จากกระทู้เร็วๆนี้ ( ไม่บอกหรอกว่ากระทู้ไหน ) รวมถึงอะไรๆหลายอย่างทีผ่านมา
ผมเลยอยากจะมาชวนกินมาม่า เอ๊ย มาตั้งคำถาม ในกระทู้ที่ไม่ใช่กระทู้คำถาม ว่า
เรากับน้องสรุปแล้วเป็นอะไรกัน
หลายคนคงบอกก็ว่า " ก็เป็นแฟนคลับกับไอดอลไง ไม่น่าถามเลย "
แต่สำหรับผม น้องทุกๆคนเหมือนเป็นน้องสาว เป็นเหมือนลูกสาว และเป็นเหมือนคนในครอบครัว
เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่เคยมองเรื่องอื่นๆเลย นอกจากความสุขของน้องในการมาอยู่ตรงนี้
เวลาทีน้องมีอะไรไม่สบายใจก็ถามไถ่ เวลาที่น้องทำอะไรไม่ถูกไม่ควร ก็ตักเตือนให้คำแนะนำที่มันน่าจะดีขึ้น
และสุดท้ายผมก็เป็นแค่คนหนึ่งๆที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบอะไร หรือทำอะไรๆได้ดีไปในทุกๆเรื่อง
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมจะทำให้กับน้องได้ง่ายที่สุด สำหรับผมก็คือการ รับฟัง
บอกกับเขาเสมอว่ายังมีคนอยู่กับเขาตรงนี้นะ แม้ตัวผมอาจจะไม่ได้ไปอยู่ข้างๆน้องในเวลานั้นก็ตาม
แต่ผมก็ไม่รู้ว่าคนอื่นๆจะคิดแบบผมหรือเปล่า
เขาอาจต้องการความสมบูรณ์แบบของน้อง ในรูปแบบที่เขาคิด ทำไมไม่เป็นแบบนั้น ทำไมไม่ทำแบบนี้
แล้วพอน้องไม่สามารถตอบรับความต้องการของเขาได้ เขาก็จะส่งความรู้สึกด้านลบกลับไปสู่น้องๆในทุกๆทาง
โดยลืมไปว่าคนที่อยู่ตรงหน้า ที่เขาหวังให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นเพียงแค่เด็ก วัย 15 - 16 เท่านั้นเอง
ผมยอมรับว่าตอนผมอายุประมาณเท่าน้องๆ ผมก็ไม่สามารถรับมือกับเรื่องพวกนี้ได้
ทำงานในสังคมผู้ใหญ่ ทั้งยังต้องตั้งใจเรื่องการเรียนอีก ไหนจะกระแสสังคมในโลกเชียล
ที่ต้องยอมรับว่ายุคนี้สื่อโซเชียลมีเดียมีผลต่อการใช้ชีวิตของผู้คนมากจริงๆ ไม่แปลกที่จะมีคนเป็นโรคซึมเศร้า
จากการที่อยู่บนโลกอินเตอร์เน็ต และนี่ก็ยังไม่รวมโซเชี่ยลบูลี่จากเหล่าคนที่สภาวะจิตใจมีปัญหาอีกนะ
นี่แหระคือสิ่งที่เด็กอายุเพียง 15 -16 ต้องเผชิญ เลยอยากตั้งคำถามกับทุกๆคน
ที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ เป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบที่ชัดเจน แต่เป็นคำถามที่เราต้องตอบตัวเองให้ได้สักที
ว่าสรุปแล้วเราตามน้องๆแบบไหนกันแน่ แค่ศิลปินที่มอบความสุขแลกกับเงินที่เราเสียไป
หรือเป็นคนในครอบครัวที่ค่อยแบ่งปันความทุกข์และความสุขให้แก่กัน.
สรุปแล้วเราเป็นอะไรกัน ?
ผมเลยอยากจะมาชวนกินมาม่า เอ๊ย มาตั้งคำถาม ในกระทู้ที่ไม่ใช่กระทู้คำถาม ว่า
เรากับน้องสรุปแล้วเป็นอะไรกัน
หลายคนคงบอกก็ว่า " ก็เป็นแฟนคลับกับไอดอลไง ไม่น่าถามเลย "
แต่สำหรับผม น้องทุกๆคนเหมือนเป็นน้องสาว เป็นเหมือนลูกสาว และเป็นเหมือนคนในครอบครัว
เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่เคยมองเรื่องอื่นๆเลย นอกจากความสุขของน้องในการมาอยู่ตรงนี้
เวลาทีน้องมีอะไรไม่สบายใจก็ถามไถ่ เวลาที่น้องทำอะไรไม่ถูกไม่ควร ก็ตักเตือนให้คำแนะนำที่มันน่าจะดีขึ้น
และสุดท้ายผมก็เป็นแค่คนหนึ่งๆที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบอะไร หรือทำอะไรๆได้ดีไปในทุกๆเรื่อง
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมจะทำให้กับน้องได้ง่ายที่สุด สำหรับผมก็คือการ รับฟัง
บอกกับเขาเสมอว่ายังมีคนอยู่กับเขาตรงนี้นะ แม้ตัวผมอาจจะไม่ได้ไปอยู่ข้างๆน้องในเวลานั้นก็ตาม
แต่ผมก็ไม่รู้ว่าคนอื่นๆจะคิดแบบผมหรือเปล่า
เขาอาจต้องการความสมบูรณ์แบบของน้อง ในรูปแบบที่เขาคิด ทำไมไม่เป็นแบบนั้น ทำไมไม่ทำแบบนี้
แล้วพอน้องไม่สามารถตอบรับความต้องการของเขาได้ เขาก็จะส่งความรู้สึกด้านลบกลับไปสู่น้องๆในทุกๆทาง
โดยลืมไปว่าคนที่อยู่ตรงหน้า ที่เขาหวังให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นเพียงแค่เด็ก วัย 15 - 16 เท่านั้นเอง
ผมยอมรับว่าตอนผมอายุประมาณเท่าน้องๆ ผมก็ไม่สามารถรับมือกับเรื่องพวกนี้ได้
ทำงานในสังคมผู้ใหญ่ ทั้งยังต้องตั้งใจเรื่องการเรียนอีก ไหนจะกระแสสังคมในโลกเชียล
ที่ต้องยอมรับว่ายุคนี้สื่อโซเชียลมีเดียมีผลต่อการใช้ชีวิตของผู้คนมากจริงๆ ไม่แปลกที่จะมีคนเป็นโรคซึมเศร้า
จากการที่อยู่บนโลกอินเตอร์เน็ต และนี่ก็ยังไม่รวมโซเชี่ยลบูลี่จากเหล่าคนที่สภาวะจิตใจมีปัญหาอีกนะ
นี่แหระคือสิ่งที่เด็กอายุเพียง 15 -16 ต้องเผชิญ เลยอยากตั้งคำถามกับทุกๆคน
ที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ เป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบที่ชัดเจน แต่เป็นคำถามที่เราต้องตอบตัวเองให้ได้สักที
ว่าสรุปแล้วเราตามน้องๆแบบไหนกันแน่ แค่ศิลปินที่มอบความสุขแลกกับเงินที่เราเสียไป
หรือเป็นคนในครอบครัวที่ค่อยแบ่งปันความทุกข์และความสุขให้แก่กัน.