อันนี้เป็นบัญชีใหม่ของผมนะครับ บัญชีเก่าผมเข้าไม่ได้เพราะลบเฟสบุ๊คที่ใช้ล็อกอินเข้าไปแล้ว
เข้าเรื่อง
ความรู้สึกมันเข้ามาอย่างจริงจังก็เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ภาพอดีตผมไม่ใส่ใจกับมัน เมื่อ 1-2 เดือนก่อนผมแทบเป็นบ้า แต่การศึกษาด้านศาสนามากขึ้น ก็ทำให้ผมสงบจิตใจได้ ไม่ใส่ใจอดีต แต่หลายครั้งผมถามตัวเองว่า
"ควรไปต่อ หรือพอแค่นี้"
ต้องเล่าเรื่องมาตั้งแต่ในอดีต ตอนม.2 ผมคิดว่า เราต้องเข้าสังคมกับเพื่อน เพราะผมเป็นคนเงียบๆ อ่านหนังสือคนเดียวตลอด แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นเก็บตัว ผมคิดว่าตอนนั้นผมคิดถูก แต่การกระทำมันผิดมาก การเข้าสังคมของผม คือ การเข้าคุยเรื่องใต้สะดือกับเพื่อน เช่น "เมื่อคืน play kite มา 2 รอบ รอบละเกือบชั่วโมง" ตอนนั้นผมคิดว่า ผมทำถูกต้อง เพราะผู้ชายก็ play kite เป็นเรื่องปกติ มาถึงตอนนี้ คิดไปทุกครั้งยังรู้สึกไม่ดีที่ทำแบบนั้น แต่ตอนนี้ผมตัดใจจากอดีตได้เกือบ 100% แล้ว แต่ถ้าตัดใจได้ 100% คงไม่มาตั้งกระทู้ที่นี่
และหมู่เพื่อนม.ต้นของผมเล่นเกม มันทำให้ผมที่มองเพื่อนเล่นเกม ว่าการเล่นเกมเป็นสิ่งที่สนุกสนาน เฮอา เข้ากับเพื่อนได้ ผมหมดเงินกับ steam กว่า 1000 บาท เพื่อซื้อเกมที่เพื่อนมักจะเล่น มาเล่นกับเพื่อน ถ้าให้ตัวผมในปัจจุบัน มองย้อนกลับไป ผมในตอนนี้มองว่า เกมทำให้เราเข้าสังคมได้ แต่มิตรแท้ไม่ได้หมายถึงการชวนกันเล่นเกม แต่หมายถึงการช่วยเพื่อนที่ได้ยากในส่วนที่เราพอจะช่วยได้ อันนี้ ตอนม.2 ผมพลาดไป แต่นี่คือจุดเริ่มต้น
ตอนม.1 - ช่วงต้นม. 2 ผมไม่มีเป้าหมายชีวิต อยู่ไปวันๆ เรียนให้ได้เกรดสูง ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย ทำงาน ตาย นี่คือวงจรมนุษย์ แต่มันไม่ใช่ผมในช่วงปลายม. 2
ช่วงม.2 ตอนเทอม 2 ผมได้รู้จักกับโรงเรียนที่ชื่อว่า"กำเนิดวิทย์" แต่ตอนนั้นถ้าจะสอบเข้ากำเนิดวิทย์ จะต้องสอบตั้งแต่ม.2 ซึ่งที่ผ่านมา ผมใช้ชีวิตไปวันๆ ทำให้ผมสอบไม่ได้ ผมรู้สึกน้อยใจตัวเอง และคิดว่าจะมาเริ่มใหม่กับโรงเรียนเตรียมอุดม และมหิดลวิทยานุสรณ์ แต่ก็มีเรื่อง
