สังคมผม มีแต่คนหาเงิน ทำงานทุกวัน เพื่อบ้าน รถ เลี้ยงลูก ส่งลูกเรียน ซื้อสิ่งของ เที่ยวต่างประเทศ
ผมเข้าใจว่านั่นคือ ความสำเร็จหรือความสุขของเขานะครับ ถึงผมก็เคยมีประสบการณ์แบบนั้นมาบ้าง แต่ไม่ทั้งหมด เช่น เคยไปแฮงเอาท์แถวเอกมัย เคยไปประเทศที่มันเจริญๆ ที่เขาชอบไปกัน
แต่พอ ณ จุดหนึ่งของชีวิต ผมไม่ค่อยรู้สึกหวือหวา อินอะไรกับเรื่องพวกนี้แล้ว แม้ว่าเมื่อก่อนจะสนุกหรือคิดว่ามันคือรูปแบบการใช้ชีวิตที่ควรจะเป็น
ผมเลยเลิกทำงาน ไม่หาเงิน แล้วรับจ้างเขียนบทความบ้าง ไปอาศัยตามบ้านเพื่อนที่เขาไม่เดือดร้อน ซึ่งพอคนอื่นถามว่า ทำมาหากินอะไร พอตอบไป สีหน้าเขาดูอึ้งๆ น่ะครับ หลายคนงงว่า อยู่ได้เหรอ ซึ่งมันคงดูไม่ค่อยมีอนาคตอยู่เหมือนกัน ถ้าคิดในกรอบสังคมที่ผมเคยอยู่
พอพิจารณาตัวเองว่า เราอยู่ได้อย่างไร ในช่วงวัยสามสิบกว่า ที่หลายคนเร่งสร้างฐานะกัน ผ่อนบ้าน ผ่อนรถกันแล้ว แต่ผมมีแค่เงินประทังชีวิตไปวันๆ กินข้าวแกงบ้าง หรือหุงข้าวแล้วซื้อผักมาต้มกิน เหมือนตัวเราไม่มีอะไรไปสู้คนอื่นเขาได้
ผมแค่รู้สึกว่า ชีวิตที่ผมได้รับมาไม่ได้ต้องใช้ในทางที่เป็นแบบคนอื่น เพราะผมเคยเป็นคนที่ไม่ใช่แบบนี้มาก่อนแล้วมันไม่มีความสุขสักเท่าไหร่ แต่ในอดีตนั้นผมมองว่านั่นคือหนทางที่เจ๋งมาก ต้องมีชื่อเสียง มีคนห้อมล้อม แสดงออก ว่ารวย ว่าเงินมีใช้ในแบบที่คนจนๆ ทำแบบเราไม่ได้ อยู่และทำงานในเขต cbd ของกรุงเทพ พูดอังกฤษได้คล่อง สิ่งเหล่านี้ผมเคยยึดและอยากแสดงออกมากเมื่อก่อน
แต่พอ ณ ตอนนี้มองย้อนไป ผมได้แต่รู้สึกกระอักกระอ่วนอดีตและทัศนคติของตัวเอง กลายเป็นว่าแค่ไปเข้าสังคมแล้วได้ยินคนพูดอวดเรื่องไลฟ์สไตล์และทรัพย์สินกลายเป็นเรื่องเฝือๆ ฟังหูซ้ายออกหูขวา มองวิเคราะห์ไปยังคนพูดว่า เขารู้สึกอะไร อเจนด้าที่ยกเรื่องเหล่านี้ขึ้นมา เพื่อให้เราสนองตอบเขาอย่างไร ทั้งหมดทั้งมวลนั้นมันฟั่นเฝือมาก หาความน่าดึงดูด หรือท้าทายอะไรไม่มีอีกแล้ว
