'หญิงหน่อย'สอนมวยแก้ภัยแล้ง'บิ๊กป้อม' อย่าง่ายๆ ลวกๆ ดูแลอย่าให้'ทุจริต'
https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_1896303
เมื่อวันที่ 17 มกราคม คุณหญิง
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย โพสต์ในเฟซบุ๊คของตัวเอง
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphan ว่า
ได้ทราบจากข่าวว่าวันนี้ รองนายกฯประวิตร จะนั่งหัวโต๊ะประชุมเรื่องแก้ไขปัญหาภัยแล้ง จึงจะขอฝากแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน
ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นนี้จะไปซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจให้แย่ลง เพราะเกษตรกรซึ่งถือเป็นกำลังซื้อหลัก จะยากจนมากขึ้น จากปัญหาภัยแล้งซึ่งเกิดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่แล้ว รวมทั้งราคาพืชผลเกษตรที่ตกต่ำต่อเนื่อง มาตั้งแต่พลเอกประยุทธ์ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี
ปัญหาที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขจึงมี 2 มิติ คือ
1) การแก้ไขปัญหาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากภัยแล้ง ด้วยการหาวิธี #เติมเงินในกระเป๋า
ให้กับเกษตรกร ในช่วงที่ไม่มีรายได้จากการเพาะปลูก เพราะปัญหาภัยแล้ง โดย
1.1) เร่งจ่ายเงิน”ชดเชยภัยแล้ง”ให้กับเกษตรกร ตั้งแต่บัดนี้ ก่อนที่เกษตรกรจะลงมือเพาะปลูก เพื่อให้เกษตรกรมีทุนไปประกอบอาชีพอื่น ในระหว่างที่รอฤดูฝน
1.2) จัดสรรงบประมาณตรงไปที่ กองทุนหมู่บ้าน เพื่อเป็นค่าแรงให้เกษตรกรในหมู่บ้าน ทำการขุดสระน้ำเพื่อกักเก็บน้ำในฤดูฝน ในหมู่บ้านและไร่นา เป็นการทำให้เกษตรกรมีรายได้ ในระหว่างที่ปลูกพืชผลทางการเกษตรไม่ได้ และยังทำให้ได้สระน้ำไว้กักเก็บน้ำในฤดูฝนอีกด้วย
1.3) เร่งจัดทำแผนโซนนิ่งการเพาะปลูก เพื่อสนับสนุนงบประมาณให้เกษตรกร ปรับเปลี่ยนการผลิต ไปปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และอากาศ รวมทั้งเป็นพืชที่ขายได้ราคาเพื่อสร้างรายได้ที่ยังยืนให้เกษตรกร
มิใช่การแก้ไขปัญหาแบบ #ง่ายๆลวกๆ อย่างที่กำลังทำอยู่
“ไม่มีน้ำ ก็ห้ามเกษตรกรเพาะปลูก” โดยไม่ได้หาอาชีพ หรือรายได้อะไรให้เขา เล่นบังคับอย่างเดียว โดยไม่ช่วยเหลือ ปล่อยให้ชาวบ้านต้องเผชิญทุกข์อย่างเดียวดาย
2) การแก้ไขปัญหาน้ำแล้งน้ำท่วมซ้ำซาก โดย
2.1) รัฐบาลต้องทำ”แผนแม่บทในการบริหารจัดการน้ำ” ที่มีกรอบระยะเวลาและแผนงานที่ชัดเจนเพื่อให้การแก้ไขปัญหามีประสิทธิภาพมากที่สุดและเร็วที่สุด ซึ่งในข้อเท็จจริงประเทศไทยมีแผนบริหารจัดการน้ำแล้ว ซึ่งคิดมาตั้งแต่สมัยนายกทักษิณ และจะเริ่มทำโครงการในสมัยนายกยิ่งลักษณ์ แต่หลังจากที่พลเอกประยุทธ์ทำการรัฐประหารก็ยกเลิกโครงการนี้ ซึ่งถ้าไม่ยกเลิก ป่านนี้หลายพื้นที่คงได้รับการแก้ไขปัญหาไปแล้ว
ที่ผ่านมารัฐบาลแก้ไขปัญหาแบบ”ไฟไหม้ฟาง” พอปัญหาเกิด ก็ค่อยมาแก้ไข อย่างเช่นในปัจจุบัน เพิ่งมาเร่งขุดบ่อบาดาล ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาไม่ได้มาก เพราะไม่เพียงพอ และไม่ทันกับเวลา
