หลังจากใช้ชีวิตที่อยู่ในวงโคจรเดิมๆมาเป็นเวลาร่วม10ปีในฐานะ กรรมกร รายเดือน ทุกอย่างเป็นวงจรในชีวิตซ้ำๆเดิมๆ แทบจะรู้อนาคตได้เลยว่าพรุ้งนี้ต้องเจอกับอะไร เหมือนกันเลยครับเมื่อวานและวันนี้ ชีวิตโรงงานที่ต้องวนแปดเช้าถึงห้าโมงเย็นเคยอ่านรีวิวเพื่อนๆในพันทิพที่เคยบอกเล่ากันไว้เกี่ยวกับเขาหลวง ทำไมอยู่ดีๆความคิดเดินออกมาจากกรอบมันผุดขึ้นมาซะงั้น แน่นอนครับ โอกาสมาถึงผมแล้วครั้งนี้ความตั้งใจที่จะเดินออกมาเกินร้อย มีโอกาสได้หยุดงานติดต่อกัน4วันไม่ได้วางแผนหรือที่พักอะไรล่วงหน้าเลยครับเพราะมีจุดมุ่งหมายชัดเจน
เริ่มเลยครับ ผมออกจากชลบุรีถึงสุโขทัยโดยรถส่วนตัวแต่ต้องหาที่พัก ระหว่างแวะปั้มหรือพักกินข้าว เพราะเช็คระยะทาง ในแผนที่นั้นเลยเวลาที่จะเปิดให้ขึ้นเขาได้ ผมถึงสุโขทัย เมืองเก่า ในเวลา 18:00 ระหว่างทางได้ที่พัก resting place hostel ได้ห้องพักรวมชาย เจ้าของที่พักที่นี่บริการดีมากครับ แถมฝั่งตรงข้ามเป็น วัดตะพังทอง ที่มีสะพานบุญ และ ตลาดขายของติดวัดเลยครับ
บรรยากาศ ตอนกลางคืนที่วัดครับเปิดไฟสวยงาม
หลังจากนั้นก็เดินกลับมาถามเจ้าของที่พักว่า มีมอเตอร์ไซค์ให้เช่ามั้ยครับ ได้คำตอบว่ามีแต่วันละ200เลยนะเช่าตอนนนี้ไม่คุ้มหรอก
หลังจากนั้นเจ้าของที่พักบอกว่าเอารถของที่นี่มั้ยเอาไปขี่เลยจะกลับมาตอนไหนก็ได้ เท่านั้นแหละครับผมตาโตเลย ได้แว้นแล้วครับหลังจากนั้นก็ขี่รถชมเมืองแอบเห็นที่ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย กำลังจัดเตรียมงายลอยกระทงเลยแวะเข้าไปดูหน่อยครับยิ่งใหญ่มาก รู้สึกตื่นเต้นกับแสงไฟขนาดยังไม่มีร้านค้ามาตั้งมีแต่โต๊ะและล็อคที่ถูกแบ่งไว้ พื่นที่ในงานสวยมาก
เดินไปเรื่อยก็เจอกับการซ้อมใหญ่ของน้องๆนักเรียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของ เมืองสุโขทัยในยุครุ่งเรือง น้องๆแต่ละคนดูตั้งใจในงานนี้มากเพราะนี้เป็นการแสดงระดับจังหวัดหรือใหญ่กว่าเลยทีเดียวได้รูปมาน้อยไปหน่อย
หลังจากดูการซ้อมเสร็จก็กลับที่พักครับนอนเอาแรงไว้ลุยพรุ่งนี้ดีกว่า
ตอนเช้าครับกะว่าจะเดินหาเสบียงไว้ใช้เอาชีวิตรอดบนเขาหน่อยฝั่งตรงข้ามเหมือนเดิมครับตลาดข้างวัดตะพังทองรองท้องด้วยข้าวมันไก่และตุนข้าวเหนียวหมูย่างไว้
