การกู้ซื้อบ้าน ซื้อคอนโดฯ ให้ผ่าน ไม่ใช่เรื่องง่าย ถึแม้จะเตรียมตัวเป็นอย่างดี แต่ก็ยังมีโอกาสกู้ไม่ผ่าน ซึ่งปัญหาหลัก ๆ ที่กู้ไม่ผ่านจะประกอบด้วยกันหลายประการ ทีนี้คนส่วนใหญ่กู้ไม่ผ่านเพราะอะไร และสามารถแก้ไขอะไรได้บ้าง
เอกสารไม่ครบ
การพิจารณาอนุมัติเงินกู้ของแต่ละธนาคารใช้เวลาไม่เท่ากัน แต่มีขั้นตอนการพิจารณาที่คล้ายคลึงกัน คือ ผู้กู้ต้องติดต่อขอแบบฟอร์มและยื่นแสดงความจำนงขอกู้ พร้อมยื่นหลักฐานประกอบการขอกู้ให้ครบตามที่ธนาคารกำหนด ซึ่งแต่ละธนาคารมีเงื่อนไขแตกต่างกัน โดยเอกสารพื้นฐานส่วนใหญ่จะประกอบด้วย สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 6 เดือน รายการเดินบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน และหนังสือรับรองเงินเดือน เป็นต้น ซึ่งในบางกรณีที่เรายื่นเอกสารไม่ครบก็อาจจะทำให้ยื่นกู้ไม่ผ่านในครั้งแรกได้
ฐานเงินเดือนไม่มั่นคงเพียงพอ
ส่วนใหญ่ธนาคารจะพิจารณาเอกสารรายได้ของผู้ขอสินเชื่อที่มีความมั่นคงและสม่ำเสมอจากสลิปเงินเดือนและบัญชีธนาคารที่มีเงินเดือนเข้าเป็นประจำทุกเดือนอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป ในกรณีที่ถูกปฏิเสธการขอสินเชื่อ เพราะฐานเงินเดือนไม่มั่นคงหรือไม่มากเพียงพอ เราอาจจะลองหาผู้กู้ร่วมเพิ่ม เพื่อให้ฐานเงินเดือนมากขึ้นและมั่นคงขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปธนาคารมักให้วงเงินกู้ประมาณ 15-30 เท่าของรายได้ อาจจะลดหลั่นมากน้อยตามกลุ่มอาชีพ และมักจะกำหนดเงินงวดต่อเดือนประมาณ 25-30% ของรายได้รวมผู้กู้ เช่น รายได้ 20,000 บาทต่อเดือน จะผ่อนประมาณ 5,000-6,000 บาทต่อเดือนตามการพิจารณาสินเชื่อของธนาคาร
ภาระหนี้มากเกินไป
การอนุมัติสินเชื่อเป็นเงินก้อนใหญ่อาจจะทำให้ธนาคารเกิดความเสี่ยงได้ หากพิจารณาไม่ละเอียดรอบคอบเพียงพอ ดังนั้น ธนาคารจึงต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ไม่ให้เกินจุดเสี่ยงที่ธนาคารสามารถยอมรับได้ ส่วนใหญ่มักจะกำหนดให้ผู้กู้มีหนี้สินได้ไม่เกิน 1 ใน 3 ของรายได้ รวมถึงภาระหนี้บัตรเครดิตที่จะนำไปพิจารณาคิดเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนด้วย หรือหากกดเงินสดบ่อยๆ และมีการชำระขั้นต่ำเป็นประจำ ยิ่งมีผลต่อการพิจารณาของธนาคาร
ประวัติทางการเงินไม่ดี
หากเคยผิดนัดชำระหนี้จนติดแบล็กลิสต์ ประวัติทางการเงินของผู้ขอสินเชื่อเป็นหนึ่งในหลายปัจจัยที่ธนาคารใช้พิจารณาและปฏิเสธการขอสินเชื่อ ในกรณีมีประวัติค้างชำระ ตามเกณฑ์ธนาคารส่วนใหญ่จะต้องรอ 2 ปี แต่มีบางธนาคารที่สามารถทำได้ แต่ต้องไม่ต่ำกว่า 6 เดือน โดยธนาคารจะพิจารณาประวัติการค้างชำระ ได้แก่ ระยะเวลาการค้างชำระ รายได้ต่อเดือน เงินออม และหลักทรัพย์ปลอดภาระ เป็นต้น
ที่มา:
https://www.ddproperty.com/คู่มือซื้อขาย/กู้เงินไม่ผ่าน-ซื้อบ้าน-คอนโด-ทำอย่างไร-5514
สุดท้ายนี้หากทำทุกวิถีทางแล้วก็ยังกู้ไม่ผ่าน ควรพิจารณารอบด้านแแล้วตัดใจถอยออกมา ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นสิทธิของเราที่จะได้รับเงินจองคืน เว้นแต่จะมีระบุไว้ในสัญญาว่าไม่จ่ายคืนเงินจองในกรณีที่กู้ไม่ผ่าน
สิ่งสำคัญคือ ก่อนจ่ายเงินจองควรสอบถามเงื่อนไขการคืนเงินอย่างชัดเจน และเตรียมตัวขอสินเชื่อให้พร้อมทั้งเอกสารทางการเงิน รายได้มั่นคงสม่ำเสมอ ภาระหนี้สินไม่มากเกินตัว และประวัติทางการเงินที่ดี
หากไม่สามารถทำเรื่องกู้ผ่านได้จริง ทางเราขอฝากบทความเรื่อง "กู้ไม่ผ่าน" ขอคืนเงินจองได้หรือไม่? ไว้ด้วย เผื่อในกรณีที่ผู้ซื้อต้องการเงินจองคืน :
https://www.ddproperty.com/คู่มือซื้อขาย/กู้ไม่ผ่าน-ขอคืนเงินจองได้หรือไม่-7667
ทำไมถึงกู้ซื้อบ้าน ซื้อคอนโดฯ ไม่ผ่าน?
