JJNY : ตู่กู้ขาดดุลทะลุ2ล.ล.ปี'63เฉียด 6แสนล.ทุบสถิติฯ/บราซิลฮึ่มฟ้องWTOแบน3สารฯ/พิษศก.ซึมเศร้าพุ่ง ชาวสมุยป่วยทะลุ5พันฯ

"บิ๊กตู่" กู้ขาดดุลทะลุ 2 ล้านล้าน ปี'63 สูงเฉียด 6 แสนล. ทุบสถิติ
https://www.prachachat.net/finance/news-387035


ปีงบประมาณ 2563 ที่รัฐบาลตั้งกรอบงบประมาณรายจ่ายรวมไว้ที่ 3.2 ล้านล้านบาท เป็นการจัดทำงบประมาณขาดดุล 4.69 แสนล้านบาท
หมายความว่า รัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 4.69 แสนล้านบาท
 
อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรอบการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลในปีงบประมาณ 2563 นี้ จะอยู่ที่ 5.69 แสนล้านบาท ถือว่าสูงเป็นประวัติศาสตร์ เนื่องจากมีวงเงินกู้ชดเชยการขาดดุลที่เหลื่อมปีมาจากปีงบประมาณ 2562 ถึง 1 แสนล้านบาท
 
“ปีงบประมาณ 2563 จะมีวงเงินชดเชยขาดดุลที่วงเงินสูง เนื่องจากมีวงเงินของปี 2562 ที่มากู้เหลื่อมปีราว 1 แสนล้านบาท ซึ่งในส่วนวงเงินที่เหลื่อมปีมา 1 แสนล้านบาท สามารถดำเนินการกู้ได้ทันที แม้ในช่วงที่พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ยังไม่มีผลบังคับใช้ ส่วนอีกกว่า 4 แสนล้านบาทต้องรอกฎหมายงบประมาณบังคับใช้ก่อน ซึ่งจะไปเริ่มกู้ในไตรมาส 2 หรือประมาณเดือน ก.พ. 2563 เป็นต้นไป” แหล่งข่าวกล่าว

ดังนั้น ช่วงที่การจัดทำงบประมาณจะล่าช้ามากกว่า 1 ไตรมาสนี้ การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณจะไม่สะดุด และไม่กระทบกับการออกพันธบัตรเพื่อหล่อเลี้ยงตลาด ซึ่งทางสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้หารือกับผู้ร่วมตลาดตราสารหนี้เพื่อทำความเข้าใจไปตั้งแต่เดือน ส.ค.-ก.ย.ที่ผ่านมา

ความต้องการระดมทุนในปีงบประมาณ 2563 จะอยู่ที่ประมาณ 1.5-2 แสนล้านบาท ดังนั้น ก็จะกู้เฉลี่ยประมาณไตรมาสละ 5 หมื่นล้านบาท” แหล่งข่าวกล่าว

ทั้งนี้ หากย้อนไปตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558 จนถึงปิดหีบปีงบประมาณ 2562 พบว่า รัฐบาลที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี มีการกู้ชดเชยขาดดุลงบประมาณไปแล้วทั้งสิ้น 2,042,258 ล้านบาท ซึ่งหากปีงบประมาณ 2563 กู้เต็มเพดานที่ 5.69 แสนล้านบาท ก็จะทำให้การกู้เงินของรัฐบาลที่มี “บิ๊กตู่” เป็นแม่ทัพใหญ่จะพุ่งเป็น 2,611,258 ล้านบาท

ขณะที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2562 (ต.ค. 2561-ก.ย. 2562) ที่ผ่านมา รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้นกว่า 2.53 ล้านล้านบาท ขณะที่มีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณทั้งสิ้นกว่า 3.04 ล้านล้านบาท โดยรัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลไปทั้งสิ้นกว่า 3.48 แสนล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2562 มีจำนวนทั้งสิ้น 5.12 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับสิ้นปีงบประมาณก่อน เงินคงคลังปลายงวดลดลงไปกว่า 1.2 แสนล้านบาท หรือ 19% ขณะที่การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลในปีงบประมาณ 2562 ต่ำกว่าปีงบประมาณก่อนกว่า 1.5 แสนล้านบาท หรือ 30.3%

โดยการกู้ชดเชยขาดดุลที่ลดลงในปีที่ผ่านมานั้น ก็เพื่อไม่ให้เกิดการสะดุดในช่วงรอยต่อที่มีการจัดทำงบประมาณปี 2563 ล่าช้าไปกว่า 1 ไตรมาสนั่นเอง



บราซิลฮึ่มฟ้อง WTO แบน 3 สารสะเทือนอุตฯไทย 8 แสนล.       
https://www.thansettakij.com/content/Macro_econ/413488
 
สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์จี้รัฐบาลเร่งหาทางออก หลังแบน 3 สารเคมี กระทบนำเข้าถั่วเหลือง ข้าวสาลี สารตกค้างต้องเป็นศูนย์ ร่อนหนังสือถึง 4 รมต.ตั้งคำถามจะให้ทำอย่างไร หวั่นทุบอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง 8 แสนล้านล้มครืน ทูตเกษตรบราซิลฮึ่ม! ฟ้อง WTO

คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติยกเลิกใช้ 3 สารเคมี ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 เวลานี้มีแรงกระเพื่อมตามมาจากภาคส่วนที่มีส่วนได้-เสีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันรัฐบาลจะไม่ทบทวนเรื่องนี้ แต่อีกด้านกลุ่มเกษตรกรได้ฟ้องศาลปกครองให้ไต่สวนและขอให้ศาลระงับมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่สั่งแบน ซึ่งล่าสุดศาลยังไม่มีคำสั่งใดๆ ออกมา ขณะกลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์ อีกกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบครั้งนี้ได้ออกมาเคลื่อนไหวแล้ว
 
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ทางสมาคมฯได้ทำหนังสือถึง 4 รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยตั้งคำถามว่าจะให้ผู้ประกอบการทำอย่างไร เพราะจากการแบน 3 สาร โดยปรับจากเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เป็นชนิดที่ 4 (ห้ามมีการผลิต การนำเข้า การส่งออก หรือการมีไว้ในครอบครอง และควบคุมโดยการห้ามประกอบกิจการใดๆ) แปลความคือ ต้องไม่มีสารตกค้างจากทั้ง 3 สารในสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศด้วย
 
ทั้งนี้ไม่ว่าสหรัฐฯ บราซิล และอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นผู้ผลิตถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง และข้าวสาลีรายใหญ่ของโลก และเป็นแหล่งนำเข้าหลักของไทยเพื่อนำใช้ผลิตอาหารสัตว์ หรือในอุตสาห กรรมอาหารของไทยต่างมีการใช้สารไกลโฟเซตในการผลิตทั้งสิ้น ดังนั้น หากรัฐบาลไม่มีมาตรการรองรับ เช่น การแก้ไขเพิ่มเติมหรือออกกฎกระทรวงให้สามารถนำเข้าสินค้าวัตถุดิบทางการเกษตร โดยอ้างอิงสารตกค้างตามมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (Codex) ได้ จะส่งผลกระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง
 
“อุตสาหกรรมอาหารสัตว์มีมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท อุตสาหกรรมปศุสัตว์ทั้งไก่ กุ้ง ส่งออกรวมกันปีละกว่า 2 แสนล้าน และใช้บริโภคในประเทศอีกปีละกว่า 3 แสนล้าน รวมกันมากกว่า 8 แสนล้าน ยังไม่นับอุตสาห กรรมอาหารที่มีการนำเข้าข้าวสาลี และถั่วเหลืองมาแปรรูปทั้งขนมอบกรอบ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นํ้ามันถั่วเหลือง และสินค้าต่อเนื่องที่อาจต้องล้มกันทั้งห่วงโซ่ หากรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีทางออก หรือเร่งดำเนินการช่วยเหลือในเรื่องนี้อย่างไร จากที่ผ่านมาบอกแต่เพียงห้ามใช้”

นายพรศิลป์ เผยอีก ทูตเกษตรของบราซิลซึ่งประเทศที่ไทยนำเข้าถั่วเหลืองมากสุดกว่า 50% ได้มาพบที่สมาคมฯ และได้สอบถามว่า ถ้าเป็นอย่างนี้จะค้าขายกันอย่างไร หากรัฐบาลไทยไม่แก้ไขจะนำเรื่องฟ้องต่อองค์การการค้าโลก (WTO) แน่
  
ด้านนายสืบวงษ์ สุขะมงคล นายกสมาคมส่งเสริมผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยนำเข้าถั่วเหลืองและข้าวสาลี จากบราซิลมากสุด รองมาคือสหรัฐฯ และอาร์เจนตินา ดังนั้นมีวิธีการแก้ไขเพื่อช่วยผู้ประกอบการคือรัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุข จะต้องออกประกาศแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 387 พ.ศ. 2560 เรื่อง อาหารที่มีสารพิษตกค้างให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก (WTO) ในกรณีที่ไทยผลิตสินค้าเองไม่ได้ หรือไม่เพียงพอ น่าจะมีการผ่อนปรนหรือยืดหยุ่น จากมีข้อพิสูจน์แล้วว่าสารตกค้างเท่าใดไม่เป็นอันตรายกับมนุษย์
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่