จากข้างต้น ผมเสพติดการ play kite และเล่นเกมเป็นอย่างมาก และตอนนี้ผมไม่เคยโทษใครนอกจาก ตัวเอง จนผมสอบไม่ติดทั้ง 2 โรงเรียน ถ้าให้ผมมองกลับไปยังตัวเองตอนนั้น ผมจะด่าตัวเองในตอนนั้นจนสำนึกได้ ว่าสิ่งที่ทำไปมันแย่มากแค่ไหน
ม.ปลาย ผมมาเรียนในจังหวัดใกล้เคียงบ้านเกิดของผม ผมคิดว่านี่คือโอกาสในการปรับปรุงตัวเองจากม.ต้น ผมตั้งเป้าว่าจะต้องสอบทุนกพ. หรือหาวิธีไปเรียนต่างประเทศไม่ได้ แต่แน่นอนว่า เกิดเรื่องอีกแล้ว
ต้องขอกล่าวก่อนว่า ตอนรอยต่อระหว่างม.ต้น กับ ม.ปลาย ผมได้เห็นกระจกเงาที่สะท้อนความแย่ที่ตัวเองได้ทำลงไปในช่วงม.ต้นทั้งหมด หลายคน ครู เพื่อน ไม่ว่าจะกล่าวจริงกล่าวเล่น บอกว่า ผมเกิดมาพร้อมพลัง Gifted แต่ผมแค่ไม่เคยเผยมันออกมา ผมเผยแค่ว่า play kite กี่ชั่วโมง นั่นทำให้ผมแย่ สุดท้ายเขาเหล่านั้นบอกว่า"ครู/gu เชื่อใจในตัวของ[ชื่อผม] สักวันครู/guจะได้เห็น[ชื่อผม]สร้างสรรค์สังคม [ชื่อผม]แค่แสดงด้านแย่ๆออกมา แต่ลึกๆเเล้วนายเก่งและดี ครู/gu เชื่อใจในตัว[ชื่อผม]" ผมพิสูจน์พลัง Gifted ด้วยการไปค่ายหนึ่งเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ แต่ผมเจอคนเก่งๆมากมาย แทนที่ผมจะปรับปรุงตัวในสิ่งที่ทำลงไป ผมเริ่มกลายเป็นโรคจิตอ่อนๆ ระแวงคนด่าผมว่า"ไอ้กระจอก" ใช่ครับ ผมหยุดอ่านหนังสือตอนม.4 ผมไม่ได้อ่านมันเท่าที่ควร ผมคิดว่าผมคงเป็นแค่คนโง่ๆคนหนึ่ง พลัง Gifted มันไม่มีจริงหรอก แต่เรื่อง play kite ผมลดลง(รออ่านในย่อหน้าถัดไป) ผมกลัวการอ่านหนังสือ เพราะกลัวเพื่อนมาล้อว่า "i here อยากเก่งขึ้นเหรอ 555" ผมมองย้อนกลับไป เป็นเหตุผลที่งี่เง่าสิ้นดี ทำให้ตอนนี้(ปี 1) ผมอ่านหนังสือมากขึ้น และไม่กลัวการอ่านหนังสือในที่คนมากอีกต่อไป
ตอนม.ปลายผมหวาดระแวงเรื่องการอ่านหนังสือมาก เพราะเรียนต่างจังหวัด นอนกับเพื่อนร่วมห้อง ผมจึง play kite โชว์เพื่อนจนกลับมาติดอีกครั้ง ถ้าให้ผมมองย้อนกลับไป ม.ปลายคือช่วงชีวิตที่ผมล้มเหลวมากที่สุด เพราะหนังสือไม่อ่าน play kite ได้ทั้งวันทั้งห้องน้ำโรงเรียน เปิดช้างโชว์เพื่อนในห้อง จนคะแนน GAT PAT ผมแย่มากๆ สอบทุนกพ.? ไม่ได้สอบครับ เพราะรู้ว่าไม่ได้อ่านหนังสือ โชคดีที่มีบุญเก่า มหาวิทยาลัยในจังหวัดที่ผมเรียนม.ปลายยังพอให้โอกาสผมปรับปรุงตัว รับผมเข้าเรียน (ซึ่ง ranking ของมหาวิทยาลัยไม่ได้สูงเท่าไหร่ พูดไปคนรู้จักน้อย)