เดินกลับมาเห็นคนกำลังรอใส่บาตรกันเติมพลังบุญแต่เช้าครับ
ไหนๆก็มาเที่ยวแบบแผนไม่ค่อยมีแล้วมีอีก1วัดในใจตอนเช้าหลังจากเมื่อคืนแว้นผ่านแล้ววัดปิด
วัดศรีชุมครับ เป็นเช้านี้ที่รู้สึกโชคดีและพิเศษกว่าเช้าวันอื่นๆยังไม่มีนักท่องเที่ยวมาเลยครับแล้วอีกอย่างเจ้าหน้าที่เปิดประตูเข้าชมยังไม่มาครับแต่มีคุณลุงบอกว่าเข้าไปชมก่อนได้เลยเดี๋ยวคนเปิดกุญแจก็มาแล้ว
ความรู้สึกแลกที่ได้เห็นภาพจริงด้วยสองตาของตัวเองอาการขนหัวขนตัวลุกมันวาบๆไปทั้งร่างกายรู้สึกประทับใจบวกโชคดีในเช้านี้มากๆความรู้สึกแบบนี้มันหายไปนานมากเหมือนเด็กๆได้ของเล่นแบบดีใจสุดขีด
ไม่เกินสิบนาทีได้ครับเจ้าหน้าที่มาเปิดประตูเอาละครับถึงเวลาเก็บความรู้สึกดีๆนี้ให้ติดตัวเองไว้แล้ว
หลังจากกราบขอพรได้เวลาเดินทางสู่อุทยานแห่งชาติรามคำแหงแล้วครับขับรถมาถึงติดต่อทางอุทยานเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำและการบริการที่ดีมากครับอีกหนึ่งความประทับใจเริ่มเดินขึ้นเขาเวลา 11:15 ก่อนเริ่มจะมีศาลพระแม่ย่าและพระพุทธรูป สักการะ ก่อนขึ้นเขากันก่อนนะครับ
ทางเดินแรกๆก็เหมือนหลอกให้เราดีใจจะซักเท่าไหร่กันทำไมคนบ่นกันจังที่ไหนได้ครับตรงนั้นยังไม่ได้เริ่มต้นอะไรเลยสักนิด
ที่อยู่ตรงหน้าไงของจริงมาแล้วครับ
โอ้โหดันเนินอย่างเดียวเลยจะชันกันไปไหนแต่จุดพักแรกขาทั้งสองมันหมดแรงเอาดื้อๆลืมบอกไปครับผมไม่ได้ใช้บริการลูกหาบเนื่องจากวันที่ผมมาเป็นวันธรรมดาครับลองติดต่อดูก่อนแล้วว่าเหมามั้ยในราคา หนึ่งพันสองร้อยบาทแต่จะลดให้นะเหลือพันนึงยืนอยู่ตอนนั้นหน้าชาเลยครับไม่เอาครับลุง เลยคัดของที่จำเป็นแค่นั้นขึ้นไปของที่เตรียมมาแก๊สปิคนิคเต็นท์หม้อแยกออกกองไว้ในรถเลยครับทีนี้ก็ใช้สองขาตัวเองดันตัวเองขึ้นไปเองเลย จุดแรกที่ขาหมดแรงแล้วมองป้ายบอกตำแหน่งจุดที่ตัวเองยืนอยู่
โอ้ยังไม่ถึงประดู่ใหญ่เลยครับภาพไม่ตรงขออภัยด้วยนะครับ ในใจคิดเอาไงดีเอาไงดี เพราะก่อนจะมาร่างกายไม่เคยออกกำลังกายมาเลยครับอยู่ดีๆไอ่ขามันบอกว่า คิดว่ากูแรงเหลือดันตัวอ้วนๆของขึ้นไปไหวเหรอ เอาหน่าช่วยๆกันหน่อยหลังจากนั่งพักซักแป๊ปก็เดินขึ้นเรื่อยๆและใช้วิธีแบบนี้จนไปถึงกิโลที่สามได้ครับ ไทรงามตอนนั้นไม่ได้นั้งพักแล้วครับนอนเอาเลยดีกว่าใครแข็งๆมาเจอเขาหลวงเลยครับ
