จะอยู่อย่างไรถ้าใครๆ ก็ทำตามๆ กัน [Me-too Business ]

เพื่อนๆ เคยสังเกตไหมว่า หากใครขายอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว หรือเปิดกิจการอะไรก็ตาม พอดันบูม เนื้อหอม ขึ้นมา ก็จะมีคนทำตามๆ กัน  จนบางทีคนที่ทำอยู่แล้วก็เริ่มกลัวๆ ขึ้นมาว่าจะทำอย่างไรดี แล้วต่อไปฉันจะอยู่รอดไหม  แต่ในขณะที่อีกมุมหนึ่งคนที่เพิ่งจะเข้ามาใหม่ ถึงแม้ว่ารู้อยู่ในใจว่า ทำแล้วมันได้กำไรนะ แต่ว่าเรามาทีหลังก็จะแอบคิดว่าจะมีทางไหนไหม ที่จะสู้เขาได้ในระยะยาว  ดังนั้นหากใครที่ตกอยู่ใน สถานการณ์ปัญหาเหล่านี้อยู่  เราควรจะต้องทำตัวอย่างไร   

รู้ตัวหรือไม่ ว่าเราเราอยู่ในสถานการณ์ Metoo “เธอทำได้ฉันทำด้วย ”
            a) ลักษณะสำคัญ : ที่เราต้องเข้าใจว่าทำไมถึงเกิด Me-too Business หรือว่าเหตุการณ์เหล่านี้มีรูปแบบอย่างไร  

                        o   เจ้าของมักจะเกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิม หรือ อาจเป็นเครือญาติที่ทำธุรกิจร่วมกันมาก่อน แต่ต่อมา ความเห็นไม่ตรงกัน
                        จึงอยากลองออกมาทำเอง แน่นอนครับ ก็เลยเกิดที่มาว่าทำไมถึงเห็นกิจการทำตามๆ กัน  
                        o   ส่วนใหญ่ธุรกิจที่ทำ ตามๆ กัน มักจะเริ่มจาก ธุรกิจที่ใช้ทุนไม่มาก ต้นทุนไม่สูงเกินไป ซึ่งบางคนอาจจะทำเป็นอาชีพเสริม
                        ควบคู่กับงานประจำในตอนแรก แต่ต่อมา พอได้ดีแล้ว ก็จะกระโดดลงไปเต็มตัว    
                        o   พูดถึงกำไร ช่วงแรกๆ มักจะ บูม เนื่องจากคู่แข่งยังน้อยราย ผู้ซื้อมีทางเลือกเปรียบเทียบไม่มาก ทำให้กลายเป็นธุรกิจที่เนื้อหอม
                        แต่ต่อมากำไรก็จะเริ่มน้อยลงๆ เนื่องจากคู่แข่งมากขึ้นเกิดการตัดราคากันหนัก จน ส่วนกำไร ก็หดน้อยลงไป 

            b) ความเสี่ยงที่มีอยู่ 
                        o   มีอะไรมากกว่าที่คิด : คนที่เข้ามาที่หลัง แม้ว่าจะศึกษามาอย่างเพรียบพร้อมแล้ว แต่ที่จริงกลายเป็นว่ารู้ไม่เยอะพอ
                        ทำให้มีจุดอ่อนในการหากำไร โดยผู้เล่นส่วนใหญ่ มักจะไม่ได้ศึกษารายละเอียดมากนัก หรืออาจคาดการณ์กำไรสะท้อนความจริง
                        ของตลาดได้ไม่ตรงนัก 
                        o   สินค้าบริการในตลาดจะเยอะเกินไป หรือ เรียกว่า Oversupply  อันเนื่องมาจากทุกคนขายของเหมือนๆ กัน
                        ส่งผลต่อรายได้ที่อาจไม่แน่นอนเหมือนเดิม   
                        o   ยิ่งเข้าช้า ต้นทุน ยิ่งบานปลาย จากค่าใช้ง่ายต่างๆ ตั้งแต่ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น รวมไปถึง ค่าโปรโมตสินค้า หรือ
                        การทำโปรโมชั่นต่างๆ ที่ต้องแข่งขันกันมากขึ้น 

แล้วต้องทำอย่างไร ถ้าใจยังอยากไปต่อ  
            สุดท้ายแล้วหากเราอยากเป็น “Survivor” หรือ ผู้ที่รอดชีวิตในธุรกิจนั้นก็คงหนีไม่ผลเรื่องการปรับตัว ซึ่งในกรณี  Metoo แบบนี้ คำแนะนำคงหนีไม่พ้นที่จะให้ ทุกๆ คนลอง “ คิดต่าง” จากกรอบเดิม ๆ ซึ่ง เราไปดูกันว่าจะลองค้นหา จุดแตกต่างได้อย่างไร
    1. อะไรทำให้เราดูพิเศษในสายตาลูกค้า : อะไรที่ทำให้เราโดดเด่น มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นสินค้า บริการ โปรโมชั่น หรือ ปัจจัยอื่นๆ ที่พอทำแล้ว ทำให้ลูกค้ามองเราในแง่บวกมากกว่าเจ้าอื่นๆ   เช่น ร้านอาหารเราการันตี ว่าจะใช้สินค้าคุณภาพจากฟาร์ม Organic ที่สามารถพิสูจน์ได้ 

    2. อะไรเป็น ‘‘จุดยืน/จุดเด่น’’ ของธุรกิจเรา :  จุดยืนในที่นี่ ก็คือ แนวคิดหลัก หรือ บริการอะไรที่ เรามักจะถูกเอ่ยถึงบ่อยๆ (ในด้านดีๆ) จนทำให้เป็นเหมือนกับ ”โลโก้” ติดอยู่กับตัวเราเอง เช่น ร้านอาหารเรา มีดีที่น้ำจิ้ม สูตรพิเศษ ไม่มีที่ใดสามารถทดแทนได้   

    3. อะไรที่เรายังไม่ได้ให้ลูกค้า ทั้งๆ ที่ลูกค้าอยากได้ :  อันนี้ เป็นการหาโอกาสเพื่อเติมเต็มในสิ่งที่ลูกค้า อยากจะได้ แต่ไม่เคยมีใครนำเสนอมาก่อน ซึ่งหากเรามอบให้ลูกค้าได้ ก็จะดีที่สุด เช่น ร้านเราส่งได้ไม่หยุด แม้จะเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ ก็ตาม ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ลูกค้าที่ไม่อยากรอนาน 

    4. อะไรที่เป็นเรื่องราว หรือ ต้นกำเนิด ของเรา : ตั้งคำถามว่า จุดเริ่มต้นของกิจการ ร้านค้าเรามาจากไหน มีเรื่องราวอะไรไหมที่น่าจะเป็นจุดขาย เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจ ในการซื้อสินค้ามากขึ้นได้ เช่น ร้านไอครีมเราขายรสชาติแบบยุโรป เพราะ เจ้าของร้าน ทำงานที่ยุโรปมากนาน และต้องการจะส่งต่อความชอบนี้ให้กับลูกค้าต่อไป เป็นต้น
สุดท้ายนี้เราหวังว่าเพื่อนๆ จะลองนำไอเดียเหล่านี้ ไป ค้นหาและพัฒนา เพื่อปรับตัวให้สามารถทำธุรกิจให้ยั่งยืน ต่อไปได้นะครับ ยิ่งรู้ตัวเองไว ธุรกิจยิ่งมีชัยไปกว่าครึ่ง โชคดีนะครับ

แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่