โชคยังเข้าข้างผม ที่ผมได้สร้างมิตรจากมหาวิทยาลัยนั้นที่รับผมเข้าเรียนในตอนม.ปลาย เป็นเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่ง ซึ่งทำเรื่องการบ่มเพาะธุรกิจ Startup เขาบอกว่า เขายังเชื่อว่าผมเป็น Gifted มาเปลี่ยนโลกโดยใช้ธุรกิจสร้างสรรค์สิ ซึ่งตอนนี้ Startup ก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผมไปแล้ว รอแค่การบ่มเพาะอีกหน่อย ผมก็จะได้ออกสำรวจตลาด ผู้ใช้จริงๆ
ถามว่าตอนนี้ ผมมีเป้าหมายอะไรบ้าง
1. ซิ่ว ไปเรียนจุฬา เจ้าหน้าที่ รวมถึงอาจารย์ที่รับผมเข้าเรียน ที่ให้โอกาสผมตอนนั้น บอกว่า ไม่รั้งผมไว้ เขาเชื่อมาตลอดว่าคนแบบผมไปได้ไกลกว่านี้ แค่ขาดโอกาสตอนม.ปลาย
2. หาโครงการที่บ่มเพาะ startup ในช่วง prototype
เป้าหมายในอนาคต
1. Startup ---> Unicorn
2. พิสูจน์ให้ได้ ทั้งกับตัวผม เพื่อน ครอบครัว อาจารย์ ว่าผมจะเป็น Gifted หรือเเค่ไอ้ลูกหมา แต่ผมคิดว่านี่ยังไม่พอ
ผมรู้ตัวว่านี่เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับคำสอนของศาสนาที่บอกว่า"จงปล่อยวาง" แต่ผมต้องการสิ่งที่เหนือกว่านั้น ผมต้องการเป็นผู้ที่คนอื่นรู้จัก เทียบชั้นคนอื่นได้ เพราะมีคำพูดที่ผมจำขึ้นใจ แม่ของผมพูดไว้ว่า"มีดีแค่ปาก กลับไปให้พ่อแม่เลี้ยงจนพ่อแม่ตายก็ดีแค่ไหนแล้ว ไม่ต้องไปทำอะไรยิ่งใหญ่หรอก" "MIT เป็นไปไม่ได้หรอก" ถึงแม้ว่าแม่ของผมจะเสียใจในคำพูด แต่ผมไม่มีวันลืมมัน ผมเป็นห่วงครอบครัวของผมนะ บางครั้งก็คิดว่า อยากหนีโลกนี้ไปบวช ตัดแล้วไม่ต้องคิดอะไร แต่ก็กลัวในยามแก่พ่อแม่ตายายปู่(ย่าเสียชีวิตไปแล้ว) จะหวังพึ่งใคร จะใช้ใครเชิดหน้าชูตาตระกูล ผมจึงต้องสู้ ตั้งเป้าหมายใหญ่ ผมอยากเรียนที่ MIT เพราะเป็นมหาวิทยาลัยอันดับโลก และผมควรได้มันมาตั้งแต่ป.ตรี ผมต้องการให้ startup ที่ผมสร้างขึ้นเป็น Unicorn ผมจะได้เชิดหน้าชูตาตระกูลของผมได้ และผมจะได้วัดกับตัวเองไปเลยว่า เสียงลือเสียงเล่าอ้างด้าน Gifted มันจริงหรือไม่?
