สวัสดีเพื่อนๆทุกคนนะครับ นี่เป็นครั้งแรกของผมที่เข้ามาเขียนเรื่องราวชีวิตส่วนตัวในนี้
หวังว่ามันจะเป็นเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย สำหรับคนที่ยังเข้มแข็งไม่พอที่จะตัดสินใจบางอย่าง
หากคุณคบใครมาเป็นเวลานานมากๆแล้ว คำว่า 5ปี 10ปี มันทำให้คุณยอมที่จะไม่เคารพตัวเอง เพื่อรอบางอย่างที่มันอาจไม่มีวันเกิดขึ้น
ลองอ่านเรื่องนี้ดู
โดยปกติเคยแต่เข้ามาแชร์เรื่องอื่นๆที่เป็นสาระความรู้ทั่วไปในพันทิปห้องรีวิว ไม่คิดว่าวันนี้จะมาถึง
จริงๆก็ตัดสินใจอยู่นานนะครับว่าจะมาเขียนดีมั้ย แต่เหมือนสถานการณ์ต่างๆเป็นใจ ประมาณว่าโลกบังคับให้มาเขียนก็ว่าได้
เมื่อประมาณ 9 ปีก่อน ตอนนั้นผมยังเรียนมหาลัยอยู่เป็นนักศึกษาคนนึง ก็ธรรมดาของวัยรุ่นนะครับที่จะมีแฟน มีความรัก
แต่ก็อาจจะแปลกว่าคนอื่นไปบ้างที่ผม มีแฟนเป็นผู้ชายด้วยกัน นั่นแหละครับ แต่เรื่องของความรัก สำหรับผมเองไม่ก็ไม่ต่างกันนะ ว่าจะเป็นเพศไหน
ทุกคนมีกิเลสเหมือนกันหมด ถ้าใครที่เป็นชายจริงหญิงแท้ ไม่รังเกียจ ก็ลองเปิดใจอ่านดูนะครับ
ตอนนั้นผมได้เริ่มคบกัน พี่คนนึง ขอสมมุติชื่อเค้าว่าพี่ บี นะครับ ตอนนั้นตัวผมเองก็อายุยี่สิบ แต่ก็ยังไม่ได้ผ่านการมีแฟนมามากเท่าไหร่ ก็เลยยังมีความโลกสวยอยู่ประมาณหนึ่ง แรกๆที่คบกัน ทุกอย่างมันดีมาก ตั้งแต่วันแรกที่คบกับพี่เค้า คิดเสมอว่าทำยังไงให้ได้คบกันคบๆนี้ได้นานที่สุด นั่นแหละครับ มันเป็นจุดเริ่มต้นของความไม่ธรรมชาติ ช่วงปีแรก ผมกับพี่บี มีความสุขกันมากแทบไม่ได้ทะเลาะกันเลย อาจมีงอนกันบ้าง เวลาไปไหนมาไหนเราก็ไม่มีใครเลี้ยงใคร หารกันตลอด ไม่เคยเกิดปัญหาเรื่องการเงิน ส่วนเรื่องทางบ้าน พี่เค้าบอกว่าที่บ้านไม่รู้ว่าเค้าเป็นก็เลยไม่ค่อยมีโอกาสได้ไปที่บ้านเค้าเท่าไหร่ นานๆจะได้ไปสักครั้ง ที่ทำงานก็เหมือนกัน พี่เค้าไม่ให้ผมไปหาที่นั่นเพราะไม่อยากให้ใครรู้ ก็เข้าใจได้นะครับ สังคมไทยอาจจะยังไม่ยอมรับเรื่องแบบนี้เต็มที่ ยิ่งเมื่อ10 ปีก่อนแล้วด้วย
แล้วเวลาก็ผ่านไป 1 ปีทุกอย่างราบรื่นดี พี่เค้าเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย วันแรกเป็นยังไงก็ยังเป็นแบบนั้น แต่ความลับบางอย่างกฌเปิดเผย
ในเย็นวันนึงที่เรานัดกินข้าวกันหลังพี่เค้าเลิกงาน ผมได้เห็นเค้าคุยแชทกับใครบางคนที่เป็นข้อความเหมือนที่ส่งหาผม
ตอนแรกก็ตกใจมากคิดว่าเค้าแอบมีคนอื่น แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ พี่บีสารภาพว่า เค้าคบกับคนในแชทมา 3 ปีแล้ว ส่มผมก็พึ่งมาแค่ 1 ปี
ตอนนั้นเหมือนตกใจ และเสียใจจนทำอะไรไม่ถูก เพราะคนที่เราคิดว่าเค้าดีมาก ดีมาตลอด วันนึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้
ความจริงคือ ทุกคืนที่เค้าโทรมาผมก่อนเข้านอนที่คุยเสียงดังไม่ได้ เพราะเค้าแอบแฟนเค้ามาคุย โดยอ้างว่ากลัวที่ชาย กับพี่สาวจะได้ยิน
