Christmas truce
คริสต์มาสแห่งการสงบศึก
พอได้ยินคำว่าคริสต์มาสเราอาจจะนึกถึงของขวัญเพลงน่ารักๆที่มาพร้อมเสียงกระดิ่งต้นสนสีเขียวที่เต็มไปด้วยของตกแต่งหรือความอบอุ่นที่ก่อตัวขึ้นในใจภายใต้ฤดูหนาว
เราเป็นคนนึงที่ตกหลุมรักในChristmas vibes มากๆมันกลายเป็นเทศกาลแห่งการให้และความรักด้วยสภาพแวดล้อมต่างๆที่เกิดขึ้นรอบๆตัว
เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วก็เช่นกันที่Christmas vibes ได้สร้างความรักเกิดขึ้นในใจของพลทหารที่ต้องเผชิญกับสงครามอันรุนแรงเมื่อสงครามโลกครั้งที่1
ระหว่างที่ทหารชาวอังกฤษและเยอรมันกำลังต่อสู้อยู่ในสงครามระหว่างพรมแดนด้วยความเหนื่อยล้าจากสงครามที่แสนรุนแรงทหารทั้งสองตัดสินใจที่จะวางอาวุธหันมาพูดคุยจับมือแลกเปลี่ยนอาหารและบุหรี่ร้องเพลงประสานเสียงหรือแม้กระทั่งเล่นฟุตบอลร่วมกันเพื่อเฉลิมฉลองในวันคริสต์มาสสงครามที่ดูโหดร้ายต่างหยุดชะงักและเต็มไปด้วยภาพแห่งความทรงจำอันงดงามที่ทำให้เราได้เห็นถึงความรักระหว่างมวลมนุษยชาติ
ถึงแม้คำสั่งจากเบื้องบนจะสั่งให้ยุติการสงบศึกนี้และในความเป็นจริงเหล่าทหารก็ไม่มีสิทธิขัดคำสั่งแต่พวกเขาก็ยังคงเลือกที่จะวางอาวุธลงเดินมากลางพรมแดนเพื่อมอบความรักความสุขในวันคริสต์มาสให้แก่กัน
เอาจริงๆสิ่งที่เรียกว่าสงครามนี่คือการที่ผู้หลักผู้ใหญ่สองฝ่ายทะเลาะกันแล้วส่งเด็กหนุ่มที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเข้าไปสู้กันแหละนะ55555 ไม่แปลกใจเลยที่ทหารทั้งสองฝ่ายจะมาเป็นมิตรกันได้เพราะทั้งคู่ต่างก็ต้องพบเจอกับความเจ็บปวดและความสูญเสียกันทั้งนั้นคนทั้งคู่ต่างประสบพบเจอความรู้สึกแบบเดียวกันคงจะเป็นคนที่เข้าใจกันมากที่สุด
“It is not us, but our countries that are enemies”
ประเทศของเราเป็นศัตรูกันแต่เราไม่ใช่
เค้าว่ากันว่าการสงบศึกกลางสงครามระหว่างทหารแบบนี้มันก็ไม่ได้มีเฉพาะในวันคริสต์มาสหรอกมันมีมานานแล้วอารมณ์ว่าอยู่ๆอีกฝ่ายก็ตะโกนมาว่าเป็นไงบ้างสบายดีมั้ยหรืออาจจะมาช่วยฝังศพคิดภาพทหารจากสองประเทศสู้กันมาอย่างยาวนานต่างมาช่วยกับฝังศพผู้เสียชีวิตทำพิธีร่วมแสดงความเสียใจต่ออีกฝ่ายโดยไม่มีใครตั้งคำถามว่าทำไมพวกเขาถึงได้ละทิ้งหน้าที่ของตัวเองมากลายเป็นมิตรกับศัตรูซะแบบนี้อาจเป็นเพราะว่าต้องอยู่สู้กับอีกฝ่ายมานานจนรู้สึกเหมือนศัตรูเป็นเหมือนเพื่อนบ้านอะไรทำนองนั้นเลยทำให้อยู่ๆก็กลายเป็นการสงบศึกแบบไม่เป็นทางการซะเลย