ทุกวันนี้ผมต้องสู้กับเสียงในใจตัวเองตลอด ว่า "[ม ม้า อึ ง] ทำไม่ได้หรอก I กระจอก guคือความขี้เกียจ guคือความต้องการ play kite และ gu เอาชนะ [ม ม้า อึ ง] มา 4-5 ปี" ตอนนี้ผมจะต้องชนะกับเสียงนี้ให้ได้ MIT คือเป้าหมายของผม แม้ผมไม่ได้ทุน แม้ผมมีอดีตที่เลวร้าย แม้คนที่เข้าได้จะเป็นนักเรียนโอลิมปิก แต่เพื่อชื่อเสียงของตระกูล ผมต้องทำให้ได้ เพื่อเอาชนะคำพูดของพ่อแม่ และตอบแทนพ่อแม่ของผม จุฬา คือบททดสอบแรกที่ผมจะเจอ นักเรียนระดับประเทศจะมารวมกันที่นี่ และผมต้องล้างคำพูดของแม่ที่ว่า "ลูกไม่เคยติดโอลิมปิกระดับประเทศ ลูกไม่ได้เป็นตัวเก็ง ไปที่นั่นลูกจะโดนเหยียบหัว" เหยียบหัวคือการที่คนอื่นเรียนและสอบได้คะแนนดีกว่า เก่งกว่า แต่ผมต้องการเอาชนะ เพราะสิ่งเดียวที่ผมคิด คือ การเอาชัยชนะมาสู่ตระกูลของผม
ผมควรไปต่อ หรือ พอแค่นี้
comment ได้ครับ
ผมควรจะยอมแพ้หรือไปต่อ เรื่องการใช้ชีวิต การศึกษาต่อต่างประเทศ เรื่องเพื่อน เรื่องครอบครัว เรื่องความไม่รู้จักพอของผม
เข้าเรื่อง
ความรู้สึกมันเข้ามาอย่างจริงจังก็เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ภาพอดีตผมไม่ใส่ใจกับมัน เมื่อ 1-2 เดือนก่อนผมแทบเป็นบ้า แต่การศึกษาด้านศาสนามากขึ้น ก็ทำให้ผมสงบจิตใจได้ ไม่ใส่ใจอดีต แต่หลายครั้งผมถามตัวเองว่า"ควรไปต่อ หรือพอแค่นี้"
ต้องเล่าเรื่องมาตั้งแต่ในอดีต ตอนม.2 ผมคิดว่า เราต้องเข้าสังคมกับเพื่อน เพราะผมเป็นคนเงียบๆ อ่านหนังสือคนเดียวตลอด แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นเก็บตัว ผมคิดว่าตอนนั้นผมคิดถูก แต่การกระทำมันผิดมาก การเข้าสังคมของผม คือ การเข้าคุยเรื่องใต้สะดือกับเพื่อน เช่น "เมื่อคืน play kite มา 2 รอบ รอบละเกือบชั่วโมง" ตอนนั้นผมคิดว่า ผมทำถูกต้อง เพราะผู้ชายก็ play kite เป็นเรื่องปกติ มาถึงตอนนี้ คิดไปทุกครั้งยังรู้สึกไม่ดีที่ทำแบบนั้น แต่ตอนนี้ผมตัดใจจากอดีตได้เกือบ 100% แล้ว แต่ถ้าตัดใจได้ 100% คงไม่มาตั้งกระทู้ที่นี่
และหมู่เพื่อนม.ต้นของผมเล่นเกม มันทำให้ผมที่มองเพื่อนเล่นเกม ว่าการเล่นเกมเป็นสิ่งที่สนุกสนาน เฮอา เข้ากับเพื่อนได้ ผมหมดเงินกับ steam กว่า 1000 บาท เพื่อซื้อเกมที่เพื่อนมักจะเล่น มาเล่นกับเพื่อน ถ้าให้ตัวผมในปัจจุบัน มองย้อนกลับไป ผมในตอนนี้มองว่า เกมทำให้เราเข้าสังคมได้ แต่มิตรแท้ไม่ได้หมายถึงการชวนกันเล่นเกม แต่หมายถึงการช่วยเพื่อนที่ได้ยากในส่วนที่เราพอจะช่วยได้ อันนี้ ตอนม.2 ผมพลาดไป แต่นี่คือจุดเริ่มต้น