2.2) รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาการทุจริต เพราะโครงการขุดลอกแหล่งน้ำ มีการร้องเรียนเรื่องทุจริตมากมายหลายแห่งปรากฎตามสื่อต่างๆ ว่าไม่มีการขุดลอกจริง มีเพียงการเอาแม็คโครไปขุดเพียงเล็กน้อย ซึ่งตรวจสอบได้ยาก เนื่องจากไปขุดลอกในหน้าน้ำ ที่มีน้ำเต็มแหล่งน้ำ ซึ่งปกติเขาจะขุดลอกกันในหน้าแล้ง
ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากภัยแล้ง สามารถทุเลาเบาบางลงได้ หากรัฐบาลมีความ”ตั้งใจจริง” และมีความ”จริงใจ”ในการแก้ไขปัญหา
ดังนั้นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำคือรัฐบาลต้องเร่ง #เติมเงินในกระเป๋า ให้กับเกษตรกร ที่ประสบปัญหาภัยแล้ง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบซ้ำเติมต่อปัญหาเศรษฐกิจมากขึ้นไปอีก
และต้องกำกับดูแลไม่ให้เกิดปัญหา”ทุจริต”ในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้กับประชาชน อย่างที่มีข่าวปรากฎมาก่อนหน้านี้
https://www.facebook.com/sudaratofficial/posts/2656951461050297
"สมชัย" แนะท่าทีแต่ละฝ่าย กลับมาใช้เหตุผล-ยึดนิติธรรม ปมพรรคการเมืองกู้ยืมเงิน
https://www.matichon.co.th/politics/news_1896727
เมื่อวันที่ 17 มกราคม นาย
สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก แสดงความเห็นกรณีปัญหาการกู้ยืมเงินของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ได้รับการเปิดเผยรายชื่อมาก่อนหน้านี้ ระบุว่า
จุดยืนของผมตั้งแต่เริ่มต้น คือ เงินกู้ เงินยืม คือ หนี้สิน ไม่ใช่รายได้ (ม. 62) ไม่ใช่เงินบริจาค (ม.66) และไม่ใช่ประโยชน์อื่นที่รู้หรือควรรู้ว่า ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย(ม.72)
สิ่งที่ยืนยันความเห็นของผม คือ เอกสารงบการเงินของพรรคการเมืองต่างๆไม่ว่าจะเป็นกฎหมายเก่าหรือกฎหมายใหม่ ตามหลักฐานที่ กกต.เผยแพร่ตั้งแต่ปี 2556-2561 ปรากฏรายการเงินกู้ เงินยืม เงินทดรองจ่ายของพรรคการเมืองมากมายนับสิบพรรค ในรายการหมวด “หนี้สิน” ไม่ใช่หมวด “รายได้”
แต่เมื่อ กกต.ชุดปัจจุบัน สร้างบรรทัดฐานใหม่ โดยเห็นว่า เงินกู้ เป็น ประโยชน์อื่นที่รู้หรือควรรู้ว่าได้มาโดยมิชอบ (ม.72) เนื่องจากไม่ปรากฏรายการเงินกู้ ในหมวดรายได้ (ม.62) และถือเป็นความผิดในระดับ ยุบพรรค ตัดสิทธิรับสมัครเลือกตั้งตลอดชีวิต และดำเนินคดีอาญาถึงขั้นจำคุก
ยุทธศาสตร์และท่าทีของฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องจึงต้องเดินหน้าต่อดังนี้
1. กกต. ต้องแสดงท่าทีที่ชัดเจนว่า สิ่งนี้เป็นความผิด และ ทุกกรณีที่เป็น”ความปรากฏ” ต่อสายตา นายทะเบียนพรรคการเมือง ไม่จำเป็นต้องมีผู้ร้อง ต้องดำเนินการภายใต้มาตรฐานเดียวกัน 16 พรรคที่กู้ และ อีก 16 พรรคที่ยืม รวม 32 กรณี ต้องนำเสนอต่อที่ประชุม กกต.เพื่อวินิจฉัยว่าถูกหรือผิด และส่งฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญอย่างเท่าเทียมโดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นพรรครัฐบาล หรือฝ่ายค้าน