ในความเป็นจริงคือ ที่บ้านและครอบครัว พี่ๆและแม่เค้ารู้เรื่องมาตลอด และแฟนเค้าก็อยู่ที่บ้านนั้นด้วย
สิ่งที่พลาดที่สุดคือ วันนั้นพี่เค้าบอกว่าขอเวลา จะเลิกกับแฟนเพราะไม่ได้รักแล้วแต่เลิกไม่ได้ และเราก็ยอมที่จะเป็นคนรอ
ถ้าคนที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะสบถออกมาว่า ควาย อือ จริงๆก็สมควรนั่นแหละครับ เตรียมหาคำที่แรงกว่านี้ไว้ได้เลยหลังจากย่อหน้านี้
เวลาผ่านไปอีก1 ปี ทุกอย่างดำเนินผ่านมาเหมือนเดิม โดยไม่มีวี่แววว่าพี่เค้าจะเลิกกับแฟน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ตัวผมเองที่เริ่มปรับตัวชินกับสภาพการเป็นน้อยไปโดยปริยาย ในหัวตอนนั้นคิดว่า อย่างน้อยเค้าก็ไม่ได้มีใครอีกหลังมีเรา และตอนที่เรายุ่งเค้าจะได้ไม่แอบไปหากีกเพิ่ม นั่นแหละครับ คำว่าโง่มันเบาไปสำหรับคนที่มีความคิดแบบนี้ เพราะมันผิดมาก ผิดเพราะไม่เคารพตัวเองไม่พอ และยังผิด เพราะมันไม่ได้เป็นความจริง เข้าปีที่ 3 ผมจับได้ว่าพี่บี
แอบคุย ในรูปแบบชู้สาวกับน้องที่ทำงาน ซึ่งเป็นน้องผู้หญิง ! เจริญละ คือเอาจริงๆนะตอนนั้น เกือบเป็นบ้า คืองงด้วยแล้วก็เสียใจปนกัน และจำได้ว่าอยู่ในช่วงทำโปรเจคจบมหาลัย หลายคนคงนึกออกว่าช่วงนั้นแค่งานที่มหาลัยก็เหมือนทำให้เราตายได้ แต่ก็ยังโชคดีที่มีสติมากพอและผ่านมาได้ ตอนนั้นเปิดใจเคลียกัน ให้พี่เค้าเลิกยุ่งกับน้องผู้หญิงคนนั้นซะ คือเอาจริงก็มีขู่ไปบ้าง 5555 พื้นเพก็เป็นคนเอาเรื่องอยู่ และพี่เค้าก็ยอมจบด้วยดี และดีเกินจนตั้งสเตตัสในไลน์ ว่า sorry ในไลน์ พอเราถามเค้าบอกว่าตั้งให้น้องคนนั้น ...... อือ เอาจริงๆ ในหัวคิดว่าแล้วกูละ แต่ก็ช่างเถอะ
ช่วงปีที่ 4 อาจะไม่มีเรื่องของมือที่สาม คือเอาจริงๆก็คิดว่ามีแหละแต่คงจับไม่ได้ แต่ก็จะมาถึงช่วงที่ ต่างคนต่างแสดงความเป็นตัวเองกันมากขึ้น พี่บีเริ่มอารมณ์เสียง่าย หงุดหงิดง่าย และอาการป่วยของผม ก็เริ่มปรากฏขึ้น จริงมันต่อเนื่องมาจากปีก่อน เริ่มรู้สึกแล้วว่าตัวเองเริ่มนอนไม่หลับ หลับยาก และหวาดระแวง กลัวหลายๆอย่าง คือถ้ามองย้อนกลับไป ตอนที่รู้เรื่องหรือจับได้ รับรู้ความจริงทุกครั้ง มันจะมีช่วงที่ตกใจ เสียใจสุดขีด ตั้งแต่ตอนนั้นรู้เลยว่าตัวเองไม่ปกติ ยิ่งเจอสองเรื่องต่อกันโดยที่ยังไม่ได้รักษา ก็เหมือนมันพอกพูนมาเรื่อยๆ ความระแวงมันมากจนถึงขั้น ทุกๆเย็นหรือวันไหนที่มีเวลา เราจะแอบไปยืนซุ่มมองว่าพี่เค้ากลับบ้านกับใคร กลับบ้านจริงมั้ย ตอนที่โทรหาเราบอกว่าออกมาจากตึกแล้วจริงๆเดินอยู่ตรงนั้นจริงมั้ย.... มองย้อนกลับไปก็สงสารตัวเอง กังวลทุกอย่างว่าเค้าเจอใคร ลูกค้า หรือเพื่อนร่วมงานหน้าใหม่ ไม่ว่าเป็นเพศไหนก็กังวล