ตอนม.1 - ช่วงต้นม. 2 ผมไม่มีเป้าหมายชีวิต อยู่ไปวันๆ เรียนให้ได้เกรดสูง ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย ทำงาน ตาย นี่คือวงจรมนุษย์ แต่มันไม่ใช่ผมในช่วงปลายม. 2
ช่วงม.2 ตอนเทอม 2 ผมได้รู้จักกับโรงเรียนที่ชื่อว่า"กำเนิดวิทย์" แต่ตอนนั้นถ้าจะสอบเข้ากำเนิดวิทย์ จะต้องสอบตั้งแต่ม.2 ซึ่งที่ผ่านมา ผมใช้ชีวิตไปวันๆ ทำให้ผมสอบไม่ได้ ผมรู้สึกน้อยใจตัวเอง และคิดว่าจะมาเริ่มใหม่กับโรงเรียนเตรียมอุดม และมหิดลวิทยานุสรณ์ แต่ก็มีเรื่อง
จากข้างต้น ผมเสพติดการ play kite และเล่นเกมเป็นอย่างมาก และตอนนี้ผมไม่เคยโทษใครนอกจาก ตัวเอง จนผมสอบไม่ติดทั้ง 2 โรงเรียน ถ้าให้ผมมองกลับไปยังตัวเองตอนนั้น ผมจะด่าตัวเองในตอนนั้นจนสำนึกได้ ว่าสิ่งที่ทำไปมันแย่มากแค่ไหน
ม.ปลาย ผมมาเรียนในจังหวัดใกล้เคียงบ้านเกิดของผม ผมคิดว่านี่คือโอกาสในการปรับปรุงตัวเองจากม.ต้น ผมตั้งเป้าว่าจะต้องสอบทุนกพ. หรือหาวิธีไปเรียนต่างประเทศไม่ได้ แต่แน่นอนว่า เกิดเรื่องอีกแล้ว
ต้องขอกล่าวก่อนว่า ตอนรอยต่อระหว่างม.ต้น กับ ม.ปลาย ผมได้เห็นกระจกเงาที่สะท้อนความแย่ที่ตัวเองได้ทำลงไปในช่วงม.ต้นทั้งหมด หลายคน ครู เพื่อน ไม่ว่าจะกล่าวจริงกล่าวเล่น บอกว่า ผมเกิดมาพร้อมพลัง Gifted แต่ผมแค่ไม่เคยเผยมันออกมา ผมเผยแค่ว่า play kite กี่ชั่วโมง นั่นทำให้ผมแย่ สุดท้ายเขาเหล่านั้นบอกว่า"ครู/gu เชื่อใจในตัวของ[ชื่อผม] สักวันครู/guจะได้เห็น[ชื่อผม]สร้างสรรค์สังคม [ชื่อผม]แค่แสดงด้านแย่ๆออกมา แต่ลึกๆเเล้วนายเก่งและดี ครู/gu เชื่อใจในตัว[ชื่อผม]" ผมพิสูจน์พลัง Gifted ด้วยการไปค่ายหนึ่งเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ แต่ผมเจอคนเก่งๆมากมาย แทนที่ผมจะปรับปรุงตัวในสิ่งที่ทำลงไป ผมเริ่มกลายเป็นโรคจิตอ่อนๆ ระแวงคนด่าผมว่า"ไอ้กระจอก" ใช่ครับ ผมหยุดอ่านหนังสือตอนม.4 ผมไม่ได้อ่านมันเท่าที่ควร ผมคิดว่าผมคงเป็นแค่คนโง่ๆคนหนึ่ง พลัง Gifted มันไม่มีจริงหรอก แต่เรื่อง play kite ผมลดลง(รออ่านในย่อหน้าถัดไป) ผมกลัวการอ่านหนังสือ เพราะกลัวเพื่อนมาล้อว่า "i here อยากเก่งขึ้นเหรอ 555" ผมมองย้อนกลับไป เป็นเหตุผลที่งี่เง่าสิ้นดี ทำให้ตอนนี้(ปี 1) ผมอ่านหนังสือมากขึ้น และไม่กลัวการอ่านหนังสือในที่คนมากอีกต่อไป