2. ศาลรัฐธรรมนูญ ควรเปิดโอกาสให้มีการไต่สวนก่อนมีคำวินิจฉัย คือเปิดให้ทุกฝ่ายนำเสนอข้อมูล หลักฐาน และเหตุผล ที่ชัดเจนและเพียงพอ เพื่อให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย เนื่องจากเป็นประเด็นยุบพรรคและตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต เทียบเท่าการประหารชีวิตทางการเมือง
3. พรรคอนาคตใหม่ ต้องเดินหน้าต่อสู้ด้วยหลักฐานและเหตุผล ไม่ต้องมองสถานการณ์แบบเลวร้ายสุด (worst case scenario) ที่ไปประเมินว่าโดนยุบพรรคแน่ กรรมการบริหารที่เป็น ส.ส.ไม่จำเป็นต้องลาออกเพื่อเลื่อนอันดับคนในบัญชีรายชื่อเพียงเพื่อต้องการรักษาจำนวน ส.ส. ขอให้สู้ตามหลักการให้ถึงที่สุด หลังจากนั้นเป็นเรื่องของอนาคต
4. พรรคการเมืองที่เหลือ ต้องมีความเห็นต่อสาธารณะในประเด็นดังกล่าว ไม่ใช่ว่า ตัวเองไม่เกี่ยว รอดแล้ว ก็เงียบๆ หรือเห็นว่า ตัวเองก็กู้ ก็ยืม แต่ก็เงียบไม่พูด เพื่อเอาใจ กกต. หรือกลัวว่าจะติดร่างแหไปด้วย สิ่งใดไม่ถูก ต้องกล้าพูด กล้าเปิดเผย
5. ทุกคนทุกฝ่าย ต้องส่งเสริมให้เดินหน้าด้วยหลักการที่ถูกต้อง เป็นมาตรฐาน ใครเป็นบิดาแห่งข้อยกเว้น ต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นบิดาของหลักกฎหมายที่ยึดหลักนิติธรรม ช่วยกันสร้างสังคมนิติรัฐที่น่าอยู่ มิให้คนในสังคมรู้สึกว่า หากเป็นพวกเอ็งผิดตลอดแต่หากเป็นพวกข้าไม่เคยผิด
สมชัย ศรีสุทธิยากร
17 มกราคม 2563
https://www.facebook.com/Somchai.Srisutthiyakorn/posts/2580142932035094
JJNY : หญิงหน่อยสอนมวยแก้ภัยแล้งป้อม/สมชัยแนะใช้เหตุผล-ยึดนิติธรรม ปมพรรคกู้เงิน/ภัยแล้งฉุดศก.เสียหาย1.9หมื่นล.
https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_1896303
ได้ทราบจากข่าวว่าวันนี้ รองนายกฯประวิตร จะนั่งหัวโต๊ะประชุมเรื่องแก้ไขปัญหาภัยแล้ง จึงจะขอฝากแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน
ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นนี้จะไปซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจให้แย่ลง เพราะเกษตรกรซึ่งถือเป็นกำลังซื้อหลัก จะยากจนมากขึ้น จากปัญหาภัยแล้งซึ่งเกิดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่แล้ว รวมทั้งราคาพืชผลเกษตรที่ตกต่ำต่อเนื่อง มาตั้งแต่พลเอกประยุทธ์ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี
ปัญหาที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขจึงมี 2 มิติ คือ
1) การแก้ไขปัญหาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากภัยแล้ง ด้วยการหาวิธี #เติมเงินในกระเป๋า
ให้กับเกษตรกร ในช่วงที่ไม่มีรายได้จากการเพาะปลูก เพราะปัญหาภัยแล้ง โดย
1.1) เร่งจ่ายเงิน”ชดเชยภัยแล้ง”ให้กับเกษตรกร ตั้งแต่บัดนี้ ก่อนที่เกษตรกรจะลงมือเพาะปลูก เพื่อให้เกษตรกรมีทุนไปประกอบอาชีพอื่น ในระหว่างที่รอฤดูฝน
