ปธ.วิปฝ่ายค้านรอ”ชวน”เคาะกรอบก่อนชงซักฟอกรบ.
https://www.innnews.co.th/politics/news_540312/
นาย
สุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวถึงความคืบหน้าในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า
เป็นการส่งในนามผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งขณะนี้เรื่องยังไม่ถึง นาย
ชวน หลักภัย ประธานสภาผู้แทนราษฏร แต่เบื้องต้นได้คุยนอกรอบกับ ที่ปรึกษาประธานสภาฯแล้ว ยังมีความกังวล เรื่องการนับวงรอบการตั้งรัฐบาลครบรอบปี ที่นาย
วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ซึ่งส่วนตัวมองว่าจะอภิปรายเดือนใดก็ได้ ซึ่งคาดว่าพรุ่งนี้จะมีความชัดเจน และจะตัดสินใจว่าจะได้ยื่นวันใด ขณะเดียวกัน ยังมีข้อกังวลเรื่องเวลาในการอภิปราย เพราะค่อยข้างจำกัด และเกรงว่า จะมีการจัดให้ตรงกับปีใหม่ หรือเลือกตั้งซ่อมขอนแก่น ต้องดูแนวโน้มว่าต้องเลื่อนหรือยืนตามเดิม อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหากไม่ได้ยื่นในช่วงต้นเดือนนี้ ก็ยังทันอยู่ เพราะวันยื่นไม่สำคัญเท่ากับว่าจะกำหนดให้อภิปรายวันไหน
ขณะเดียวกัน นาย
สุทิน ยังกล่าวถึง กรณีที่วิปรัฐบาล เตรียมตีตก ญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาผลกระทบจากการกระทำประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ การใช้อำนาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตาม ม.44 ว่า สิ่งที่ทำได้ คือต้องระดมเสียงฝ่ายค้านยกมือช่วยกันเต็มที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชัดเจน ว่า ส.ส. และรัฐบาลนี้ทำงานภายใต้อำนาจ คสช. แต่ฝ่ายรัฐบาลควรจะคิดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน พร้อมระบุว่า เรื่องนี้เตรียมหารือกับพรรคประชาธิปัตย์ให้ร่วมสนับสนุน แต่ก็หวังอะไรมากไม่ได้ เพราะท้ายที่สุดพรรคประสบการณ์ก็ต้องทำตามกรอบพรรคร่วมรัฐบาล
ส่วนการตั้งกรรมาธิการสิสามัญศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ในส่วนของพรรคมีความคืบหน้า 90% แล้ว คาดว่าพรุ่งนี้จะเสร็จสมบูรณ์ โดยมีรายชื่อหลักๆ อาทิ นาย
โภคิน พลกุล นาย
ชูศักดิ์ ศิรินิล นาย
ชัยเกษม นิติศิริ นาย
พงศ์เทพ เทพกาญจนา นาย
วัฒนา เมืองสุข นาย
นพดล ปัทมะ นาย
จตุพร เจริญเชื้อ รวมถึงตนเอง ส่วนคนที่ 9 อยู่ระหว่างที่ประชุม ว่า จะเป็นใคร ระหว่าง นาย
อุดมเดช รัตนเสถียร หรือ นอ.
อนุดิษฐ์ นาครทรรพ
ทีมเศรษฐกิจ รบ.บิ๊กตู่ วงแตก!! โบ้ยวุ่น เศรษฐกิจทรุด บอก คุมแค่ขาเดียว?
