นักกีฬาไทย .. หรือถึงเวลาต้อง ”ผลัดใบ” จริงจัง



เริ่มปี 2020 แค่รายการแรกคือ PERODUA Malaysia Masters 2020 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ไม่น่าเชื่อว่าแค่รอบ 2 นักกีฬาไทย ”ตกรอบ” ทุกคน โดยไม่เหลือผ่านเข้าไปถึงรอบ Quarter Final หรือรอบ 8 คนสุดท้ายแม้แต่คนเดียว จึงมีคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น หรือถึงเวลาที่จะต้องทบทวนการพัฒนาหรือเลือกนักกีฬากันใหม่หรือยัง



การ ”ผลัดใบ” ของนักกีฬาแต่ละชาตินั้นถือเป็นเรื่องปกติ และเป็นช่วงเวลาที่จะต้อง ”ทำใจ” ยอมรับผลงานตกต่ำ ที่อาจจะไม่มีแชมป์สำหรับ ”เลือดใหม่” มาให้กองเชียร์ชื่นชม แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อ ”เลือดใหม่” สามารถยกระดับพัฒนาฝีมือ แฟนแบดมินตันก็จะเริ่มชื่นชมและอิ่มเอมกับชัยชนะ



อย่างเช่น ทีมชาติจีน หลังการเลิกราพร้อมกันของนักกีฬาหญิงเดี่ยวที่เรียกกันติดปากว่ายุค ”สองหวังหนึ่งหลี่” ทำให้นักกีฬารุ่นใหม่ที่ถูกส่งขึ้นมาทดแทน ลงสนามแบบไม่สามารถต่อสู่คู่แข่งได้เลยนับแต่สิงหาคม 2016 ที่ Li Xuerui ได้รับบาดเจ็บในรอบรองฯโอลิมปิก 2016 แต่ถึงวันนี้ Chen Yufei ก้าวขึ้นมาเป็นมือหนึ่งโลกหญิงเดี่ยวด้วยผลงาน 7 แชมป์เมื่อปีก่อน


หรืออย่าง ”เกาหลี” ที่เลือกสลับคู่นักกีฬา ”หญิงคู่” เพื่อให้นักกีฬาพ้นความจำเจจากการลงสนามร่วมกัน ถึงวันนี้ก่อนจะแข่งขันโอลิมปิก หลายคู่ของเกาหลีในประเภทนี้ ทั้ง Kim So-yeong / Kong Hee-yong คู่ Baek Ha-na / Jung Kyung-eun และ Lee So-hee / Shin Seung-chan ต่างก็คว้า”แชมป์ใหญ่”ในการแข่งขันระดับ Super 750 เมื่อปี 2019 พร้อมสูตร ”ปราบญี่ปุ่น” ก่อนจะถึงโอลิมปิกในเดือนสิงหาคม


Badmintonthaitoday จึงนำเสนอเรื่องราวเพื่อให้ทุกคนที่เกี่ยวข้อง ”ทบทวน” ว่าถึงเวลาหรือยังที่ผู้เกี่ยวข้องทุกคนต้องหารือและจริงจังกับการพัฒนานักกีฬาไทย ซึ่งแม้จะไม่ทันสำหรับโอลิมปิก 2020 แต่ก็ ”เพื่ออนาคต” ในเอเชียนเกมส์ 2022 ซีเกมส์ 2022 หรือกระทั่ง Thomas&Uber Cup 2022 ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพอีกครั้ง



การ ”วิจารณ์” นักกีฬานั้นมีทั้งบวกและลบ และสร้างความปั่นป่วนมาแล้ว เช่นนักกีฬาเกาหลีที่โดนแฟนแบดมินตันถล่มหลังจบโอลิมปิก 2016 ที่จบโดยไม่มีเหรียญทองจนนักกีฬาหลายคนถอดใจอำลาทีมชาติ แต่นั่นเป็น ”โลกโซเชียล” ที่ ”ใครไม่รู้” มานั่งวิจารณ์ แต่สำหรับ Badmintonthaitoday เป็นสื่อที่มีตัวตน เป็นการวิจารณ์แบบ ”ติเพื่อก่อ” เพราะอยากเห็นนักกีฬาไทยพัฒนา แม้การ ”ติ” อาจจะทำให้นักกีฬาบางคนน้อยใจ


ขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่าแฟนแบดมินตันไทย เป็นแฟนกีฬาที่ใจดีที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับนักกีฬาอื่นๆ เช่น ทีมฟุตบอลทีมชาติไทย หากแพ้ก็จะโดนถล่มแบบนักกีฬาไม่กล้าเปิดโซเชียลกันดู แต่สำหรับแฟนแบดมินตันไทย แม้นักกีฬาไทยแพ้มือที่ต่ำกว่า ก็จะยังได้รับคำชมว่า ”ทำดีแล้ว” จนอาจจะทำให้นักกีฬาไทยลงสนามแบบ”สบายใจ”เพราะแม้จะแพ้ก็จะมีแฟนๆบอก ”ทำดีแล้ว” และให้ ”สู้ต่อไป”



การ ”ติเพื่อก่อ” ของ Badmintonthiatoday จึงขอยืนยันอีกครั้งว่าเป็นการวิเคราะห์วิจารณ์เพื่อนำเสนอสำหรับการพัฒนาทีมแบดมินตันไทยอย่างแท้จริง เพราะนี่คือหนึ่งในกีฬาที่แฟนกีฬาชาวไทยภาคภูมิใจ เพราะเราเคยมีนักกีฬาคว้าแชมป์โลกมาแล้ว



เริ่มที่ประเภทชายเดี่ยว ที่กล่าวได้ว่า หลังจากหมดยุค ”ซูเปอร์แมน” พลศักดิ์ บุญสนะ และ ”สอง” ทนงศักดิ์ แสนสมบูรณ์สุข ก็ยังหานักกีฬาชายเดี่ยวไทย ”ระดับโลก” ได้ยาก โดยความหวังในปัจจุบันอยู่ที่”กัน”กันตภณ หวังเจริญ ที่ขณะนี้อยู่อันดับ 13 ของโลก แต่ก็มี ”ความจริง” ที่น่าเจ็บปวดก็คือ ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา “กัน” ไม่เคยคว้าแชมป์รายการ BWF World Tour ได้เลย



นอกจากนั้นก็มี ”โอ๊ต” สิทธิคมน์ ธรรมศิลป์ มือ 25 โลก ที่อย่างน้อยปี 2019 ที่ผ่านมา ก็มี ”แชมป์” ระดับ Super 300 คือรายการ Macau Open มาประดับเกียรติประวัติ และเป็นนักกีฬาไทยคนเดียวที่ได้แชมป์ BWF World Tour ในรอบ 2 ปีหลังจากที่ปี 2018 “โอ๊ต” เป็นแชมป์ระดับ Super 100 คือแชมป์ชายเดี่ยว Akita Masters ที่ญี่ปุ่น



โดยนักกีฬาที่สมาคมจะต้องพิจารณาอย่างจริงจังคือ ”ไบรท์” สัพพัญญู อวิหิงสานนท์ ที่อันดับโลกร่วงไปอยู่ที่ 46 และในวัย 30 ที่จะต้องห่วงหน้าที่การงานด้วย ดูเหมือน ”สมาธิ” ของ”ไบรท์” จะไม่นิ่งในการแข่งขัน โดยในปี 2019 “ไบรท์” มีผลงานที่น่าตกใจคือตกรอบแรกถึง 16 รายการในการแข่งขัน 19 รายการ ดังนั้นเราควรจะให้ไบรท์ใช้ประสบการณ์ในสนามที่รับใช้ชาติมายาวนานนำมาสอนรุ่นน้องๆ ต่อไป



นี่จึงเป็นโอกาสที่สมาคมควรจะให้โอกาส ”วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ แชมป์เยาวชนโลก 3 สมัยขึ้นมาในทีมชาติชุดใหญ่อย่างเต็มตัว พร้อมทั้งลองส่องหานักกีฬาคนอื่นมาร่วมฝึกซ้อมในแคมป์ทีมชาติ เพื่อเตรียมพร้อมในอีกปีสองปีข้างหน้า