ตอนนั้นหลับตาและทุกอย่างเงียบมากเพราะผมเดินขึ้นมาตอนนั้นไม่เจอคนเดินขึ้นหรือเดินส่วนมาเลยสักคน
ทุกอย่างเงียบมากครับได้ยินแต่เสียงหอบและเสียงหัวใจของตัวเอง เป็นตอนที่เราได้คุยได้รู้จักกับตัวเองมากขึ้นหลับตาฟังเสียงนกคุยกันเสียงลมผ่านใบไม้ เสียงกิ่งไม้หล่น ทำไมเสียงพวกนี้ไม่เคยอยู่ในชีวิตเราเลยทั้งๆที่เสียงแบบนี้มีอยู่ทุกวันเพราะเราไม่เคยใส่ใจหรือสนใจไงถูกครับ ทุกวันเราได้ยินแต่เสียงคนคุยกันเสียงรถ เสียงเพลง เสียงต่างๆในตอนนั้นเสียงทุกอย่างหายไปเหลือแค่นี้จริงๆเสียงของธรรมชาติจริงๆที่ไม่มีเครื่องจักรตัวไหนสร้างมา เกินบรรยายจริงๆครับ
ส่วนนี้เจ้ากิ้งก่ามาแอบดูผมพร่ำเพ้อ
และแล้วครับหัวใจเริ่มพองโตอีกครั้ง
ใครว่าใกล้จบสองร้อยเมตรสุดท้ายแหละครับเป้าหมายอยู่ตรงหน้าแท้ๆนี่แหละเป็นระยะที่ผมพักบ่อยที่สุดขึ้นได้สามสี่ก้าวพักเกือบห้านาทีชันสุดๆไปเลยครับยังดีที่มีราวไม้ให้มือช่วยดึงขึ้นขอโทษด้วยครับไม่มีภาพบรรยายให้ชมกระทู้ท่านอื่นอาจมีเพราะตอนนั้นไม่มีแรงควักกล้องออกมาจากกระเป๋าได้ครับทั้งของห้อยหน้าห้อยหลัง
จนได้มาถึงแล้วครับจุดแรกคือลานกางเต้นของเราวันนี้มีนักท่องเที่ยวประมาณสิบคนได้ครับถือว่าดีงามมาก
หลังจากติดต่อเจ้าหน้าที่ด้านบนก็ได้ที่ซุกหัวนอนคืนนี้แล้วครับ ผมเช้าเต็นท์แผ่นรองนอนและผ้าห่ม ราคา200บาท ออลืมบอกไปผมถึงจุดหมายเวลา สี่โมงเย็นพอดี หลังจากเอาของไปเก็บและจัดการเรื่องเต็นท์ ผมก็มานั่งพักอยู่ที่จุดชมวิวของอุทยาน อ้าวมีคนตามหลังผมมาด้วยครับ หลังจากยิ้มทักทายกันก็ได้ความว่าขึ้นมาคนเดียวเหมือนกัน แนะนำตัวกันไป
บอย:ผมชื่อบอยนะครับ
ผม:ผมชื่อดิวครับ
ต่างคนต่างยินดีที่ได้รู้จัก บอยบอกว่าบ้านอยู่ที่พิษณุโลก ผมก็ไม่ได้ว่าแผนอะไรเพราะผมขึ้นรอบนี้รอบที่4แล้ว พอดีเมือเช้าผมเห็นวันนี้ที่เขาอากาศคงจะดีมากเพราะดูจากเมฆ บอยบอกว่ามองจากบ้านเขาจะเห็นเขาหลวงด้วย