พอได้อ่านอะไรแบบนี้หัวใจก็พองฟูจริงๆนะมันให้ฟีลเหมือนเพลงimagine ของคุณJohn Lennon สุดท้ายแล้วถ้าสมมติว่าเราไม่ได้มีพรมแดนไม่ได้มีประเทศไม่ได้มีศาสนาทุกคนบนโลกต่างก็เป็นมวลมนุษยชาติที่อยู่ร่วมโลกเดียวกันด้วยความสงบสุขด้วยความรักนี่คงจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ทุกๆคนไขว่คว้าอยากได้มากกว่าสงครามที่เต็มไปด้วยความสูญเสียอย่างแน่นอน
วันนี้เป็นวันคริสต์มาสวันแห่งความรักเราก็อยากให้ทุกคนรักกันๆอะไรที่อภัยให้กันได้ก็อภัยลดอัตตาของตัวเองลงทำเพื่อเพื่อนร่วมโลกของเราให้มากขึ้นให้คุณค่ากับคนทุกคนรอบตัวลดความโลภความโกรธความหลงในใจเปลี่ยนมันเป็นความรักความเมตตาแทน
You may say that I'm a dreamer
เธออาจจะคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้
But I'm not the only one
แต่เชื่อเถอะไม่ได้มีแค่ฉันที่เชื่อแบบนี่หรอก
I hope someday you'll join us
หวังว่าวันนึงเธอจะมาร่วมกับเรานะ
And the world will be as one
แล้วโลกใบนี้จะกลายเป็นหนึ่งเดียว
รักทุกคนนะคะ❤️
มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้น้า
แค่นักวิจารณ์หนังกากๆคนหนึ่ง
ถ้าชอบกระทู้นี้สามารถมาคุยกันได้ที่นี่เลยค่ะ
https://www.facebook.com/justasuckreviewer/
Christmas truce : “นี่คือวันคริสต์มาสที่งดงามที่สุดในชีวิตของผม” นายทหารจากสงครามโลกครั้งที่ 1 กล่าว
Christmas truce
คริสต์มาสแห่งการสงบศึก
พอได้ยินคำว่าคริสต์มาสเราอาจจะนึกถึงของขวัญเพลงน่ารักๆที่มาพร้อมเสียงกระดิ่งต้นสนสีเขียวที่เต็มไปด้วยของตกแต่งหรือความอบอุ่นที่ก่อตัวขึ้นในใจภายใต้ฤดูหนาว
เราเป็นคนนึงที่ตกหลุมรักในChristmas vibes มากๆมันกลายเป็นเทศกาลแห่งการให้และความรักด้วยสภาพแวดล้อมต่างๆที่เกิดขึ้นรอบๆตัว
เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วก็เช่นกันที่Christmas vibes ได้สร้างความรักเกิดขึ้นในใจของพลทหารที่ต้องเผชิญกับสงครามอันรุนแรงเมื่อสงครามโลกครั้งที่1
ระหว่างที่ทหารชาวอังกฤษและเยอรมันกำลังต่อสู้อยู่ในสงครามระหว่างพรมแดนด้วยความเหนื่อยล้าจากสงครามที่แสนรุนแรงทหารทั้งสองตัดสินใจที่จะวางอาวุธหันมาพูดคุยจับมือแลกเปลี่ยนอาหารและบุหรี่ร้องเพลงประสานเสียงหรือแม้กระทั่งเล่นฟุตบอลร่วมกันเพื่อเฉลิมฉลองในวันคริสต์มาสสงครามที่ดูโหดร้ายต่างหยุดชะงักและเต็มไปด้วยภาพแห่งความทรงจำอันงดงามที่ทำให้เราได้เห็นถึงความรักระหว่างมวลมนุษยชาติ
ถึงแม้คำสั่งจากเบื้องบนจะสั่งให้ยุติการสงบศึกนี้และในความเป็นจริงเหล่าทหารก็ไม่มีสิทธิขัดคำสั่งแต่พวกเขาก็ยังคงเลือกที่จะวางอาวุธลงเดินมากลางพรมแดนเพื่อมอบความรักความสุขในวันคริสต์มาสให้แก่กัน
