ไม่ได้ต้องการจะขอความเห็นใจ หรือเรียกร้องใดๆ แค่อยากจะมาบ่น มาแชร์ประสบการณ์ และปัญหาชีวิต ที่ต้องเผชิญมาในช่วงหลายปีนี้ หวังว่าจะไม่มีใครซ้ำเติมนะครับ
ที่ผ่านมา ผมทำธุรกิจส่วนตัว ด้านงานประกันวินาศภัย เป็นตัวแทน ที่มีสำนักงานของตัวเอง และขึ้นกับบริษัทประกันแห่งหนึ่ง ผมทำมาได้สิบกว่าปี ช่วงสี่ห้าปีแรก ทุกอย่างดีไปหมด รายได้เข้ามาเรื่อยๆ ไม่มีปัญหาอะไร มีเงินเก็บพอสมควร ไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลย ซื้อรถคันแรกของชีวิต (ก่อนหน้านั้นใช้รถคันเก่าของพ่อ กับพี่ชาย) อะไรๆ มันก็ดูสวยงาม ไร้อุปสรรคขวากหนาม
หน้าที่ของผมก็การรีครูท (Recruit) ตัวแทนเข้ามาขายประกันให้บริษัทแห่งนั้น ซึ่งผมก็ทำงานได้ค่อนข้างดี มาตัวแทนเป็นทีมงาน เกือบห้าสิบคน ยอดขายพอสมควร
อยู่ๆ วันหนึ่ง ปัญหาก็เริ่มเกิด เมื่อภายในบริษัทประกันแห่งนั้น มีสงครามภายในเกิดขึ้น มีการแก่งแย่งชิงดี มีการตั้งทีมใหม่ มาแข่งกับทีมเก่า (ถ้าเคยทำ หรือ รู้จัก Amway จะเข้าใจคำพวกนี้เนาะ ผมขอไม่อธิบายแล้วกันนะ) มีการเสนอตำแห่งให้ตัวแทนเก่าของทีมงานเก่า เพื่อดึงตัวแทนไปอยู่กับทีมใหม่ โดยที่ทีมเก่า ไม่สามารถทักท้วง หรือปัดป้องตัวเองได้เลย เนื่องจากกำลังภายในของฝ่ายทีมใหม่เหนือกว่า สิ่งที่ผมทำได้ก็คือ ยืนมองนิ่งๆ คอยนับศพทหาร เฮ้อ
ตัวแทนในสังกัดผมบางคนถูกดึงไปอยู่ทีมใหม่ ทำให้ยอดขายลดลวงฮวบฮาบ แต่ไม่เป็นไร ผมยังมั่นใจว่าจะผ่านพ้นมันไปได้ แต่ความจริงมันโหดร้าย เคราะห์ซ้ำ กรรมซัด เมื่อเกิดปัญหาภายในขึ้น ระบบการทำงานต่างๆ ในบริษัทประกันแห่งนั้นก็ระส่ำระสาย มีปัญหาการเคลม ปัญหาการประสานงานภายในภายนอกเกิดขึ้น จนตัวแทนไม่พอใจ ย้ายงานไปลงที่บริษัทอื่น สบายแล้วข้าพเจ้า จะทำเยี่ยงไรดี
ผมจึงพยายามเสาะหาบริษัทอื่นเพิ่ม แต่ก็ไร้ผล เพราะตัวแทนส่วนใหญ่เขาส่งหลายที่อยู่แล้ว
เมื่อรายได้หด รายจ่ายเท่าเดิม ผมก็เริ่มหวั่นไหว หัวใจปวดร้าว ถึงคราวซวย
ผมก็พยายามยื้อเอาไว้ ช่วงแรๆ ก็ขาดทุนบ้าง กำไรบ้าง คละๆ กันไป ลดจำนวนพนักงาน จากสี่ เหลือ สอง ทุกอย่างสงบสุข ชีวิตดำเนินต่อมาเรื่อยๆ จากที่ขายที่เดียว ก็เริ่มมีส่งงานกับบริษัทอื่นๆ เล็กๆ น้อยๆ แต่งานส่วนใหญ่ก็ยังเป็นกับประกันเดิม ที่เราเริ่มต้นเอาไว้