เอกสารไม่ครบ
การพิจารณาอนุมัติเงินกู้ของแต่ละธนาคารใช้เวลาไม่เท่ากัน แต่มีขั้นตอนการพิจารณาที่คล้ายคลึงกัน คือ ผู้กู้ต้องติดต่อขอแบบฟอร์มและยื่นแสดงความจำนงขอกู้ พร้อมยื่นหลักฐานประกอบการขอกู้ให้ครบตามที่ธนาคารกำหนด ซึ่งแต่ละธนาคารมีเงื่อนไขแตกต่างกัน โดยเอกสารพื้นฐานส่วนใหญ่จะประกอบด้วย สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 6 เดือน รายการเดินบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน และหนังสือรับรองเงินเดือน เป็นต้น ซึ่งในบางกรณีที่เรายื่นเอกสารไม่ครบก็อาจจะทำให้ยื่นกู้ไม่ผ่านในครั้งแรกได้
ฐานเงินเดือนไม่มั่นคงเพียงพอ
ส่วนใหญ่ธนาคารจะพิจารณาเอกสารรายได้ของผู้ขอสินเชื่อที่มีความมั่นคงและสม่ำเสมอจากสลิปเงินเดือนและบัญชีธนาคารที่มีเงินเดือนเข้าเป็นประจำทุกเดือนอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป ในกรณีที่ถูกปฏิเสธการขอสินเชื่อ เพราะฐานเงินเดือนไม่มั่นคงหรือไม่มากเพียงพอ เราอาจจะลองหาผู้กู้ร่วมเพิ่ม เพื่อให้ฐานเงินเดือนมากขึ้นและมั่นคงขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปธนาคารมักให้วงเงินกู้ประมาณ 15-30 เท่าของรายได้ อาจจะลดหลั่นมากน้อยตามกลุ่มอาชีพ และมักจะกำหนดเงินงวดต่อเดือนประมาณ 25-30% ของรายได้รวมผู้กู้ เช่น รายได้ 20,000 บาทต่อเดือน จะผ่อนประมาณ 5,000-6,000 บาทต่อเดือนตามการพิจารณาสินเชื่อของธนาคาร
ภาระหนี้มากเกินไป
การอนุมัติสินเชื่อเป็นเงินก้อนใหญ่อาจจะทำให้ธนาคารเกิดความเสี่ยงได้ หากพิจารณาไม่ละเอียดรอบคอบเพียงพอ ดังนั้น ธนาคารจึงต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ไม่ให้เกินจุดเสี่ยงที่ธนาคารสามารถยอมรับได้ ส่วนใหญ่มักจะกำหนดให้ผู้กู้มีหนี้สินได้ไม่เกิน 1 ใน 3 ของรายได้ รวมถึงภาระหนี้บัตรเครดิตที่จะนำไปพิจารณาคิดเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนด้วย หรือหากกดเงินสดบ่อยๆ และมีการชำระขั้นต่ำเป็นประจำ ยิ่งมีผลต่อการพิจารณาของธนาคาร
ประวัติทางการเงินไม่ดี
หากเคยผิดนัดชำระหนี้จนติดแบล็กลิสต์ ประวัติทางการเงินของผู้ขอสินเชื่อเป็นหนึ่งในหลายปัจจัยที่ธนาคารใช้พิจารณาและปฏิเสธการขอสินเชื่อ ในกรณีมีประวัติค้างชำระ ตามเกณฑ์ธนาคารส่วนใหญ่จะต้องรอ 2 ปี แต่มีบางธนาคารที่สามารถทำได้ แต่ต้องไม่ต่ำกว่า 6 เดือน โดยธนาคารจะพิจารณาประวัติการค้างชำระ ได้แก่ ระยะเวลาการค้างชำระ รายได้ต่อเดือน เงินออม และหลักทรัพย์ปลอดภาระ เป็นต้น
ที่มา: https://www.ddproperty.com/คู่มือซื้อขาย/กู้เงินไม่ผ่าน-ซื้อบ้าน-คอนโด-ทำอย่างไร-5514
สุดท้ายนี้หากทำทุกวิถีทางแล้วก็ยังกู้ไม่ผ่าน ควรพิจารณารอบด้านแแล้วตัดใจถอยออกมา ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นสิทธิของเราที่จะได้รับเงินจองคืน เว้นแต่จะมีระบุไว้ในสัญญาว่าไม่จ่ายคืนเงินจองในกรณีที่กู้ไม่ผ่าน
สิ่งสำคัญคือ ก่อนจ่ายเงินจองควรสอบถามเงื่อนไขการคืนเงินอย่างชัดเจน และเตรียมตัวขอสินเชื่อให้พร้อมทั้งเอกสารทางการเงิน รายได้มั่นคงสม่ำเสมอ ภาระหนี้สินไม่มากเกินตัว และประวัติทางการเงินที่ดี
หากไม่สามารถทำเรื่องกู้ผ่านได้จริง ทางเราขอฝากบทความเรื่อง "กู้ไม่ผ่าน" ขอคืนเงินจองได้หรือไม่? ไว้ด้วย เผื่อในกรณีที่ผู้ซื้อต้องการเงินจองคืน : https://www.ddproperty.com/คู่มือซื้อขาย/กู้ไม่ผ่าน-ขอคืนเงินจองได้หรือไม่-7667