ช่วงปีที่ 5 เหมือนทุกอย่างจะไม่มีปัญหา แต่อาการวิตกของผม หรือระแวงก็เหมือนจะหนักเหมือนเดิมและอาจจะมากกว่าเดิม โดยปกติผมเองจะไม่ค้อยได้โทรหาพี่เค้า โดยพี่เค้าบอกตั้งแต่คบแรกๆแล้วว่าเค้าจะคอยโทรหาตลอดเอง เพราะกลัวที่ทำงานจะรู้ และหลายครั้งที่ผมเองฝืนโทรไปเพราะเซ้นและสถานการณ์หลายอย่างมันบอกว่า มีบางอย่างผิดปกติ แต่พอโทรไปก็โดนว่า โดนตะคอกกลับมาว่าเราเองไม่ไว้ใจเค้า หรือพยายามจะเช็ค เค้าบอกว่าเค้าทานข้าวอยู่กับพี่ ตอนนั้นก็เอะใจแล้วว่าปกติถ้าบอกว่าอยู่กับพี่ชาย ก็จะบอกว่าพี่ชาย แต่โทรไปทำเสียงแข็งแล้วบอกว่า่อยู่กับพี่ ก็เลยสงสัย จนเวลาผ่านไปสักพัก พี่บีชวนเราไปเที่ยวช่วงปีใหม่ที่ประเทศเกาหลีกับที่บ้านเค้า ไปกันทั้งครอบครัว แม่ ป้า ลุง ลูกพี่ลูกน้อง เราเองก็ดีใจที่เราได้ไป เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเค้า โดยเค้าก็ไม่ได้ปกปิดอะไรนะ ตอนแรกที่บอกว่าปกปิดที่บ้านจริงๆคือก็ต้องปกปิดแฟนของเค้า เรื่องราวเหมือนจะแฮปปี้ระหว่างไปเที่ยว แต่แล้วเรื่องบางเรื่องก็แดงขึ้นมา เหมือนน้องสาว(ลูกพี่ลูกน้อง) ของพี่บี ออกไปเดินเล่นกับผมตอนกลางคืน เค้าชมว่าเราน่ารัก แต่ประโยคที่ตามมาคือ "แฟนเฮียบี หน้าตาดีทุกคนเลย คนก่อนก็หน้าเหมือนดารา เคยมากับเฮียบีมารับหนูกับม๊าไปดูหนัง" ตอนนั้นสิ่งเดียวที่คิดคือ "หนังเรื่องอะไรหรอ" สรุปก็คือหนังเรื่องฝากเอาไว้ในกายเธอ
น้องเค้าอาจจะงง ว่าพอเรารู้ชื่อหนังแล้วทำไมต้องชอค และนิ่งไป ปากก็บอกไปได้แค่ว่าหนาว แต่ความจริงคือหนังเรื่องนั้นเข้าฉายไปยังไม่ถึงปี
ถ้ามองย้อนกลับไป ผมเองจำได้ทุกเหตุการณ์ ที่จริงแล้วที่เราโทรไปหาแล้วบอกว่ากินข้าวกับพี่ ไปดูหนังกับที่บ้าน ทุกๆเหตุการณ์มีคนอีกคนหนึ่งที่เค้าแอบพามาที่บ้านแล้วนั่นเอง ตอนนั้นเหมือนอาการที่เคนเป็นมันกำเริบหนักกว่าเดิม เหมือนเราตกใจซ้ำๆตลอดเวลา แต่ความกดดันที่สุดคือ เราไปกับครอบครัวสเค้า ถึงจะรับรู้อะไรก็ทำได้แค่เก็บการอารไว้ ไม่อยากให้ทริปนี้ไม่สนุก ตอนนั้นอยากกลับบ้านมานอนร้องไห้ก็ทำไม่ได้ เพราะเราไม่อยู่ไทย ต้องเที่ยวต่อทำเหมือนสนุกต่อไป ไม่มีเวลาได้เคลียกับพี่เค้า เพราะตอนนอนก็นอนสามคน น้องสาวเค้านอนกับเราด้วย ผมรอจนวันกลับเตรียมว่าจะคุยกับเค้าบนเครื่องบินเรื่องนี้ เพราะมันเป็นช่วงเดียวที่เค้าจะลุกหนีไปไหนไม่ได้ และเมื่อเวลานั้นมาถึง ผมตัดสินใจบอกกับเค้าว่าทนไม่ไหวแล้วอยากจะเลิก แต่เค้าก็ร้องไห้แล้วขอโอกาส ตามนั้นแหละครับ คนอ่อนแอแบบเราคงทำอะไรไม่ได้ ก้มหน้าทนต่อไป มาถึงตรงนี้ทุกคนคงยังไม่ลืมกันนะครับ พี่บียังไม่เลิกกับแฟนเค้า ผมเองยังอยู่ในสณานะเดิม ตลอดระยะเวลาที่คบมาก พี่บีมักจะไปเที่ยวทะเลกับครอบครัวบ่อยๆ โดยบอกว่าแฟนเค้าไม่ได้ไปด้วย ยืนยันเสียงแข็ง โดยในความจริงแล้วเราไปค้นรูปในไอจีแฟนเค้าจนเห็นว่ามีรูปที่ทะเลในช่วงเดียวกัน มุมเดียวกัน