1.2) จัดสรรงบประมาณตรงไปที่ กองทุนหมู่บ้าน เพื่อเป็นค่าแรงให้เกษตรกรในหมู่บ้าน ทำการขุดสระน้ำเพื่อกักเก็บน้ำในฤดูฝน ในหมู่บ้านและไร่นา เป็นการทำให้เกษตรกรมีรายได้ ในระหว่างที่ปลูกพืชผลทางการเกษตรไม่ได้ และยังทำให้ได้สระน้ำไว้กักเก็บน้ำในฤดูฝนอีกด้วย
1.3) เร่งจัดทำแผนโซนนิ่งการเพาะปลูก เพื่อสนับสนุนงบประมาณให้เกษตรกร ปรับเปลี่ยนการผลิต ไปปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และอากาศ รวมทั้งเป็นพืชที่ขายได้ราคาเพื่อสร้างรายได้ที่ยังยืนให้เกษตรกร
มิใช่การแก้ไขปัญหาแบบ #ง่ายๆลวกๆ อย่างที่กำลังทำอยู่
“ไม่มีน้ำ ก็ห้ามเกษตรกรเพาะปลูก” โดยไม่ได้หาอาชีพ หรือรายได้อะไรให้เขา เล่นบังคับอย่างเดียว โดยไม่ช่วยเหลือ ปล่อยให้ชาวบ้านต้องเผชิญทุกข์อย่างเดียวดาย
2) การแก้ไขปัญหาน้ำแล้งน้ำท่วมซ้ำซาก โดย
2.1) รัฐบาลต้องทำ”แผนแม่บทในการบริหารจัดการน้ำ” ที่มีกรอบระยะเวลาและแผนงานที่ชัดเจนเพื่อให้การแก้ไขปัญหามีประสิทธิภาพมากที่สุดและเร็วที่สุด ซึ่งในข้อเท็จจริงประเทศไทยมีแผนบริหารจัดการน้ำแล้ว ซึ่งคิดมาตั้งแต่สมัยนายกทักษิณ และจะเริ่มทำโครงการในสมัยนายกยิ่งลักษณ์ แต่หลังจากที่พลเอกประยุทธ์ทำการรัฐประหารก็ยกเลิกโครงการนี้ ซึ่งถ้าไม่ยกเลิก ป่านนี้หลายพื้นที่คงได้รับการแก้ไขปัญหาไปแล้ว
ที่ผ่านมารัฐบาลแก้ไขปัญหาแบบ”ไฟไหม้ฟาง” พอปัญหาเกิด ก็ค่อยมาแก้ไข อย่างเช่นในปัจจุบัน เพิ่งมาเร่งขุดบ่อบาดาล ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาไม่ได้มาก เพราะไม่เพียงพอ และไม่ทันกับเวลา
2.2) รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาการทุจริต เพราะโครงการขุดลอกแหล่งน้ำ มีการร้องเรียนเรื่องทุจริตมากมายหลายแห่งปรากฎตามสื่อต่างๆ ว่าไม่มีการขุดลอกจริง มีเพียงการเอาแม็คโครไปขุดเพียงเล็กน้อย ซึ่งตรวจสอบได้ยาก เนื่องจากไปขุดลอกในหน้าน้ำ ที่มีน้ำเต็มแหล่งน้ำ ซึ่งปกติเขาจะขุดลอกกันในหน้าแล้ง
ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากภัยแล้ง สามารถทุเลาเบาบางลงได้ หากรัฐบาลมีความ”ตั้งใจจริง” และมีความ”จริงใจ”ในการแก้ไขปัญหา
ดังนั้นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำคือรัฐบาลต้องเร่ง #เติมเงินในกระเป๋า ให้กับเกษตรกร ที่ประสบปัญหาภัยแล้ง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบซ้ำเติมต่อปัญหาเศรษฐกิจมากขึ้นไปอีก
และต้องกำกับดูแลไม่ให้เกิดปัญหา”ทุจริต”ในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้กับประชาชน อย่างที่มีข่าวปรากฎมาก่อนหน้านี้
https://www.facebook.com/sudaratofficial/posts/2656951461050297
"สมชัย" แนะท่าทีแต่ละฝ่าย กลับมาใช้เหตุผล-ยึดนิติธรรม ปมพรรคการเมืองกู้ยืมเงิน
https://www.matichon.co.th/politics/news_1896727
เมื่อวันที่ 17 มกราคม นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก แสดงความเห็นกรณีปัญหาการกู้ยืมเงินของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ได้รับการเปิดเผยรายชื่อมาก่อนหน้านี้ ระบุว่า