ในประเภทหญิงเดี่ยวนั้น แน่นอนว่า 4 สาวไทยทั้ง”เมย์” รัชนก อินทนนท์ , “ครีม” บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธ์ , “หมิว” พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ และ ”แน๊ต” ณิชชาอร จินดาพล ยังคงเกาะกลุ่มเป็นมือท็อปของโลก แต่สมาคมก็ต้องเตรียมที่จะหา ”คลื่นลูกใหม่” มาเสริมทีม โดยเฉพาะ ”จิว” พิทยาภรณ์ ไชยวรรณ ที่น่าจะ ”โตพอ” สำหรับการลงสนาม

อย่าลืมว่าการประกาศของ ”แน๊ต” ในวัย 28 ในการแข่งขันซีเกมส์ที่ฟิลิปปินส์เมื่อปลายปี ว่านี่เป็นการแข่งขันซีเกมส์ครั้งสุดท้ายของเธอ ก็เป็นการบอกใบ้ถึงสมาคมฯว่าจะต้องหา ”คนใหม่” มาแทนที่ เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าสำหรับนักแบดมินตันหญิงเดี่ยว วัย 28 คือวัยที่เตรียมเลิกเล่น เช่นที่ Wang Yihan อดีตมือหนึ่งโลกจากจีนก็เลิกเล่นทีมชาติในวัย 28 โดยบอกว่า ”แก่” เกินที่จะต่อสู้กับเด็กๆ


ในประเภทชายคู่ ถือเป็นประเภทที่ไทยไม่มีนักกีฬาทอปของโลกในวันนี้ โดยคู่ที่มีอันดับโลกดีที่สุดคือ ”อาร์ท-เอ” บดินทร์ อิสระ / มณีพงษ์ จงจิตร เป็นนักกีฬาทีมชาติอยู่อันดับ 43 ของโลก ตามด้วยคู่ ”ติน-ดีโก้” ติณณ์ อิสริยะเนตร / กิตติศักดิ์ นามเดช อันดับ 73 แต่ปัญหาในขณะนี้ก็คือ ”ติน-ดีโก้” ไม่ได้เล่นคู่กันแล้ว ทั้งๆที่ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา นักกีฬาชายคู่ไทยที่ได้แชมป์การแข่งขัน BWF Worod Tour มีเพียง”ติน-ดีโก้” ที่ได้แชมป์ Thailand Masters เมื่อปี 2018



ประเภทชายคู่ จึงเป็นคำถามตรงไปยังสมาคมว่าได้ ”เตรียม” นักกีฬาไว้หรือยัง โดยในระยะสั้นก็คือโอลิมปิก 2020 ที่ดูเหมือน”อาร์ท-เอ” ยังมีโอกาลุ้นเล็กๆในโควตาทวีปเอเชีย แต่หลังจากนั้น สมาคมฯมองนักกีฬาคนไหนไว้หรือยัง โดยเฉพาะคู่ "ไอซ์-มาร์ค" อิงครัตน์ อภิสุข / ตนุภัทร วิริยางกูร ชายคู่มือ 92 ของโลกที่ดูเหมือนจะได้รับโอกาสน้อยเกินไป


มาถึงประเภทหญิงคู่ที่ดูจะมี ”กิ๊ฟ-วิว” จงกลพรรณ กิตติธรากุล / รวินดา ประจงใจ หญิงคู่มือ 9 ของโลก ที่สามารถไปร่วมแข่งขัน BWF World Tour Final ได้ 2 ปีติดต่อกันเป็นคู่เอก ขณะที่คู่ ”เอิร์ธ-ปอป้อ” พุธิตา สุภจิรกุล / ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย คู่มือ 18 ของโลก ก็ดูจะยังคงเป็นปริศนา เพราะแม้ปี 2019 จะทำผลงานคว้าแชมป์ Thailand Master แต่ก็เป็นคำถามว่าจะจับคู่กันอีกนานแค่ไหน