มาถึงจุดนี้ ความเคารพตัวเองมันลดน้อยลงไปจนเกือบไม่เหลือ บวกกับอาการป่วยที่มากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ผมกลายเป็นคนหลับยาก กว่าจะหลับก็เช้า โชคดีที่เรียนจบแล้ว และไม่ได้ทำงานประจำ แต่ก็ยังมีบางวันที่มีงานเช้า ก็ต้องฝืนไป นอนหลับไม่สนิท ฝันร้ายบ่อยๆ มีอะไรมากระทบจิตใจแม้เป็นเรื่องเล็กมากก็จะตระหนกผิดปกติ รวมถึงมุมมองหลายๆยอ่างเปลี่ยนไปในทางที่ผิด อย่างที่เล่ามาหลายอย่างก็คงจะเห็นกัน
และก็มาถึงปีที่ 7 ช่วงสุดท้ายที่ผม ได้ทนอยู่ในสภาพนั้น
ช่วงก่อนจะเลิกกันมันเป็นช่วงที่ทำใจยากลำบากมาก เพราะเราคุย เราเจอกับคนๆนึงเกือบทุกวันมา 7 ปี หลายๆคนคงเข้าใจ ว่ามันยากที่จะตัด เรื่องของระยะเวลาที่ยาวนานมันหลอกหลอนเราได้จริงๆ ยิ่งเวลานาน เรายิ่งยอมทำอะไรโง่ๆเผื่อจะรักษาความสัมพันนี้ไว้โดยไม่รักษาใจตัวเอง
เราเลิกกัน เพราะวันหนึ่ง พี่เค้าบอกว่าเค้าไม่ได้อยากทำอะไรเหมือนที่เคยทำมา 7 ปี นั่นคือความเสมอต้นเสมอปลาย และนั่นเป็นสิ่งเดียวที่รั้งให้ผมอยู่มาได้นานขนาดนั้น และเค้าเองที่เป็นฝ่ายบอกเลิก เค้าให้เหตุผลว่า ผมเองยึดติดกับอะไรเดิมๆ ในความสัมพันธ์มันไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิมตลอดไป ตอนนั้นเอง ผมยอมถอยออกมาเราเลิกกัน ผมคิดในสิ่งที่เค้าพูด จริงๆแล้วผมเองกลัวสิ่งนึงมาตลอดนั่นคือการเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อวันนั้นมาถึง เราก็ต้องยอมรับมัน ที่จริงสิ่งที่พี่เค้าใช้เป็นเหตุผลในการบอกเลิก ว่าผมยึดติดเกินไป มันก็มีประโยชน์ ผมได้เอากลับมาคิดแล้วก็ยอมรับความจริงได้มากขึ้น ว่าทุกอย่างมันไม่มีอะไรที่มันถาวร
เวลาผ่านไปไม่นาน ผมก็ได้รู้ความจริงว่าพี่บี แอบคุยกับเด็กหนุ่มคนนึง ดรีกรีพ่อค้าแซบ คุยมาตั้งแต่ยังไม่เลิกกับผม จนถึงตอนเลิก และหลังเลิก
แต่มาถึงตอนนี้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว สิ่งที่พี่เค้าบอกว่าให้รอ ว่าจะเลิกกับคนที่คบอยู่เวลาผ่านไป 7 ปีก็ยังไม่เลิก มีแต่เราที่เลิกรักตัวเองไปแล้ว
กลายเป็นคนวิตกจริต เสียสุขภาพกายและจิต ต้องใช้เวลานานมาในการรักษาตัวเองโดยเฉพาะเรื่องของความคิด โดยมีการพบจิตแพทย์บ้าง แต่มันแค่ส่วนหนึ่ง ที่าสำคัญจริงๆคือเราต้องกลับมารักตัวเอง เคารพตัวเอง เห็นค่าของตัวเองและคนที่รักเราให้ได้ ตอนนี้ก็สองปีเกือบสามปีแล้วที่เลิกมา ใช้เวลานานมากกว่าจะเลิกกลัวความรัก จนตอนนี้มันดีขึ้น แต่ยังไม่แข็งแรงเหมือนเดิม แต่ก็ไม่ไขว่คว้า ยังอยู่เป็นโสดได้ ดูแลแม่ แล้วก็ทำงานต่อไป ที่จริงความคิดว่าจะเขียนเรื่องนี้มันขึ้นมาในหัวตลอด ยิ่งเวลาเจอเพื่อนที่คบกับแฟนมา 10 ปีหรือนานๆแล้วไม่กล้าเลิก จนกระทั่งเมื่อวานนี้เอง ที่ผมได้บังเอินเดินเจอพี่บี ในที่แห่งหนึ่งเค้ามากับแฟนใหม่ ที่ก็เป็นใครอีกก็ไม่รู้ ตอนนั้นเองที่ในหัวก็กำลังคิดว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีมั้ย พอเห็นเค้าอยู่ตรงหน้า เหมือนกับว่าโชคชะตาคงอยากให้เราเขียน
........