สิ่งที่ทำคนอื่นในสังคมผงะที่ชัดสุด คือ ผมจะบอกว่าไม่มีเงินแล้ว กินได้ เที่ยวได้ ไปไหนทำอะไรได้ในขอบเขตที่ผมจ่ายไหว นั่นทำให้การเข้าสังคมลดหายไปเยอะ ผมไม่สามารถเดินห้างเป็นชั่วโมงเพื่อรอผู้หญิงช็อปเครื่องสำอาง (แต่เมื่อก่อนทำได้) ในหัวจะมีแต่ความคิดว่า เราควรเอาเวลาไปทำอย่างอื่น ไปดู ไปศึกษา หรือพูดคุยกับอะไรที่มันจรรโลง หรือยกระดับจิตใจบ้าง มากกว่าจะมาหมกมุ่นเรื่องทำยังไงให้คนภายนอกมองเรามา แล้วให้เขาชม
ทุกวันนี้ผมไม่ค่อยมีเพื่อนแล้วครับ ด้านนึงผมเข้าใจว่ามันคงยากแล้วที่รูปแบบชีวิตเราเป็นแบบนี้ ผมแทบไม่ซื้ออะไรอีกแล้ว นอกจากสบู่ ยาสีฟัน ที่มันใช้แล้วหมด กินเหล้าเข้าผับก็รู้สึกจืดๆ ปนงงว่าคนอื่นมันสนุกอะไรกันนักวะ ยิ่งถ้าไปเที่ยว ตปท. หรือ ตจว. ที่นานๆ ไปที ผมแทบไม่ช็อปปิ้งอีกแล้ว แต่เน้นไปที่บรรยากาศและผู้คนมากกว่า
แต่การไม่ทำงาน ไม่สะสมอะไรเลย นี่แหละสำหรับคนอื่นมันคงเป็นสิ่งที่เชื่อได้ยากที่สุด บางคนบอกว่าอย่างนี้ก็ไม่ได้กิน ไม่ได้เที่ยวหรูๆ อีกแล้วน่ะสิ แต่ผมได้ลิ้มรสของเหล่านั้นมาแล้วไง
รวยแล้ว ขี้เกียจหาเงิน เลิกทำงาน แล้วอยู่แบบติดดิน มันผิดไหม
ผมเข้าใจว่านั่นคือ ความสำเร็จหรือความสุขของเขานะครับ ถึงผมก็เคยมีประสบการณ์แบบนั้นมาบ้าง แต่ไม่ทั้งหมด เช่น เคยไปแฮงเอาท์แถวเอกมัย เคยไปประเทศที่มันเจริญๆ ที่เขาชอบไปกัน
แต่พอ ณ จุดหนึ่งของชีวิต ผมไม่ค่อยรู้สึกหวือหวา อินอะไรกับเรื่องพวกนี้แล้ว แม้ว่าเมื่อก่อนจะสนุกหรือคิดว่ามันคือรูปแบบการใช้ชีวิตที่ควรจะเป็น
ผมเลยเลิกทำงาน ไม่หาเงิน แล้วรับจ้างเขียนบทความบ้าง ไปอาศัยตามบ้านเพื่อนที่เขาไม่เดือดร้อน ซึ่งพอคนอื่นถามว่า ทำมาหากินอะไร พอตอบไป สีหน้าเขาดูอึ้งๆ น่ะครับ หลายคนงงว่า อยู่ได้เหรอ ซึ่งมันคงดูไม่ค่อยมีอนาคตอยู่เหมือนกัน ถ้าคิดในกรอบสังคมที่ผมเคยอยู่
พอพิจารณาตัวเองว่า เราอยู่ได้อย่างไร ในช่วงวัยสามสิบกว่า ที่หลายคนเร่งสร้างฐานะกัน ผ่อนบ้าน ผ่อนรถกันแล้ว แต่ผมมีแค่เงินประทังชีวิตไปวันๆ กินข้าวแกงบ้าง หรือหุงข้าวแล้วซื้อผักมาต้มกิน เหมือนตัวเราไม่มีอะไรไปสู้คนอื่นเขาได้