แล้วปัญหาก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อต้นสังกัด ออกจากบริษัท แล้วต้องเปลี่ยนคนดูแลใหม่ เป็นบุรุษผู้ช่ำชอง และชั่วช้า มุดใต้หว่างขา เข้าไปคุยกับทีมงานผม โดยไม่แจ้งผม และชักชวนให้ทีมงานไปเปิดสำนักงานของตัวเอง โอ้แม่เจ้า จากยอดขายของสำนักงานเดือนละ ล้าน ลดฮวบฮาบอีกครั้ง เหลือ ไม่ถึงห้าแสน ตายไหมละครับ
เรื่องไม่จบแค่นั้น มาเจอต่อสอง เหมือนถูหวย เมื่อโดนลดค่าคอมฯ เหอๆๆๆ เวลาเราเปิดสำนักงานตัวแทน เราจะได้ค่าสำนักงานจากบริษัทประกันครับ ซึ่งจะได้ 5% แต่จู่ๆ เหลือ 2% คิดดูแล้วกันครับ หายไป 3% อาจจะดูน้อยนะ แต่ ลองนึกถึงยอดขาย 5 แสน 3% ของ 5 แสนคือ 15,000 บาท รายได้หายไป 15,000 เหอๆๆๆ มันน่าน้อยใจนัก
อาการขาดทุนก็มาเยือนซิครับ
ทำไงได้ละครับ เรื่องลดค่าสำนักงานนี่ ผ่านมาได้ สามปี มาเจอต้นปี โดนลดค่าบริหารครับ ไม่ได้โดนลดเพราะยอดขายลดนะ แต่โดนลดเพราะมีการปรับตำแหน่งตัวแทนใหม่ แล้วแทนที่ตำแหน่งเราจะเท่าเดิม อ้าย

ต้นสังกัด ดันเราลงซะงั้น โดยอ้างเรื่องทีมงานไม่ได้ตามกฎกติกาของบริษัท จาก 4% เหลือแค่ 2% เหอๆๆๆ รายได้หายไปอีกครึ่ง
หมุนเงินเป็นว่าเล่นตั้งแต่ต้นปี พนักงาน ที่เหลืออยู่ 2 คน ก็น่ารัก และเข้าใจเรา ตัดสินใจลาออกด้วยความสมัครใจ น้ำตาจะไหล ตอนนี้นั่งทำงานคนเดียว มีโต๊ะ สี่ตัว คอมสามตัว นั่งดูนกบินไป บินมา อยู่ลำพังในความเหงา เปล่าเปลี่ยว และเดียวดาย
จนเดือนนี้ ผมเบื่อ ผมไม่ไหว เลยตัดสินใจว่าจะปิดสำนักงาน แต่ เมื่อขึ้นหลังเสือแล้ว จะลงจากหลังเสือ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะถ้าปิด ปัญหาจะบังเกิด เพราะการหมุนเงินที่ผ่านมา จะทำให้เราต้องหาเงินมาโปะทั้งหมด ที่ค้างอยู่ แสนกว่าบาท บางคนอาจจะมองว่าแค่แสนเดียว หาเงินกู้เอาก็ได้นี่ เหอๆๆๆ กู้ไม่ได้ครับ ขึ้นบัญชีดำ ไปตั้งแต่ สามปีที่แล้ว ที่รายได้หดหาย ผมควรจะเลิกทำตั้งแต่เมื่อสามปีก่อนแล้วละ แต่ก็ทู้ซี้ ทำมาจนเจ๊ง
เคยคิดจะหางาน แต่ประสบการณ์เดียวที่ผมมี คืองานประกัน ไม่เคยเป็นลูกจ้างใครเลย ที่สำคัญ รับกันแต่ คนอายุไม่เกิน 35 ถ้าเกิน 35 เขาก็เรียกหาประสบการณ์ เฮ้อ