ขออโหสิกรรมให้พี่บี และทุกคนที่อยู่ในเรื่องนี้
ชีวิตรัก7ปี ที่เปลี่ยนให้เรากลายเป็นคนป่วย . จดหมายถึงคนที่กลัวการเลิกรา
หวังว่ามันจะเป็นเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย สำหรับคนที่ยังเข้มแข็งไม่พอที่จะตัดสินใจบางอย่าง
หากคุณคบใครมาเป็นเวลานานมากๆแล้ว คำว่า 5ปี 10ปี มันทำให้คุณยอมที่จะไม่เคารพตัวเอง เพื่อรอบางอย่างที่มันอาจไม่มีวันเกิดขึ้น
ลองอ่านเรื่องนี้ดู
โดยปกติเคยแต่เข้ามาแชร์เรื่องอื่นๆที่เป็นสาระความรู้ทั่วไปในพันทิปห้องรีวิว ไม่คิดว่าวันนี้จะมาถึง
จริงๆก็ตัดสินใจอยู่นานนะครับว่าจะมาเขียนดีมั้ย แต่เหมือนสถานการณ์ต่างๆเป็นใจ ประมาณว่าโลกบังคับให้มาเขียนก็ว่าได้
เมื่อประมาณ 9 ปีก่อน ตอนนั้นผมยังเรียนมหาลัยอยู่เป็นนักศึกษาคนนึง ก็ธรรมดาของวัยรุ่นนะครับที่จะมีแฟน มีความรัก
แต่ก็อาจจะแปลกว่าคนอื่นไปบ้างที่ผม มีแฟนเป็นผู้ชายด้วยกัน นั่นแหละครับ แต่เรื่องของความรัก สำหรับผมเองไม่ก็ไม่ต่างกันนะ ว่าจะเป็นเพศไหน
ทุกคนมีกิเลสเหมือนกันหมด ถ้าใครที่เป็นชายจริงหญิงแท้ ไม่รังเกียจ ก็ลองเปิดใจอ่านดูนะครับ
ตอนนั้นผมได้เริ่มคบกัน พี่คนนึง ขอสมมุติชื่อเค้าว่าพี่ บี นะครับ ตอนนั้นตัวผมเองก็อายุยี่สิบ แต่ก็ยังไม่ได้ผ่านการมีแฟนมามากเท่าไหร่ ก็เลยยังมีความโลกสวยอยู่ประมาณหนึ่ง แรกๆที่คบกัน ทุกอย่างมันดีมาก ตั้งแต่วันแรกที่คบกับพี่เค้า คิดเสมอว่าทำยังไงให้ได้คบกันคบๆนี้ได้นานที่สุด นั่นแหละครับ มันเป็นจุดเริ่มต้นของความไม่ธรรมชาติ ช่วงปีแรก ผมกับพี่บี มีความสุขกันมากแทบไม่ได้ทะเลาะกันเลย อาจมีงอนกันบ้าง เวลาไปไหนมาไหนเราก็ไม่มีใครเลี้ยงใคร หารกันตลอด ไม่เคยเกิดปัญหาเรื่องการเงิน ส่วนเรื่องทางบ้าน พี่เค้าบอกว่าที่บ้านไม่รู้ว่าเค้าเป็นก็เลยไม่ค่อยมีโอกาสได้ไปที่บ้านเค้าเท่าไหร่ นานๆจะได้ไปสักครั้ง ที่ทำงานก็เหมือนกัน พี่เค้าไม่ให้ผมไปหาที่นั่นเพราะไม่อยากให้ใครรู้ ก็เข้าใจได้นะครับ สังคมไทยอาจจะยังไม่ยอมรับเรื่องแบบนี้เต็มที่ ยิ่งเมื่อ10 ปีก่อนแล้วด้วย
แล้วเวลาก็ผ่านไป 1 ปีทุกอย่างราบรื่นดี พี่เค้าเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย วันแรกเป็นยังไงก็ยังเป็นแบบนั้น แต่ความลับบางอย่างกฌเปิดเผย
ในเย็นวันนึงที่เรานัดกินข้าวกันหลังพี่เค้าเลิกงาน ผมได้เห็นเค้าคุยแชทกับใครบางคนที่เป็นข้อความเหมือนที่ส่งหาผม
ตอนแรกก็ตกใจมากคิดว่าเค้าแอบมีคนอื่น แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ พี่บีสารภาพว่า เค้าคบกับคนในแชทมา 3 ปีแล้ว ส่มผมก็พึ่งมาแค่ 1 ปี
ตอนนั้นเหมือนตกใจ และเสียใจจนทำอะไรไม่ถูก เพราะคนที่เราคิดว่าเค้าดีมาก ดีมาตลอด วันนึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้
ความจริงคือ ทุกคืนที่เค้าโทรมาผมก่อนเข้านอนที่คุยเสียงดังไม่ได้ เพราะเค้าแอบแฟนเค้ามาคุย โดยอ้างว่ากลัวที่ชาย กับพี่สาวจะได้ยิน