https://www.khaosod.co.th/politics/news_3086799
ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลวงแตก! ‘สมคิด’ ย้ำ คุมได้ขาเดียวแค่มาตรการคลัง แต่เศรษฐกิจจะโตต้องได้ส่งออก-เกษตรช่วย โยนให้ไปถามหน่วยงานกำกับดูแลเอง ตอบแทนไม่ได้
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 25 พ.ย. ที่กระทรวงการคลัง นาย
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of doing business) ว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในขณะนี้มีส่วนที่เกี่ยวข้องค่อนข้างมาก ทั้งเรื่องการส่งออก เรื่องค่าครองชีพ เรื่องการเบิกจ่ายของภาครัฐ และการช่วยเหลือเกษตรกร การขับเคลื่อนเศรษฐกิจนั้น เครื่องยนต์เหล่านี้ต้องเดินไปข้างหน้าทุกตัว
ที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งก็เป็นมาตรการเฉพาะส่วนที่กระทรวงการคลังเกี่ยวข้อง ที่คิดแล้วว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้การบริโภคขยายตัวได้มากขึ้น มีเงินไหลเวียนในระบบมากขึ้น คนจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เอกชนลงทุนมากขึ้น ตรงนี้คือส่วนที่กระทรวงการคลังทำได้ แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ก็ต้องไปถามหน่วยงาน หรือผู้ที่รับผิดชอบ
“เมื่อก่อนการบริหารเศรษฐกิจมี 4 ขา ตอนนี้มีขาเดียว ทุกอย่างเรายังทำงานร่วมกัน
สำหรับมาตรการดูแลเศรษฐกิจในมุมต่างๆ ในรายละเอียดต้องไปถามแต่ละกระทรวงดู
ผมคิดว่าเขาพยายามอยู่ ถ้าอยากรู้ก็ต้องไปถามเอา” นายสมคิดกล่าว
นาย
สมคิดกล่าวอีกว่า ยืนยันว่ารัฐบาลยังเดินไปด้วยกัน แต่ละกระทรวงต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจในส่วนที่รับผิดชอบ กระทรวงการคลังไม่ได้ไปทำเรื่องส่งออก เพราะไม่ใช่หน้าที่ แต่ที่ผ่านมาก็มีการหารือกันตลอดเวลา
นาย
อุตตม สาวนายน รมว.การคลัง เปิดเผยว่า เรื่องเศรษฐกิจต้องดูแลในหลายด้าน ทั้งด้านอุปโภคก็มีความจำเป็น ต้องดูแลให้หมุนเวียน ดูแลให้ประชาชนเข้าถึงในสิ่งที่จำเป็น ดูแลการลงทุนของผู้ประกอบการและภาคเกษตร ทั้งหมดต้องดูแลให้เหมาะสม ส่วนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องมีการพิจารณาให้เหมาะสมว่าจะออกมาในแต่ละช่วงเวลาต่างๆ ขอให้รอดู เพราะมีขั้นตอน ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนให้เรียบร้อยก่อน ต้องให้ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เรียบร้อยก่อน
“มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ดำเนินการมา รู้สึกได้หลายแบบที่บอกว่าได้ผลก็มีอยู่ แต่คิดว่าประเด็นหลักอยู่ที่ว่าจะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ในภาวะแบบนี้ต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา ทุกฝ่ายต้องช่วยกันทั้งรัฐ เอกชน ไม่เช่นนั้นปล่อยไปเฉยๆ ความมั่นใจไม่มี ความรู้สึกหดหู่ยิ่งไปกันใหญ่ วันนี้คิดว่าตัวเลขเศรษฐกิจสะท้อนจากรายไตรมาสเริ่มผงกหัวดีขึ้น เราต้องทำต่อไป ไม่ใช่รอดูเฉยๆ ขอให้ติดตามดูว่าจะมีมาตรการอะไรออกมาอีกไหม” นาย
อุตตมกล่าว
นาย