อย่างที่บอก แค่มาบ่น ไม่ได้เรียกร้องความเห็นใจ หรือเรียกร้องความสงสาร แค่มาบ่นเฉยๆ อยากระบายความอัดอั้น ตันใจ
ส่วนคนที่เข้ามาซ้ำเติมก็ขอบคุณล่วงหน้าครับ
เบื่อๆ ชีวิต แต่ต้องสู้ต่อไป
ที่ผ่านมา ผมทำธุรกิจส่วนตัว ด้านงานประกันวินาศภัย เป็นตัวแทน ที่มีสำนักงานของตัวเอง และขึ้นกับบริษัทประกันแห่งหนึ่ง ผมทำมาได้สิบกว่าปี ช่วงสี่ห้าปีแรก ทุกอย่างดีไปหมด รายได้เข้ามาเรื่อยๆ ไม่มีปัญหาอะไร มีเงินเก็บพอสมควร ไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลย ซื้อรถคันแรกของชีวิต (ก่อนหน้านั้นใช้รถคันเก่าของพ่อ กับพี่ชาย) อะไรๆ มันก็ดูสวยงาม ไร้อุปสรรคขวากหนาม
หน้าที่ของผมก็การรีครูท (Recruit) ตัวแทนเข้ามาขายประกันให้บริษัทแห่งนั้น ซึ่งผมก็ทำงานได้ค่อนข้างดี มาตัวแทนเป็นทีมงาน เกือบห้าสิบคน ยอดขายพอสมควร
อยู่ๆ วันหนึ่ง ปัญหาก็เริ่มเกิด เมื่อภายในบริษัทประกันแห่งนั้น มีสงครามภายในเกิดขึ้น มีการแก่งแย่งชิงดี มีการตั้งทีมใหม่ มาแข่งกับทีมเก่า (ถ้าเคยทำ หรือ รู้จัก Amway จะเข้าใจคำพวกนี้เนาะ ผมขอไม่อธิบายแล้วกันนะ) มีการเสนอตำแห่งให้ตัวแทนเก่าของทีมงานเก่า เพื่อดึงตัวแทนไปอยู่กับทีมใหม่ โดยที่ทีมเก่า ไม่สามารถทักท้วง หรือปัดป้องตัวเองได้เลย เนื่องจากกำลังภายในของฝ่ายทีมใหม่เหนือกว่า สิ่งที่ผมทำได้ก็คือ ยืนมองนิ่งๆ คอยนับศพทหาร เฮ้อ
ตัวแทนในสังกัดผมบางคนถูกดึงไปอยู่ทีมใหม่ ทำให้ยอดขายลดลวงฮวบฮาบ แต่ไม่เป็นไร ผมยังมั่นใจว่าจะผ่านพ้นมันไปได้ แต่ความจริงมันโหดร้าย เคราะห์ซ้ำ กรรมซัด เมื่อเกิดปัญหาภายในขึ้น ระบบการทำงานต่างๆ ในบริษัทประกันแห่งนั้นก็ระส่ำระสาย มีปัญหาการเคลม ปัญหาการประสานงานภายในภายนอกเกิดขึ้น จนตัวแทนไม่พอใจ ย้ายงานไปลงที่บริษัทอื่น สบายแล้วข้าพเจ้า จะทำเยี่ยงไรดี
ผมจึงพยายามเสาะหาบริษัทอื่นเพิ่ม แต่ก็ไร้ผล เพราะตัวแทนส่วนใหญ่เขาส่งหลายที่อยู่แล้ว
เมื่อรายได้หด รายจ่ายเท่าเดิม ผมก็เริ่มหวั่นไหว หัวใจปวดร้าว ถึงคราวซวย
ผมก็พยายามยื้อเอาไว้ ช่วงแรๆ ก็ขาดทุนบ้าง กำไรบ้าง คละๆ กันไป ลดจำนวนพนักงาน จากสี่ เหลือ สอง ทุกอย่างสงบสุข ชีวิตดำเนินต่อมาเรื่อยๆ จากที่ขายที่เดียว ก็เริ่มมีส่งงานกับบริษัทอื่นๆ เล็กๆ น้อยๆ แต่งานส่วนใหญ่ก็ยังเป็นกับประกันเดิม ที่เราเริ่มต้นเอาไว้