ผม:ดีเลยครับพาผมเที่ยวหน่อยเพราะตอนแรกถอดใจมากเพราะต้องเดินจากจุดพักไปหาผาต่างๆดันเนินกันอีกแล้วอย่างน้อยมีเจ้าถิ่นพาไปคงจะแนะนำได้ดี ทุกอย่างก็เป็นเช่นนั้นครับ หลังจากเก็บข้างของใส่เต็นท์กันเสร็จ ผาแรกที่ไปคือผา นาราย
ดันเนินอีกแล้วครับแต่พอถึงจุดหมายสิ่งที่เห็นกับตาคือ
พูดไม่ออกไม่รู้จะแหกปากเป็นเสียงอะไรดี
ที่นั้นเราใช้เวลานั่งอยู่เกือบชั่วโมง บอยก็บอกว่า ไปยอดเขาพระแม่ย่ามั้ย ถ้ามองจากผา นารายณ์ จะเห็นยอดเขาพระแม่ย่าสูงกว่ามาก กล้ามเนื้อขามันกระตุกบอกตัวเองว่าอย่าไปนะ แต่บอกตอบไปว่า ไปครับ งั้นก็ลุย ถึงแล้วครับ สลัดความเหนื่อยทิ้งไปอีก
เราใช้เวลาอยู่ที่นั้นกันเกือบมึดยังไม่กลับที่พักนะครับตอนนั้นเรากลับไปที่ผานารายอีกนั่งอยู่นั้นแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเที่ยวกันอยู่เกือบ2ทุ่มตอนนั้นผมสองคนจองผา นารายณ์ครับ
หลังจากนั้นก็ชวนกันกลับที่พักเพื่อตื่นตอนเช้าลุ้นวิวในตอนเช้าว่าจะเป็นอย่างไรคืนนั้น ฝนกับลมถล่มเขาหลวงเกือบทั้งคืนครับมาหยุดช่วงตีสี่กว่าๆทำให้โล่งอกไป เช้านี้คนส่วนใหญ่ ไม่เกินสิบครับ จะไปผานารายณ์ เพราะเป็นจุดชม พระอาทิตย์ขึ้น แต่ผมกับบอย ไปยอดเขาพระแม่ยาครับ หารู้ไม่พื้นคงจะใกล้ๆกันแต่ความธรรมชาติลำเอียงทำไมให้ผมมากกว่าขนาดนี่อีกแล้วโชคดีอีกแล้ว
เช้านี้ผมกับบอยจองยอดเขาพระแม่ย่า เพราะไม่มีใครตามขึ้นมาเลยสักคนเดียว
เขาหลวง สุโขทัย เขาที่ทำให้ชีวิตผมกระเด็นออกนอกกรอบ[เที่ยวคนเดียว]
เริ่มเลยครับ ผมออกจากชลบุรีถึงสุโขทัยโดยรถส่วนตัวแต่ต้องหาที่พัก ระหว่างแวะปั้มหรือพักกินข้าว เพราะเช็คระยะทาง ในแผนที่นั้นเลยเวลาที่จะเปิดให้ขึ้นเขาได้ ผมถึงสุโขทัย เมืองเก่า ในเวลา 18:00 ระหว่างทางได้ที่พัก resting place hostel ได้ห้องพักรวมชาย เจ้าของที่พักที่นี่บริการดีมากครับ แถมฝั่งตรงข้ามเป็น วัดตะพังทอง ที่มีสะพานบุญ และ ตลาดขายของติดวัดเลยครับ
บรรยากาศ ตอนกลางคืนที่วัดครับเปิดไฟสวยงาม
หลังจากนั้นก็เดินกลับมาถามเจ้าของที่พักว่า มีมอเตอร์ไซค์ให้เช่ามั้ยครับ ได้คำตอบว่ามีแต่วันละ200เลยนะเช่าตอนนนี้ไม่คุ้มหรอก