ผมแค่รู้สึกว่า ชีวิตที่ผมได้รับมาไม่ได้ต้องใช้ในทางที่เป็นแบบคนอื่น เพราะผมเคยเป็นคนที่ไม่ใช่แบบนี้มาก่อนแล้วมันไม่มีความสุขสักเท่าไหร่ แต่ในอดีตนั้นผมมองว่านั่นคือหนทางที่เจ๋งมาก ต้องมีชื่อเสียง มีคนห้อมล้อม แสดงออก ว่ารวย ว่าเงินมีใช้ในแบบที่คนจนๆ ทำแบบเราไม่ได้ อยู่และทำงานในเขต cbd ของกรุงเทพ พูดอังกฤษได้คล่อง สิ่งเหล่านี้ผมเคยยึดและอยากแสดงออกมากเมื่อก่อน
แต่พอ ณ ตอนนี้มองย้อนไป ผมได้แต่รู้สึกกระอักกระอ่วนอดีตและทัศนคติของตัวเอง กลายเป็นว่าแค่ไปเข้าสังคมแล้วได้ยินคนพูดอวดเรื่องไลฟ์สไตล์และทรัพย์สินกลายเป็นเรื่องเฝือๆ ฟังหูซ้ายออกหูขวา มองวิเคราะห์ไปยังคนพูดว่า เขารู้สึกอะไร อเจนด้าที่ยกเรื่องเหล่านี้ขึ้นมา เพื่อให้เราสนองตอบเขาอย่างไร ทั้งหมดทั้งมวลนั้นมันฟั่นเฝือมาก หาความน่าดึงดูด หรือท้าทายอะไรไม่มีอีกแล้ว
สิ่งที่ทำคนอื่นในสังคมผงะที่ชัดสุด คือ ผมจะบอกว่าไม่มีเงินแล้ว กินได้ เที่ยวได้ ไปไหนทำอะไรได้ในขอบเขตที่ผมจ่ายไหว นั่นทำให้การเข้าสังคมลดหายไปเยอะ ผมไม่สามารถเดินห้างเป็นชั่วโมงเพื่อรอผู้หญิงช็อปเครื่องสำอาง (แต่เมื่อก่อนทำได้) ในหัวจะมีแต่ความคิดว่า เราควรเอาเวลาไปทำอย่างอื่น ไปดู ไปศึกษา หรือพูดคุยกับอะไรที่มันจรรโลง หรือยกระดับจิตใจบ้าง มากกว่าจะมาหมกมุ่นเรื่องทำยังไงให้คนภายนอกมองเรามา แล้วให้เขาชม
ทุกวันนี้ผมไม่ค่อยมีเพื่อนแล้วครับ ด้านนึงผมเข้าใจว่ามันคงยากแล้วที่รูปแบบชีวิตเราเป็นแบบนี้ ผมแทบไม่ซื้ออะไรอีกแล้ว นอกจากสบู่ ยาสีฟัน ที่มันใช้แล้วหมด กินเหล้าเข้าผับก็รู้สึกจืดๆ ปนงงว่าคนอื่นมันสนุกอะไรกันนักวะ ยิ่งถ้าไปเที่ยว ตปท. หรือ ตจว. ที่นานๆ ไปที ผมแทบไม่ช็อปปิ้งอีกแล้ว แต่เน้นไปที่บรรยากาศและผู้คนมากกว่า
แต่การไม่ทำงาน ไม่สะสมอะไรเลย นี่แหละสำหรับคนอื่นมันคงเป็นสิ่งที่เชื่อได้ยากที่สุด บางคนบอกว่าอย่างนี้ก็ไม่ได้กิน ไม่ได้เที่ยวหรูๆ อีกแล้วน่ะสิ แต่ผมได้ลิ้มรสของเหล่านั้นมาแล้วไง