เอาจริงๆสิ่งที่เรียกว่าสงครามนี่คือการที่ผู้หลักผู้ใหญ่สองฝ่ายทะเลาะกันแล้วส่งเด็กหนุ่มที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเข้าไปสู้กันแหละนะ55555 ไม่แปลกใจเลยที่ทหารทั้งสองฝ่ายจะมาเป็นมิตรกันได้เพราะทั้งคู่ต่างก็ต้องพบเจอกับความเจ็บปวดและความสูญเสียกันทั้งนั้นคนทั้งคู่ต่างประสบพบเจอความรู้สึกแบบเดียวกันคงจะเป็นคนที่เข้าใจกันมากที่สุด
“It is not us, but our countries that are enemies”
ประเทศของเราเป็นศัตรูกันแต่เราไม่ใช่
เค้าว่ากันว่าการสงบศึกกลางสงครามระหว่างทหารแบบนี้มันก็ไม่ได้มีเฉพาะในวันคริสต์มาสหรอกมันมีมานานแล้วอารมณ์ว่าอยู่ๆอีกฝ่ายก็ตะโกนมาว่าเป็นไงบ้างสบายดีมั้ยหรืออาจจะมาช่วยฝังศพคิดภาพทหารจากสองประเทศสู้กันมาอย่างยาวนานต่างมาช่วยกับฝังศพผู้เสียชีวิตทำพิธีร่วมแสดงความเสียใจต่ออีกฝ่ายโดยไม่มีใครตั้งคำถามว่าทำไมพวกเขาถึงได้ละทิ้งหน้าที่ของตัวเองมากลายเป็นมิตรกับศัตรูซะแบบนี้อาจเป็นเพราะว่าต้องอยู่สู้กับอีกฝ่ายมานานจนรู้สึกเหมือนศัตรูเป็นเหมือนเพื่อนบ้านอะไรทำนองนั้นเลยทำให้อยู่ๆก็กลายเป็นการสงบศึกแบบไม่เป็นทางการซะเลย
พอได้อ่านอะไรแบบนี้หัวใจก็พองฟูจริงๆนะมันให้ฟีลเหมือนเพลงimagine ของคุณJohn Lennon สุดท้ายแล้วถ้าสมมติว่าเราไม่ได้มีพรมแดนไม่ได้มีประเทศไม่ได้มีศาสนาทุกคนบนโลกต่างก็เป็นมวลมนุษยชาติที่อยู่ร่วมโลกเดียวกันด้วยความสงบสุขด้วยความรักนี่คงจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ทุกๆคนไขว่คว้าอยากได้มากกว่าสงครามที่เต็มไปด้วยความสูญเสียอย่างแน่นอน
วันนี้เป็นวันคริสต์มาสวันแห่งความรักเราก็อยากให้ทุกคนรักกันๆอะไรที่อภัยให้กันได้ก็อภัยลดอัตตาของตัวเองลงทำเพื่อเพื่อนร่วมโลกของเราให้มากขึ้นให้คุณค่ากับคนทุกคนรอบตัวลดความโลภความโกรธความหลงในใจเปลี่ยนมันเป็นความรักความเมตตาแทน
You may say that I'm a dreamer
เธออาจจะคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้
But I'm not the only one
แต่เชื่อเถอะไม่ได้มีแค่ฉันที่เชื่อแบบนี่หรอก
I hope someday you'll join us
หวังว่าวันนึงเธอจะมาร่วมกับเรานะ
And the world will be as one
แล้วโลกใบนี้จะกลายเป็นหนึ่งเดียว
รักทุกคนนะคะ❤️
มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้น้า
แค่นักวิจารณ์หนังกากๆคนหนึ่ง
ถ้าชอบกระทู้นี้สามารถมาคุยกันได้ที่นี่เลยค่ะ
https://www.facebook.com/justasuckreviewer/