ในความเป็นจริงคือ ที่บ้านและครอบครัว พี่ๆและแม่เค้ารู้เรื่องมาตลอด และแฟนเค้าก็อยู่ที่บ้านนั้นด้วย
สิ่งที่พลาดที่สุดคือ วันนั้นพี่เค้าบอกว่าขอเวลา จะเลิกกับแฟนเพราะไม่ได้รักแล้วแต่เลิกไม่ได้ และเราก็ยอมที่จะเป็นคนรอ
ถ้าคนที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะสบถออกมาว่า ควาย อือ จริงๆก็สมควรนั่นแหละครับ เตรียมหาคำที่แรงกว่านี้ไว้ได้เลยหลังจากย่อหน้านี้
เวลาผ่านไปอีก1 ปี ทุกอย่างดำเนินผ่านมาเหมือนเดิม โดยไม่มีวี่แววว่าพี่เค้าจะเลิกกับแฟน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ตัวผมเองที่เริ่มปรับตัวชินกับสภาพการเป็นน้อยไปโดยปริยาย ในหัวตอนนั้นคิดว่า อย่างน้อยเค้าก็ไม่ได้มีใครอีกหลังมีเรา และตอนที่เรายุ่งเค้าจะได้ไม่แอบไปหากีกเพิ่ม นั่นแหละครับ คำว่าโง่มันเบาไปสำหรับคนที่มีความคิดแบบนี้ เพราะมันผิดมาก ผิดเพราะไม่เคารพตัวเองไม่พอ และยังผิด เพราะมันไม่ได้เป็นความจริง เข้าปีที่ 3 ผมจับได้ว่าพี่บี
แอบคุย ในรูปแบบชู้สาวกับน้องที่ทำงาน ซึ่งเป็นน้องผู้หญิง ! เจริญละ คือเอาจริงๆนะตอนนั้น เกือบเป็นบ้า คืองงด้วยแล้วก็เสียใจปนกัน และจำได้ว่าอยู่ในช่วงทำโปรเจคจบมหาลัย หลายคนคงนึกออกว่าช่วงนั้นแค่งานที่มหาลัยก็เหมือนทำให้เราตายได้ แต่ก็ยังโชคดีที่มีสติมากพอและผ่านมาได้ ตอนนั้นเปิดใจเคลียกัน ให้พี่เค้าเลิกยุ่งกับน้องผู้หญิงคนนั้นซะ คือเอาจริงก็มีขู่ไปบ้าง 5555 พื้นเพก็เป็นคนเอาเรื่องอยู่ และพี่เค้าก็ยอมจบด้วยดี และดีเกินจนตั้งสเตตัสในไลน์ ว่า sorry ในไลน์ พอเราถามเค้าบอกว่าตั้งให้น้องคนนั้น ...... อือ เอาจริงๆ ในหัวคิดว่าแล้วกูละ แต่ก็ช่างเถอะ
ช่วงปีที่ 4 อาจะไม่มีเรื่องของมือที่สาม คือเอาจริงๆก็คิดว่ามีแหละแต่คงจับไม่ได้ แต่ก็จะมาถึงช่วงที่ ต่างคนต่างแสดงความเป็นตัวเองกันมากขึ้น พี่บีเริ่มอารมณ์เสียง่าย หงุดหงิดง่าย และอาการป่วยของผม ก็เริ่มปรากฏขึ้น จริงมันต่อเนื่องมาจากปีก่อน เริ่มรู้สึกแล้วว่าตัวเองเริ่มนอนไม่หลับ หลับยาก และหวาดระแวง กลัวหลายๆอย่าง คือถ้ามองย้อนกลับไป ตอนที่รู้เรื่องหรือจับได้ รับรู้ความจริงทุกครั้ง มันจะมีช่วงที่ตกใจ เสียใจสุดขีด ตั้งแต่ตอนนั้นรู้เลยว่าตัวเองไม่ปกติ ยิ่งเจอสองเรื่องต่อกันโดยที่ยังไม่ได้รักษา ก็เหมือนมันพอกพูนมาเรื่อยๆ ความระแวงมันมากจนถึงขั้น ทุกๆเย็นหรือวันไหนที่มีเวลา เราจะแอบไปยืนซุ่มมองว่าพี่เค้ากลับบ้านกับใคร กลับบ้านจริงมั้ย ตอนที่โทรหาเราบอกว่าออกมาจากตึกแล้วจริงๆเดินอยู่ตรงนั้นจริงมั้ย.... มองย้อนกลับไปก็สงสารตัวเอง กังวลทุกอย่างว่าเค้าเจอใคร ลูกค้า หรือเพื่อนร่วมงานหน้าใหม่ ไม่ว่าเป็นเพศไหนก็กังวล