เพราะเป็นที่รู้กันว่า ”ปอป้อ” ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย ยังมีภาระในประเภทคู่ผสมกับ ”บาส” เดชาพล พัววรานุเคราะห์ ที่อยู่อันดับ 4 ของโลกและทำผลงานดีต่อเนื่อง ทำให้การเล่น 2 ประเภท “ปอป้อ” มักจะ ”ล้า” เช่นการแข่งขัน Malaysia Master  รอบ 2 เมื่อวาน(9ม.ค.)จนสุดท้ายตกรอบทั้ง 2 ประเภท
แน่นอนว่าการแยกคู่ อาจจะมีคนบอกว่า ”สงสารเอิร์ธ” เพราะที่ผ่านมาก็ทำยังผลงานได้ดี แต่ Badmintonthailand อยากจะบอกว่ายิ่งจับคู่กันต่อไป “เอิร์ธ” ก็จะยิ่งน่าสงสารกว่านี้ เพราะหากเข้ารอบลึกๆและต้องเลือกประเภทใดประเภทหนึ่ง ก็เชื่อว่า ”ปอป้อ” จะเลือกประเภทคู่ผสมที่ทำผลงานดีกว่าประเภทหญิงคู่ ที่ดีจะมี ”คู่แข่ง” ฝีมือดีมากมาย

ทางออกเรื่องนี้จึงน่าจะเริ่มการจับคู่ ”เอิร์ธ-เฟรม” พุธิตา สุภจิรกุล / ศุภิสรา แพรวสามพราน อย่างจริงจัง เพราะปี 2019 ทั้งคู่ยังเคยคว้าแชมป์รายการเล็กๆได้ที่แสดงว่ายังสามารถพัฒนาต่อไป หรือคู่นักกีฬาอื่นๆจากระดับเยาวชนที่เคยฝากผลงานมาให้ชมกันแล้ว
 ปิดท้ายในประเภทคู่ผสม ที่ยังมี”บาส-ปอป้อ” เดชาพล พัววรานุเคราะห์ / ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย คู่มือ 4 ของโลกเป็นตัวชูโรง และทำผลงานดีต่อเนื่อง ขณะที่ ”ต้นน้ำ-เอ็มเอ็ม” นิพิฐพนธ์ พวงพั่วเพชร / สาวิตรี อมิตรพ่าย คู่มือ 19 ของโลกก็ยังไม่สามารถหาฟอร์มเก่งได้ โดยแชมป์ล่าสุดของคู่นี้ต้องย้อนไปปี 2018 คือ Vietnam Open



ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน นักกีฬาไทยมีจำนวน ”น้อยมาก” เมื่อเทียบกับโปรแกรมการแข่งขันที่มีมากมายในทุกระดับ และดูจะเป็นการบ้านใหญ่ของสมาคมแบดมินตันฯว่าจะบริหารนักกีฬาแบบไหน เพราะจำนวนนักกีฬาไทยที่สมาคมฯจะส่งไปแข่งขันต่างประเทศ กล่าวได้ว่ามีจำนวนที่แฟนแบดมินตันไทยรู้ดีว่ามีแค่ไหน และที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ ในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมา ไทยแทบจะไม่มีนักกีฬาหน้าใหม่มาเสริมทีมชาติเลย ทั้งๆที่นักกีฬาไทยมากมายหลายคนมีฝีมือดี แต่ขาดการนำตัวมาพัฒนาในแคมป์ทีมชาติ 
ทั้งหมดนี้ Badmintonthaitoday ยืนยันว่านำเสนอเพื่อให้เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่สมาคมแบดมินตันฯ จะต้องคิดเรื่อง ”ผลัดใบ” ของนักกีฬาไทยอย่างจริงจัง เพื่ออนาคตของทีมแบดมินตันไทย

ที่มา : https://www.badmintonthaitoday.com/news_detail.php?nid=2510&fbclid=IwAR29xqzmftNP2xoEQowpjgbouE3SQBoRRKHwV1vAGNUa0v0GSXDORFlaLyk
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่