อุตตมกล่าวอีกว่า กระทรวงการคลังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา มีการติดตาม ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ กระทรวงที่รับผิดชอบก็ดำเนินการอยู่ คลังรับผิดชอบแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่ทำงานด้วยกัน รัฐบาลยังทำงานด้วยกัน แต่ในรายละเอียดต้องไปถามผู้รับผิดชอบโดยตรง คลังคงไปตอบแทนไม่ได้ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ทำด้วยกันแต่รายละเอียดต้องไปถามผู้รับผิดชอบ เราไม่มีข้อมูลคงไปตอบแทนไม่ได้
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสำนักงานเศรษฐกิจการคลังมีหน้าที่ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจ ไม่ใช่ประเมินความสำเร็จของมาตรการ สะท้อนให้เห็นว่าการประเมินกระทรวงการคลังก็ทำ หน่วยงานอื่นก็ประเมิน ที่ถามถึงมาตรการต่างๆ ในเชิงปฏิบัติก็ต้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตอบ การหารือร่วมกันระหว่างรัฐบาลก็ยังมี หน่วยงานที่รับผิดชอบแต่ละส่วนก็มีการรายงานข้อมูลเข้ามา ทั้งเรื่องการส่งออก การบริโภค การลงทุน มีข้อมูลทั้งหมดหมด ในทางปฏิบัติต้องให้แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบ เหมือนที่กระทรวงการคลังรับผิดชอบเรื่องคลัง
อย่างไรก็ดี รองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวภายหลังการประชุมการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of doing business) ว่า ในปีหน้าตั้งเป้าหมายให้ไทยขยับอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจสู่ 1 ใน 20 อันดับ มั่นใจว่าสามารถทำได้ แม้ว่ายังมีอีกหลายปัจจัยที่ไทยจำเป็นต้องพัฒนา ทั้งเรื่องการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาทำไปเยอะแล้ว แต่ยังไม่สามารถสื่อไปถึงผู้ใช้ รวมถึงธนาคารโลกให้เข้าใจสิ่งที่เราทำได้
อย่างไรก็ดี ได้มอบนโยบายให้ กพร. ต้องทำให้คนไทยรู้ว่าความยากง่ายในการทำธุรกิจสำคัญอย่างไร ไม่ใช่แค่การทำธุรกิจ แต่ยังมีความสำคัญในเชิงธุรกิจและสังคม โดยการลงทุนจากต่างประเทศได้ให้ความสำคัญกับการจัดอันดับดังกล่าว ถ้าไทยสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในส่วนนี้ได้ จะทำให้เกิดความลื่นไหลในการทำธุรกิจ เศรษฐกิจดีขึ้น ผลประโยชน์ที่มีต่อประชาชน เวลาติดต่อราชการก็ง่ายขึ้น อุปสรรคในอดีตจะหมดไป
JJNY : 4in1 รอ”ชวน”เคาะกรอบก่อนชงซักฟอกรบ./ทีมศก.ตู่ วงแตก!!/แฉมีใบสั่งอุ้มคดี'ปารีณา'/ม็อบเกษตรกรจ่อบุกทำเนียบ
https://www.innnews.co.th/politics/news_540312/
เป็นการส่งในนามผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งขณะนี้เรื่องยังไม่ถึง นายชวน หลักภัย ประธานสภาผู้แทนราษฏร แต่เบื้องต้นได้คุยนอกรอบกับ ที่ปรึกษาประธานสภาฯแล้ว ยังมีความกังวล เรื่องการนับวงรอบการตั้งรัฐบาลครบรอบปี ที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ซึ่งส่วนตัวมองว่าจะอภิปรายเดือนใดก็ได้ ซึ่งคาดว่าพรุ่งนี้จะมีความชัดเจน และจะตัดสินใจว่าจะได้ยื่นวันใด ขณะเดียวกัน ยังมีข้อกังวลเรื่องเวลาในการอภิปราย เพราะค่อยข้างจำกัด และเกรงว่า จะมีการจัดให้ตรงกับปีใหม่ หรือเลือกตั้งซ่อมขอนแก่น ต้องดูแนวโน้มว่าต้องเลื่อนหรือยืนตามเดิม อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหากไม่ได้ยื่นในช่วงต้นเดือนนี้ ก็ยังทันอยู่ เพราะวันยื่นไม่สำคัญเท่ากับว่าจะกำหนดให้อภิปรายวันไหน