จุดยืนของผมตั้งแต่เริ่มต้น คือ เงินกู้ เงินยืม คือ หนี้สิน ไม่ใช่รายได้ (ม. 62) ไม่ใช่เงินบริจาค (ม.66) และไม่ใช่ประโยชน์อื่นที่รู้หรือควรรู้ว่า ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย(ม.72)
สิ่งที่ยืนยันความเห็นของผม คือ เอกสารงบการเงินของพรรคการเมืองต่างๆไม่ว่าจะเป็นกฎหมายเก่าหรือกฎหมายใหม่ ตามหลักฐานที่ กกต.เผยแพร่ตั้งแต่ปี 2556-2561 ปรากฏรายการเงินกู้ เงินยืม เงินทดรองจ่ายของพรรคการเมืองมากมายนับสิบพรรค ในรายการหมวด “หนี้สิน” ไม่ใช่หมวด “รายได้”
แต่เมื่อ กกต.ชุดปัจจุบัน สร้างบรรทัดฐานใหม่ โดยเห็นว่า เงินกู้ เป็น ประโยชน์อื่นที่รู้หรือควรรู้ว่าได้มาโดยมิชอบ (ม.72) เนื่องจากไม่ปรากฏรายการเงินกู้ ในหมวดรายได้ (ม.62) และถือเป็นความผิดในระดับ ยุบพรรค ตัดสิทธิรับสมัครเลือกตั้งตลอดชีวิต และดำเนินคดีอาญาถึงขั้นจำคุก
ยุทธศาสตร์และท่าทีของฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องจึงต้องเดินหน้าต่อดังนี้
1. กกต. ต้องแสดงท่าทีที่ชัดเจนว่า สิ่งนี้เป็นความผิด และ ทุกกรณีที่เป็น”ความปรากฏ” ต่อสายตา นายทะเบียนพรรคการเมือง ไม่จำเป็นต้องมีผู้ร้อง ต้องดำเนินการภายใต้มาตรฐานเดียวกัน 16 พรรคที่กู้ และ อีก 16 พรรคที่ยืม รวม 32 กรณี ต้องนำเสนอต่อที่ประชุม กกต.เพื่อวินิจฉัยว่าถูกหรือผิด และส่งฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญอย่างเท่าเทียมโดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นพรรครัฐบาล หรือฝ่ายค้าน
2. ศาลรัฐธรรมนูญ ควรเปิดโอกาสให้มีการไต่สวนก่อนมีคำวินิจฉัย คือเปิดให้ทุกฝ่ายนำเสนอข้อมูล หลักฐาน และเหตุผล ที่ชัดเจนและเพียงพอ เพื่อให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย เนื่องจากเป็นประเด็นยุบพรรคและตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต เทียบเท่าการประหารชีวิตทางการเมือง
3. พรรคอนาคตใหม่ ต้องเดินหน้าต่อสู้ด้วยหลักฐานและเหตุผล ไม่ต้องมองสถานการณ์แบบเลวร้ายสุด (worst case scenario) ที่ไปประเมินว่าโดนยุบพรรคแน่ กรรมการบริหารที่เป็น ส.ส.ไม่จำเป็นต้องลาออกเพื่อเลื่อนอันดับคนในบัญชีรายชื่อเพียงเพื่อต้องการรักษาจำนวน ส.ส. ขอให้สู้ตามหลักการให้ถึงที่สุด หลังจากนั้นเป็นเรื่องของอนาคต
4. พรรคการเมืองที่เหลือ ต้องมีความเห็นต่อสาธารณะในประเด็นดังกล่าว ไม่ใช่ว่า ตัวเองไม่เกี่ยว รอดแล้ว ก็เงียบๆ หรือเห็นว่า ตัวเองก็กู้ ก็ยืม แต่ก็เงียบไม่พูด เพื่อเอาใจ กกต. หรือกลัวว่าจะติดร่างแหไปด้วย สิ่งใดไม่ถูก ต้องกล้าพูด กล้าเปิดเผย
5. ทุกคนทุกฝ่าย ต้องส่งเสริมให้เดินหน้าด้วยหลักการที่ถูกต้อง เป็นมาตรฐาน ใครเป็นบิดาแห่งข้อยกเว้น ต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นบิดาของหลักกฎหมายที่ยึดหลักนิติธรรม ช่วยกันสร้างสังคมนิติรัฐที่น่าอยู่ มิให้คนในสังคมรู้สึกว่า หากเป็นพวกเอ็งผิดตลอดแต่หากเป็นพวกข้าไม่เคยผิด
สมชัย ศรีสุทธิยากร
17 มกราคม 2563
https://www.facebook.com/Somchai.Srisutthiyakorn/posts/2580142932035094