แล้วปัญหาก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อต้นสังกัด ออกจากบริษัท แล้วต้องเปลี่ยนคนดูแลใหม่ เป็นบุรุษผู้ช่ำชอง และชั่วช้า มุดใต้หว่างขา เข้าไปคุยกับทีมงานผม โดยไม่แจ้งผม และชักชวนให้ทีมงานไปเปิดสำนักงานของตัวเอง โอ้แม่เจ้า จากยอดขายของสำนักงานเดือนละ ล้าน ลดฮวบฮาบอีกครั้ง เหลือ ไม่ถึงห้าแสน ตายไหมละครับ
เรื่องไม่จบแค่นั้น มาเจอต่อสอง เหมือนถูหวย เมื่อโดนลดค่าคอมฯ เหอๆๆๆ เวลาเราเปิดสำนักงานตัวแทน เราจะได้ค่าสำนักงานจากบริษัทประกันครับ ซึ่งจะได้ 5% แต่จู่ๆ เหลือ 2% คิดดูแล้วกันครับ หายไป 3% อาจจะดูน้อยนะ แต่ ลองนึกถึงยอดขาย 5 แสน 3% ของ 5 แสนคือ 15,000 บาท รายได้หายไป 15,000 เหอๆๆๆ มันน่าน้อยใจนัก
อาการขาดทุนก็มาเยือนซิครับ
ทำไงได้ละครับ เรื่องลดค่าสำนักงานนี่ ผ่านมาได้ สามปี มาเจอต้นปี โดนลดค่าบริหารครับ ไม่ได้โดนลดเพราะยอดขายลดนะ แต่โดนลดเพราะมีการปรับตำแหน่งตัวแทนใหม่ แล้วแทนที่ตำแหน่งเราจะเท่าเดิม อ้าย
หมุนเงินเป็นว่าเล่นตั้งแต่ต้นปี พนักงาน ที่เหลืออยู่ 2 คน ก็น่ารัก และเข้าใจเรา ตัดสินใจลาออกด้วยความสมัครใจ น้ำตาจะไหล ตอนนี้นั่งทำงานคนเดียว มีโต๊ะ สี่ตัว คอมสามตัว นั่งดูนกบินไป บินมา อยู่ลำพังในความเหงา เปล่าเปลี่ยว และเดียวดาย
จนเดือนนี้ ผมเบื่อ ผมไม่ไหว เลยตัดสินใจว่าจะปิดสำนักงาน แต่ เมื่อขึ้นหลังเสือแล้ว จะลงจากหลังเสือ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะถ้าปิด ปัญหาจะบังเกิด เพราะการหมุนเงินที่ผ่านมา จะทำให้เราต้องหาเงินมาโปะทั้งหมด ที่ค้างอยู่ แสนกว่าบาท บางคนอาจจะมองว่าแค่แสนเดียว หาเงินกู้เอาก็ได้นี่ เหอๆๆๆ กู้ไม่ได้ครับ ขึ้นบัญชีดำ ไปตั้งแต่ สามปีที่แล้ว ที่รายได้หดหาย ผมควรจะเลิกทำตั้งแต่เมื่อสามปีก่อนแล้วละ แต่ก็ทู้ซี้ ทำมาจนเจ๊ง
เคยคิดจะหางาน แต่ประสบการณ์เดียวที่ผมมี คืองานประกัน ไม่เคยเป็นลูกจ้างใครเลย ที่สำคัญ รับกันแต่ คนอายุไม่เกิน 35 ถ้าเกิน 35 เขาก็เรียกหาประสบการณ์ เฮ้อ
อย่างที่บอก แค่มาบ่น ไม่ได้เรียกร้องความเห็นใจ หรือเรียกร้องความสงสาร แค่มาบ่นเฉยๆ อยากระบายความอัดอั้น ตันใจ
ส่วนคนที่เข้ามาซ้ำเติมก็ขอบคุณล่วงหน้าครับ