หลังจากนั้นเจ้าของที่พักบอกว่าเอารถของที่นี่มั้ยเอาไปขี่เลยจะกลับมาตอนไหนก็ได้ เท่านั้นแหละครับผมตาโตเลย ได้แว้นแล้วครับหลังจากนั้นก็ขี่รถชมเมืองแอบเห็นที่ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย กำลังจัดเตรียมงายลอยกระทงเลยแวะเข้าไปดูหน่อยครับยิ่งใหญ่มาก รู้สึกตื่นเต้นกับแสงไฟขนาดยังไม่มีร้านค้ามาตั้งมีแต่โต๊ะและล็อคที่ถูกแบ่งไว้ พื่นที่ในงานสวยมาก
เดินไปเรื่อยก็เจอกับการซ้อมใหญ่ของน้องๆนักเรียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของ เมืองสุโขทัยในยุครุ่งเรือง น้องๆแต่ละคนดูตั้งใจในงานนี้มากเพราะนี้เป็นการแสดงระดับจังหวัดหรือใหญ่กว่าเลยทีเดียวได้รูปมาน้อยไปหน่อย
หลังจากดูการซ้อมเสร็จก็กลับที่พักครับนอนเอาแรงไว้ลุยพรุ่งนี้ดีกว่า
ตอนเช้าครับกะว่าจะเดินหาเสบียงไว้ใช้เอาชีวิตรอดบนเขาหน่อยฝั่งตรงข้ามเหมือนเดิมครับตลาดข้างวัดตะพังทองรองท้องด้วยข้าวมันไก่และตุนข้าวเหนียวหมูย่างไว้
เดินกลับมาเห็นคนกำลังรอใส่บาตรกันเติมพลังบุญแต่เช้าครับ
ไหนๆก็มาเที่ยวแบบแผนไม่ค่อยมีแล้วมีอีก1วัดในใจตอนเช้าหลังจากเมื่อคืนแว้นผ่านแล้ววัดปิด
วัดศรีชุมครับ เป็นเช้านี้ที่รู้สึกโชคดีและพิเศษกว่าเช้าวันอื่นๆยังไม่มีนักท่องเที่ยวมาเลยครับแล้วอีกอย่างเจ้าหน้าที่เปิดประตูเข้าชมยังไม่มาครับแต่มีคุณลุงบอกว่าเข้าไปชมก่อนได้เลยเดี๋ยวคนเปิดกุญแจก็มาแล้ว
ความรู้สึกแลกที่ได้เห็นภาพจริงด้วยสองตาของตัวเองอาการขนหัวขนตัวลุกมันวาบๆไปทั้งร่างกายรู้สึกประทับใจบวกโชคดีในเช้านี้มากๆความรู้สึกแบบนี้มันหายไปนานมากเหมือนเด็กๆได้ของเล่นแบบดีใจสุดขีด
ไม่เกินสิบนาทีได้ครับเจ้าหน้าที่มาเปิดประตูเอาละครับถึงเวลาเก็บความรู้สึกดีๆนี้ให้ติดตัวเองไว้แล้ว
หลังจากกราบขอพรได้เวลาเดินทางสู่อุทยานแห่งชาติรามคำแหงแล้วครับขับรถมาถึงติดต่อทางอุทยานเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำและการบริการที่ดีมากครับอีกหนึ่งความประทับใจเริ่มเดินขึ้นเขาเวลา 11:15 ก่อนเริ่มจะมีศาลพระแม่ย่าและพระพุทธรูป สักการะ ก่อนขึ้นเขากันก่อนนะครับ
ทางเดินแรกๆก็เหมือนหลอกให้เราดีใจจะซักเท่าไหร่กันทำไมคนบ่นกันจังที่ไหนได้ครับตรงนั้นยังไม่ได้เริ่มต้นอะไรเลยสักนิด
ที่อยู่ตรงหน้าไงของจริงมาแล้วครับ