ขณะเดียวกัน นายสุทิน ยังกล่าวถึง กรณีที่วิปรัฐบาล เตรียมตีตก ญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาผลกระทบจากการกระทำประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ การใช้อำนาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตาม ม.44 ว่า สิ่งที่ทำได้ คือต้องระดมเสียงฝ่ายค้านยกมือช่วยกันเต็มที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชัดเจน ว่า ส.ส. และรัฐบาลนี้ทำงานภายใต้อำนาจ คสช. แต่ฝ่ายรัฐบาลควรจะคิดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน พร้อมระบุว่า เรื่องนี้เตรียมหารือกับพรรคประชาธิปัตย์ให้ร่วมสนับสนุน แต่ก็หวังอะไรมากไม่ได้ เพราะท้ายที่สุดพรรคประสบการณ์ก็ต้องทำตามกรอบพรรคร่วมรัฐบาล
ส่วนการตั้งกรรมาธิการสิสามัญศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ในส่วนของพรรคมีความคืบหน้า 90% แล้ว คาดว่าพรุ่งนี้จะเสร็จสมบูรณ์ โดยมีรายชื่อหลักๆ อาทิ นายโภคิน พลกุล นายชูศักดิ์ ศิรินิล นายชัยเกษม นิติศิริ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นายวัฒนา เมืองสุข นายนพดล ปัทมะ นายจตุพร เจริญเชื้อ รวมถึงตนเอง ส่วนคนที่ 9 อยู่ระหว่างที่ประชุม ว่า จะเป็นใคร ระหว่าง นายอุดมเดช รัตนเสถียร หรือ นอ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ
ทีมเศรษฐกิจ รบ.บิ๊กตู่ วงแตก!! โบ้ยวุ่น เศรษฐกิจทรุด บอก คุมแค่ขาเดียว?
https://www.khaosod.co.th/politics/news_3086799
ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลวงแตก! ‘สมคิด’ ย้ำ คุมได้ขาเดียวแค่มาตรการคลัง แต่เศรษฐกิจจะโตต้องได้ส่งออก-เกษตรช่วย โยนให้ไปถามหน่วยงานกำกับดูแลเอง ตอบแทนไม่ได้
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 25 พ.ย. ที่กระทรวงการคลัง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of doing business) ว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในขณะนี้มีส่วนที่เกี่ยวข้องค่อนข้างมาก ทั้งเรื่องการส่งออก เรื่องค่าครองชีพ เรื่องการเบิกจ่ายของภาครัฐ และการช่วยเหลือเกษตรกร การขับเคลื่อนเศรษฐกิจนั้น เครื่องยนต์เหล่านี้ต้องเดินไปข้างหน้าทุกตัว
ที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งก็เป็นมาตรการเฉพาะส่วนที่กระทรวงการคลังเกี่ยวข้อง ที่คิดแล้วว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้การบริโภคขยายตัวได้มากขึ้น มีเงินไหลเวียนในระบบมากขึ้น คนจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เอกชนลงทุนมากขึ้น ตรงนี้คือส่วนที่กระทรวงการคลังทำได้ แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ก็ต้องไปถามหน่วยงาน หรือผู้ที่รับผิดชอบ
สำหรับมาตรการดูแลเศรษฐกิจในมุมต่างๆ ในรายละเอียดต้องไปถามแต่ละกระทรวงดู
นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง เปิดเผยว่า เรื่องเศรษฐกิจต้องดูแลในหลายด้าน ทั้งด้านอุปโภคก็มีความจำเป็น ต้องดูแลให้หมุนเวียน ดูแลให้ประชาชนเข้าถึงในสิ่งที่จำเป็น ดูแลการลงทุนของผู้ประกอบการและภาคเกษตร ทั้งหมดต้องดูแลให้เหมาะสม ส่วนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องมีการพิจารณาให้เหมาะสมว่าจะออกมาในแต่ละช่วงเวลาต่างๆ ขอให้รอดู เพราะมีขั้นตอน ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนให้เรียบร้อยก่อน ต้องให้ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เรียบร้อยก่อน
“มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ดำเนินการมา รู้สึกได้หลายแบบที่บอกว่าได้ผลก็มีอยู่ แต่คิดว่าประเด็นหลักอยู่ที่ว่าจะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ในภาวะแบบนี้ต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา ทุกฝ่ายต้องช่วยกันทั้งรัฐ เอกชน ไม่เช่นนั้นปล่อยไปเฉยๆ ความมั่นใจไม่มี ความรู้สึกหดหู่ยิ่งไปกันใหญ่ วันนี้คิดว่าตัวเลขเศรษฐกิจสะท้อนจากรายไตรมาสเริ่มผงกหัวดีขึ้น เราต้องทำต่อไป ไม่ใช่รอดูเฉยๆ ขอให้ติดตามดูว่าจะมีมาตรการอะไรออกมาอีกไหม” นายอุตตมกล่าว
นายอุตตมกล่าวอีกว่า กระทรวงการคลังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา มีการติดตาม ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ กระทรวงที่รับผิดชอบก็ดำเนินการอยู่ คลังรับผิดชอบแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่ทำงานด้วยกัน รัฐบาลยังทำงานด้วยกัน แต่ในรายละเอียดต้องไปถามผู้รับผิดชอบโดยตรง คลังคงไปตอบแทนไม่ได้ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ทำด้วยกันแต่รายละเอียดต้องไปถามผู้รับผิดชอบ เราไม่มีข้อมูลคงไปตอบแทนไม่ได้
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสำนักงานเศรษฐกิจการคลังมีหน้าที่ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจ ไม่ใช่ประเมินความสำเร็จของมาตรการ สะท้อนให้เห็นว่าการประเมินกระทรวงการคลังก็ทำ หน่วยงานอื่นก็ประเมิน ที่ถามถึงมาตรการต่างๆ ในเชิงปฏิบัติก็ต้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตอบ การหารือร่วมกันระหว่างรัฐบาลก็ยังมี หน่วยงานที่รับผิดชอบแต่ละส่วนก็มีการรายงานข้อมูลเข้ามา ทั้งเรื่องการส่งออก การบริโภค การลงทุน มีข้อมูลทั้งหมดหมด ในทางปฏิบัติต้องให้แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบ เหมือนที่กระทรวงการคลังรับผิดชอบเรื่องคลัง
อย่างไรก็ดี รองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวภายหลังการประชุมการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of doing business) ว่า ในปีหน้าตั้งเป้าหมายให้ไทยขยับอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจสู่ 1 ใน 20 อันดับ มั่นใจว่าสามารถทำได้ แม้ว่ายังมีอีกหลายปัจจัยที่ไทยจำเป็นต้องพัฒนา ทั้งเรื่องการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาทำไปเยอะแล้ว แต่ยังไม่สามารถสื่อไปถึงผู้ใช้ รวมถึงธนาคารโลกให้เข้าใจสิ่งที่เราทำได้
อย่างไรก็ดี ได้มอบนโยบายให้ กพร. ต้องทำให้คนไทยรู้ว่าความยากง่ายในการทำธุรกิจสำคัญอย่างไร ไม่ใช่แค่การทำธุรกิจ แต่ยังมีความสำคัญในเชิงธุรกิจและสังคม โดยการลงทุนจากต่างประเทศได้ให้ความสำคัญกับการจัดอันดับดังกล่าว ถ้าไทยสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในส่วนนี้ได้ จะทำให้เกิดความลื่นไหลในการทำธุรกิจ เศรษฐกิจดีขึ้น ผลประโยชน์ที่มีต่อประชาชน เวลาติดต่อราชการก็ง่ายขึ้น อุปสรรคในอดีตจะหมดไป