ช่วงปีที่ 5 เหมือนทุกอย่างจะไม่มีปัญหา แต่อาการวิตกของผม หรือระแวงก็เหมือนจะหนักเหมือนเดิมและอาจจะมากกว่าเดิม โดยปกติผมเองจะไม่ค้อยได้โทรหาพี่เค้า โดยพี่เค้าบอกตั้งแต่คบแรกๆแล้วว่าเค้าจะคอยโทรหาตลอดเอง เพราะกลัวที่ทำงานจะรู้ และหลายครั้งที่ผมเองฝืนโทรไปเพราะเซ้นและสถานการณ์หลายอย่างมันบอกว่า มีบางอย่างผิดปกติ แต่พอโทรไปก็โดนว่า โดนตะคอกกลับมาว่าเราเองไม่ไว้ใจเค้า หรือพยายามจะเช็ค เค้าบอกว่าเค้าทานข้าวอยู่กับพี่ ตอนนั้นก็เอะใจแล้วว่าปกติถ้าบอกว่าอยู่กับพี่ชาย ก็จะบอกว่าพี่ชาย แต่โทรไปทำเสียงแข็งแล้วบอกว่า่อยู่กับพี่ ก็เลยสงสัย จนเวลาผ่านไปสักพัก พี่บีชวนเราไปเที่ยวช่วงปีใหม่ที่ประเทศเกาหลีกับที่บ้านเค้า ไปกันทั้งครอบครัว แม่ ป้า ลุง ลูกพี่ลูกน้อง เราเองก็ดีใจที่เราได้ไป เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเค้า โดยเค้าก็ไม่ได้ปกปิดอะไรนะ ตอนแรกที่บอกว่าปกปิดที่บ้านจริงๆคือก็ต้องปกปิดแฟนของเค้า เรื่องราวเหมือนจะแฮปปี้ระหว่างไปเที่ยว แต่แล้วเรื่องบางเรื่องก็แดงขึ้นมา เหมือนน้องสาว(ลูกพี่ลูกน้อง) ของพี่บี ออกไปเดินเล่นกับผมตอนกลางคืน เค้าชมว่าเราน่ารัก แต่ประโยคที่ตามมาคือ "แฟนเฮียบี หน้าตาดีทุกคนเลย คนก่อนก็หน้าเหมือนดารา เคยมากับเฮียบีมารับหนูกับม๊าไปดูหนัง" ตอนนั้นสิ่งเดียวที่คิดคือ "หนังเรื่องอะไรหรอ" สรุปก็คือหนังเรื่องฝากเอาไว้ในกายเธอ
น้องเค้าอาจจะงง ว่าพอเรารู้ชื่อหนังแล้วทำไมต้องชอค และนิ่งไป ปากก็บอกไปได้แค่ว่าหนาว แต่ความจริงคือหนังเรื่องนั้นเข้าฉายไปยังไม่ถึงปี
ถ้ามองย้อนกลับไป ผมเองจำได้ทุกเหตุการณ์ ที่จริงแล้วที่เราโทรไปหาแล้วบอกว่ากินข้าวกับพี่ ไปดูหนังกับที่บ้าน ทุกๆเหตุการณ์มีคนอีกคนหนึ่งที่เค้าแอบพามาที่บ้านแล้วนั่นเอง ตอนนั้นเหมือนอาการที่เคนเป็นมันกำเริบหนักกว่าเดิม เหมือนเราตกใจซ้ำๆตลอดเวลา แต่ความกดดันที่สุดคือ เราไปกับครอบครัวสเค้า ถึงจะรับรู้อะไรก็ทำได้แค่เก็บการอารไว้ ไม่อยากให้ทริปนี้ไม่สนุก ตอนนั้นอยากกลับบ้านมานอนร้องไห้ก็ทำไม่ได้ เพราะเราไม่อยู่ไทย ต้องเที่ยวต่อทำเหมือนสนุกต่อไป ไม่มีเวลาได้เคลียกับพี่เค้า เพราะตอนนอนก็นอนสามคน น้องสาวเค้านอนกับเราด้วย ผมรอจนวันกลับเตรียมว่าจะคุยกับเค้าบนเครื่องบินเรื่องนี้ เพราะมันเป็นช่วงเดียวที่เค้าจะลุกหนีไปไหนไม่ได้ และเมื่อเวลานั้นมาถึง ผมตัดสินใจบอกกับเค้าว่าทนไม่ไหวแล้วอยากจะเลิก แต่เค้าก็ร้องไห้แล้วขอโอกาส ตามนั้นแหละครับ คนอ่อนแอแบบเราคงทำอะไรไม่ได้ ก้มหน้าทนต่อไป มาถึงตรงนี้ทุกคนคงยังไม่ลืมกันนะครับ พี่บียังไม่เลิกกับแฟนเค้า ผมเองยังอยู่ในสณานะเดิม ตลอดระยะเวลาที่คบมาก พี่บีมักจะไปเที่ยวทะเลกับครอบครัวบ่อยๆ โดยบอกว่าแฟนเค้าไม่ได้ไปด้วย ยืนยันเสียงแข็ง โดยในความจริงแล้วเราไปค้นรูปในไอจีแฟนเค้าจนเห็นว่ามีรูปที่ทะเลในช่วงเดียวกัน มุมเดียวกัน