โอ้โหดันเนินอย่างเดียวเลยจะชันกันไปไหนแต่จุดพักแรกขาทั้งสองมันหมดแรงเอาดื้อๆลืมบอกไปครับผมไม่ได้ใช้บริการลูกหาบเนื่องจากวันที่ผมมาเป็นวันธรรมดาครับลองติดต่อดูก่อนแล้วว่าเหมามั้ยในราคา หนึ่งพันสองร้อยบาทแต่จะลดให้นะเหลือพันนึงยืนอยู่ตอนนั้นหน้าชาเลยครับไม่เอาครับลุง เลยคัดของที่จำเป็นแค่นั้นขึ้นไปของที่เตรียมมาแก๊สปิคนิคเต็นท์หม้อแยกออกกองไว้ในรถเลยครับทีนี้ก็ใช้สองขาตัวเองดันตัวเองขึ้นไปเองเลย จุดแรกที่ขาหมดแรงแล้วมองป้ายบอกตำแหน่งจุดที่ตัวเองยืนอยู่
โอ้ยังไม่ถึงประดู่ใหญ่เลยครับภาพไม่ตรงขออภัยด้วยนะครับ ในใจคิดเอาไงดีเอาไงดี เพราะก่อนจะมาร่างกายไม่เคยออกกำลังกายมาเลยครับอยู่ดีๆไอ่ขามันบอกว่า คิดว่ากูแรงเหลือดันตัวอ้วนๆของขึ้นไปไหวเหรอ เอาหน่าช่วยๆกันหน่อยหลังจากนั่งพักซักแป๊ปก็เดินขึ้นเรื่อยๆและใช้วิธีแบบนี้จนไปถึงกิโลที่สามได้ครับ ไทรงามตอนนั้นไม่ได้นั้งพักแล้วครับนอนเอาเลยดีกว่าใครแข็งๆมาเจอเขาหลวงเลยครับ
ตอนนั้นหลับตาและทุกอย่างเงียบมากเพราะผมเดินขึ้นมาตอนนั้นไม่เจอคนเดินขึ้นหรือเดินส่วนมาเลยสักคน
ทุกอย่างเงียบมากครับได้ยินแต่เสียงหอบและเสียงหัวใจของตัวเอง เป็นตอนที่เราได้คุยได้รู้จักกับตัวเองมากขึ้นหลับตาฟังเสียงนกคุยกันเสียงลมผ่านใบไม้ เสียงกิ่งไม้หล่น ทำไมเสียงพวกนี้ไม่เคยอยู่ในชีวิตเราเลยทั้งๆที่เสียงแบบนี้มีอยู่ทุกวันเพราะเราไม่เคยใส่ใจหรือสนใจไงถูกครับ ทุกวันเราได้ยินแต่เสียงคนคุยกันเสียงรถ เสียงเพลง เสียงต่างๆในตอนนั้นเสียงทุกอย่างหายไปเหลือแค่นี้จริงๆเสียงของธรรมชาติจริงๆที่ไม่มีเครื่องจักรตัวไหนสร้างมา เกินบรรยายจริงๆครับ
ส่วนนี้เจ้ากิ้งก่ามาแอบดูผมพร่ำเพ้อ
และแล้วครับหัวใจเริ่มพองโตอีกครั้ง
ใครว่าใกล้จบสองร้อยเมตรสุดท้ายแหละครับเป้าหมายอยู่ตรงหน้าแท้ๆนี่แหละเป็นระยะที่ผมพักบ่อยที่สุดขึ้นได้สามสี่ก้าวพักเกือบห้านาทีชันสุดๆไปเลยครับยังดีที่มีราวไม้ให้มือช่วยดึงขึ้นขอโทษด้วยครับไม่มีภาพบรรยายให้ชมกระทู้ท่านอื่นอาจมีเพราะตอนนั้นไม่มีแรงควักกล้องออกมาจากกระเป๋าได้ครับทั้งของห้อยหน้าห้อยหลัง
