง และทราบว่าอาการยังหนักยังไม่รู้สึกตัว เราก็เข้าไป สน.เพื่อจัดการเอารถออกไปซ่อมและคุยกับประกันซึ่งทุกอย่างประกันจัดการหมด กว่าจะเสร็จเรื่อง ก็เกือบสี่โมงเย็น เราก็ตามไปเยี่ยมคนเจ็บที่โรงพยาบาล เรากลัวมากแต่ก็ต้องไป และเราเตรียมใจไว้แล้วว่าอาจจะเจอคำพูดอะไรบ้าง ซึ่งจากวันที่เกิดเห็นจนถึงวันที่เราเล่าผ่านมาแล้วสามวัน เราไปเยี่ยมโดยเราซื้อของเยี่ยม และให้เงินเล็กน้อยไว้กับญาติคนเจ็บทั้งสองครั้ง
2. บทเรียนสำคัญ เราขอแยกเป็นข้อ ถ้าใครมีประสบการณ์ว่าจะทำอย่างไรต่อไป หรือเคสของแต่ละคนที่ผ่านมาอย่างไร แนะนำเราได้นะคะ ว่าเราควรทำอย่างไรได้บ้าง
2.1 เราเสียใจมากที่เหตุการณ์มันเป็นแบบนี้ และเราไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเลย แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วเราก็อยากจะช่วยเหลือเขาบ้างตามกำลัง เพราะเขาสาหัสมาก รถคู่กรณีไม่มี พ.ร.บ. ไม่มีใบขับขี่ และไม่มีประกัน รวมทั้งยังเป็นบุคคลที่ยังไม่สามารถขอใบอนุญาตขับขี่ได้ จึงทำให้ทางคนเจ็บต้องสำรองจ่ายก่อน และเขาแจ้งให้เราทราบว่าเขายังไม่ได้จ่ายค่ารักษาในโรงพยาลแรกเราอยากให้เขาหายเพราะเขายังเป็นเด็ก โดยหาข้อมูลว่าเขาจะสามารถมีค่าใช้จ่ายตรงไหนบ้างที่จะมาช่วยเหลือ เช่น ประกันนักเรียนเราก็โทรไปถามที่โรงเรียนให้ (ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกว่าผู้ปกครองเขาถามไปหรือยัง) ส่วนบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด เราก็โทรไปถามให้ เขาก็บอกว่าต้องใช้คันของตนเองก่อน หรือถ้าใช้ของเราและภายหลังคดีตัดสินว่าเขาผิด เขาก็จะถูกค่าปรับอีกเยอะ (ไม่แน่ใจว่าเท่าไหร่เพราะไม่ได้ถามลึกขนาดนั้น) คือจะบอกว่าที่เราทำแบบนี้เพราะเราไม่มีเงินมากพอที่จะช่วยเขา เราไม่อยากหยิบยืมใครมาด้วย บทเรียนของเราคือ เราจะบอกลูกหลานญาติพี่น้องของเราอย่านิ่งนอนใจ ให้ต่อ พ.ร.บ. ต่อประกัน เสียภาษี ทำทุกอย่างให้เรียบร้อยเหมือนที่เราทำเพราะเวลาเกิดเหตุสิ่งเหล่านี้จะช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายได้ในเบื้องต้น
2.2 ระหว่างอยู่ในที่เกิดเหตุมีคนบอกให้เราบอกประกันหรือบอกตำรวจว่าเราผิด เพราะรถคนเจ็บไม่มี พ.ร.บ. เขาจะได้ใช้สิทธิ์ด้วย เรายืนงง เพราะยังตกใจแต่ก็นิ่งไม่ได้ตอบอะไร ข้อนี้เราคิดว่าไม่ควรทำถูกต้องหรือไม่อย่างไร
2.3 หลังจากนี้เราต้องไป สน.เพื่อให้การอีกครั้ง ซึ่งตำรวจนัดมาแล้ว และเราก็คงยืนยันให้การแบบเดิม เราไม่สามารถบอกได้ว่าเราผิดหรือถูก โดยเราโทรบอกประกันไปกับเราแล้ว
2.4 เราทราบจากตำรวจว่า เขาโทรไปถามตำรวจว่าใครผิดกันแน่ซึ่งตำรวจก็ตอบว่าต้องสอบสวนทั้งสองฝ่ายก่อนเพราะตอนนี้คนเจ็บยังสาหัสอยู่ และดูเหมือนเขายังไม่เข้าใจที่ตำรวจบอกและอยากได้คำตอบจากตำรวจว่าเราผิด และจากท่าทีที่เราเจอญาติๆเขาส่วนใหญ่ก็เข้าใจดี (ต่อหน้าเรา) แต่ญาติบางคนเรารับรู้ได้ว่าเขามองว่าเราผิด เมื่อเรารู้สึกแบบนี้เราก็ไม่สบายใจมาก เพราะมันเป็นอุบัติเหตุ เราไม่ได้ตั้งใจ เราอยากถามว่าเราควรไปเยี่ยมเขาอีกหรือไม่อย่างไร (เราตั้งใจว่าจะไปวันเว้นวัน แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะอยู่โรงพยาบาลอีกนานเท่าไหร่)
2.5 จากเหตุการณ์ที่เราเล่า ใครพอจะมีประสบการณ์ หรือท่านใดที่เป็นทนายหรือเป็นผู้รู้กฏหมาย เหตุการณ์แบบนี้เราผิดไหม ซึ่งถ้าเราผิดประกันจะจัดการให้เราเองตามเงื่อนไขเลยหรือเปล่า (ประกันชั้น 1)
2.6 ถ้าเลวร้ายที่สุดเขาเกิดเสียชีวิตขึ้นมา (ซึ่งเราภาวนาให้เขาหายวันหายคืนอย่าเป็นอะไรไปเลย) เราจะติดคุกไหม หรือกระบวนการขั้นตอนต่อไปต้องทำอย่างไร มีขั้นตอนทางกฎหมายอย่างไรบ้าง
2.7 เราเก็บหลักฐานภาพถ่ายเอาไว้ แต่เสียดายกล้องหน้ารถเราเมมมันเสียพอดี จึงไม่มีหลักฐานที่เป็นภาพเคลื่อนไหว ซึ่งหลังจากเกิดเหตุเราเพิ่งรู้ และกำลังมองหากล้องตัวใหม่อยู่ ข้อนี้เป็นบทเรียนว่า ทุกท่านอย่าลืมเช็คอยู่เสมอ เพราะเราเห็นไฟมันขึ้นตลอดเวลาสตาร์ทรถ ก็คิดว่ามันปกติแต่พอมาดูอีกทีมันต้องเป็นไฟสีแดงเวลาบันทึกแต่ของเรามันขึ้นแค่สีเหลือง (กล้องเรามีทั้งหน้าทั้งหลัง ราคากลางๆ)
ตอนนี้เราเครียดมาก และเราก็เข้าใจอีกฝ่ายเหมือนกันว่าเขาคงทุกข์ใจไม่แพ้กับเรา พอจะมีทางไหนที่ช่วยเหลือเขาได้บ้าง และหลังจากนี้เราควรทำอย่างไรต่อไป เราจะติดคุกไหม