มาถึงจุดนี้ ความเคารพตัวเองมันลดน้อยลงไปจนเกือบไม่เหลือ บวกกับอาการป่วยที่มากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ผมกลายเป็นคนหลับยาก กว่าจะหลับก็เช้า โชคดีที่เรียนจบแล้ว และไม่ได้ทำงานประจำ แต่ก็ยังมีบางวันที่มีงานเช้า ก็ต้องฝืนไป นอนหลับไม่สนิท ฝันร้ายบ่อยๆ มีอะไรมากระทบจิตใจแม้เป็นเรื่องเล็กมากก็จะตระหนกผิดปกติ รวมถึงมุมมองหลายๆยอ่างเปลี่ยนไปในทางที่ผิด อย่างที่เล่ามาหลายอย่างก็คงจะเห็นกัน
และก็มาถึงปีที่ 7 ช่วงสุดท้ายที่ผม ได้ทนอยู่ในสภาพนั้น
ช่วงก่อนจะเลิกกันมันเป็นช่วงที่ทำใจยากลำบากมาก เพราะเราคุย เราเจอกับคนๆนึงเกือบทุกวันมา 7 ปี หลายๆคนคงเข้าใจ ว่ามันยากที่จะตัด เรื่องของระยะเวลาที่ยาวนานมันหลอกหลอนเราได้จริงๆ ยิ่งเวลานาน เรายิ่งยอมทำอะไรโง่ๆเผื่อจะรักษาความสัมพันนี้ไว้โดยไม่รักษาใจตัวเอง
เราเลิกกัน เพราะวันหนึ่ง พี่เค้าบอกว่าเค้าไม่ได้อยากทำอะไรเหมือนที่เคยทำมา 7 ปี นั่นคือความเสมอต้นเสมอปลาย และนั่นเป็นสิ่งเดียวที่รั้งให้ผมอยู่มาได้นานขนาดนั้น และเค้าเองที่เป็นฝ่ายบอกเลิก เค้าให้เหตุผลว่า ผมเองยึดติดกับอะไรเดิมๆ ในความสัมพันธ์มันไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิมตลอดไป ตอนนั้นเอง ผมยอมถอยออกมาเราเลิกกัน ผมคิดในสิ่งที่เค้าพูด จริงๆแล้วผมเองกลัวสิ่งนึงมาตลอดนั่นคือการเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อวันนั้นมาถึง เราก็ต้องยอมรับมัน ที่จริงสิ่งที่พี่เค้าใช้เป็นเหตุผลในการบอกเลิก ว่าผมยึดติดเกินไป มันก็มีประโยชน์ ผมได้เอากลับมาคิดแล้วก็ยอมรับความจริงได้มากขึ้น ว่าทุกอย่างมันไม่มีอะไรที่มันถาวร
เวลาผ่านไปไม่นาน ผมก็ได้รู้ความจริงว่าพี่บี แอบคุยกับเด็กหนุ่มคนนึง ดรีกรีพ่อค้าแซบ คุยมาตั้งแต่ยังไม่เลิกกับผม จนถึงตอนเลิก และหลังเลิก
แต่มาถึงตอนนี้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว สิ่งที่พี่เค้าบอกว่าให้รอ ว่าจะเลิกกับคนที่คบอยู่เวลาผ่านไป 7 ปีก็ยังไม่เลิก มีแต่เราที่เลิกรักตัวเองไปแล้ว
กลายเป็นคนวิตกจริต เสียสุขภาพกายและจิต ต้องใช้เวลานานมาในการรักษาตัวเองโดยเฉพาะเรื่องของความคิด โดยมีการพบจิตแพทย์บ้าง แต่มันแค่ส่วนหนึ่ง ที่าสำคัญจริงๆคือเราต้องกลับมารักตัวเอง เคารพตัวเอง เห็นค่าของตัวเองและคนที่รักเราให้ได้ ตอนนี้ก็สองปีเกือบสามปีแล้วที่เลิกมา ใช้เวลานานมากกว่าจะเลิกกลัวความรัก จนตอนนี้มันดีขึ้น แต่ยังไม่แข็งแรงเหมือนเดิม แต่ก็ไม่ไขว่คว้า ยังอยู่เป็นโสดได้ ดูแลแม่ แล้วก็ทำงานต่อไป ที่จริงความคิดว่าจะเขียนเรื่องนี้มันขึ้นมาในหัวตลอด ยิ่งเวลาเจอเพื่อนที่คบกับแฟนมา 10 ปีหรือนานๆแล้วไม่กล้าเลิก จนกระทั่งเมื่อวานนี้เอง ที่ผมได้บังเอินเดินเจอพี่บี ในที่แห่งหนึ่งเค้ามากับแฟนใหม่ ที่ก็เป็นใครอีกก็ไม่รู้ ตอนนั้นเองที่ในหัวก็กำลังคิดว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีมั้ย พอเห็นเค้าอยู่ตรงหน้า เหมือนกับว่าโชคชะตาคงอยากให้เราเขียน
........
ขออโหสิกรรมให้พี่บี และทุกคนที่อยู่ในเรื่องนี้