จนได้มาถึงแล้วครับจุดแรกคือลานกางเต้นของเราวันนี้มีนักท่องเที่ยวประมาณสิบคนได้ครับถือว่าดีงามมาก
หลังจากติดต่อเจ้าหน้าที่ด้านบนก็ได้ที่ซุกหัวนอนคืนนี้แล้วครับ ผมเช้าเต็นท์แผ่นรองนอนและผ้าห่ม ราคา200บาท ออลืมบอกไปผมถึงจุดหมายเวลา สี่โมงเย็นพอดี หลังจากเอาของไปเก็บและจัดการเรื่องเต็นท์ ผมก็มานั่งพักอยู่ที่จุดชมวิวของอุทยาน อ้าวมีคนตามหลังผมมาด้วยครับ หลังจากยิ้มทักทายกันก็ได้ความว่าขึ้นมาคนเดียวเหมือนกัน แนะนำตัวกันไป
บอย:ผมชื่อบอยนะครับ
ผม:ผมชื่อดิวครับ
ต่างคนต่างยินดีที่ได้รู้จัก บอยบอกว่าบ้านอยู่ที่พิษณุโลก ผมก็ไม่ได้ว่าแผนอะไรเพราะผมขึ้นรอบนี้รอบที่4แล้ว พอดีเมือเช้าผมเห็นวันนี้ที่เขาอากาศคงจะดีมากเพราะดูจากเมฆ บอยบอกว่ามองจากบ้านเขาจะเห็นเขาหลวงด้วย
ผม:ดีเลยครับพาผมเที่ยวหน่อยเพราะตอนแรกถอดใจมากเพราะต้องเดินจากจุดพักไปหาผาต่างๆดันเนินกันอีกแล้วอย่างน้อยมีเจ้าถิ่นพาไปคงจะแนะนำได้ดี ทุกอย่างก็เป็นเช่นนั้นครับ หลังจากเก็บข้างของใส่เต็นท์กันเสร็จ ผาแรกที่ไปคือผา นาราย
ดันเนินอีกแล้วครับแต่พอถึงจุดหมายสิ่งที่เห็นกับตาคือ
พูดไม่ออกไม่รู้จะแหกปากเป็นเสียงอะไรดี
ที่นั้นเราใช้เวลานั่งอยู่เกือบชั่วโมง บอยก็บอกว่า ไปยอดเขาพระแม่ย่ามั้ย ถ้ามองจากผา นารายณ์ จะเห็นยอดเขาพระแม่ย่าสูงกว่ามาก กล้ามเนื้อขามันกระตุกบอกตัวเองว่าอย่าไปนะ แต่บอกตอบไปว่า ไปครับ งั้นก็ลุย ถึงแล้วครับ สลัดความเหนื่อยทิ้งไปอีก
เราใช้เวลาอยู่ที่นั้นกันเกือบมึดยังไม่กลับที่พักนะครับตอนนั้นเรากลับไปที่ผานารายอีกนั่งอยู่นั้นแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเที่ยวกันอยู่เกือบ2ทุ่มตอนนั้นผมสองคนจองผา นารายณ์ครับ
หลังจากนั้นก็ชวนกันกลับที่พักเพื่อตื่นตอนเช้าลุ้นวิวในตอนเช้าว่าจะเป็นอย่างไรคืนนั้น ฝนกับลมถล่มเขาหลวงเกือบทั้งคืนครับมาหยุดช่วงตีสี่กว่าๆทำให้โล่งอกไป เช้านี้คนส่วนใหญ่ ไม่เกินสิบครับ จะไปผานารายณ์ เพราะเป็นจุดชม พระอาทิตย์ขึ้น แต่ผมกับบอย ไปยอดเขาพระแม่ยาครับ หารู้ไม่พื้นคงจะใกล้ๆกันแต่ความธรรมชาติลำเอียงทำไมให้ผมมากกว่าขนาดนี่อีกแล้วโชคดีอีกแล้ว
เช้านี้ผมกับบอยจองยอดเขาพระแม่ย่า เพราะไม่มีใครตามขึ้นมาเลยสักคนเดียว