ตอนม.ปลายผมหวาดระแวงเรื่องการอ่านหนังสือมาก เพราะเรียนต่างจังหวัด นอนกับเพื่อนร่วมห้อง ผมจึง play kite โชว์เพื่อนจนกลับมาติดอีกครั้ง ถ้าให้ผมมองย้อนกลับไป ม.ปลายคือช่วงชีวิตที่ผมล้มเหลวมากที่สุด เพราะหนังสือไม่อ่าน play kite ได้ทั้งวันทั้งห้องน้ำโรงเรียน เปิดช้างโชว์เพื่อนในห้อง จนคะแนน GAT PAT ผมแย่มากๆ สอบทุนกพ.? ไม่ได้สอบครับ เพราะรู้ว่าไม่ได้อ่านหนังสือ โชคดีที่มีบุญเก่า มหาวิทยาลัยในจังหวัดที่ผมเรียนม.ปลายยังพอให้โอกาสผมปรับปรุงตัว รับผมเข้าเรียน (ซึ่ง ranking ของมหาวิทยาลัยไม่ได้สูงเท่าไหร่ พูดไปคนรู้จักน้อย)
โชคยังเข้าข้างผม ที่ผมได้สร้างมิตรจากมหาวิทยาลัยนั้นที่รับผมเข้าเรียนในตอนม.ปลาย เป็นเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่ง ซึ่งทำเรื่องการบ่มเพาะธุรกิจ Startup เขาบอกว่า เขายังเชื่อว่าผมเป็น Gifted มาเปลี่ยนโลกโดยใช้ธุรกิจสร้างสรรค์สิ ซึ่งตอนนี้ Startup ก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผมไปแล้ว รอแค่การบ่มเพาะอีกหน่อย ผมก็จะได้ออกสำรวจตลาด ผู้ใช้จริงๆ
ถามว่าตอนนี้ ผมมีเป้าหมายอะไรบ้าง
1. ซิ่ว ไปเรียนจุฬา เจ้าหน้าที่ รวมถึงอาจารย์ที่รับผมเข้าเรียน ที่ให้โอกาสผมตอนนั้น บอกว่า ไม่รั้งผมไว้ เขาเชื่อมาตลอดว่าคนแบบผมไปได้ไกลกว่านี้ แค่ขาดโอกาสตอนม.ปลาย
2. หาโครงการที่บ่มเพาะ startup ในช่วง prototype
เป้าหมายในอนาคต
1. Startup ---> Unicorn
2. พิสูจน์ให้ได้ ทั้งกับตัวผม เพื่อน ครอบครัว อาจารย์ ว่าผมจะเป็น Gifted หรือเเค่ไอ้ลูกหมา แต่ผมคิดว่านี่ยังไม่พอ
ผมรู้ตัวว่านี่เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับคำสอนของศาสนาที่บอกว่า"จงปล่อยวาง" แต่ผมต้องการสิ่งที่เหนือกว่านั้น ผมต้องการเป็นผู้ที่คนอื่นรู้จัก เทียบชั้นคนอื่นได้ เพราะมีคำพูดที่ผมจำขึ้นใจ แม่ของผมพูดไว้ว่า"มีดีแค่ปาก กลับไปให้พ่อแม่เลี้ยงจนพ่อแม่ตายก็ดีแค่ไหนแล้ว ไม่ต้องไปทำอะไรยิ่งใหญ่หรอก" "MIT เป็นไปไม่ได้หรอก" ถึงแม้ว่าแม่ของผมจะเสียใจในคำพูด แต่ผมไม่มีวันลืมมัน ผมเป็นห่วงครอบครัวของผมนะ บางครั้งก็คิดว่า อยากหนีโลกนี้ไปบวช ตัดแล้วไม่ต้องคิดอะไร แต่ก็กลัวในยามแก่พ่อแม่ตายายปู่(ย่าเสียชีวิตไปแล้ว) จะหวังพึ่งใคร จะใช้ใครเชิดหน้าชูตาตระกูล ผมจึงต้องสู้ ตั้งเป้าหมายใหญ่ ผมอยากเรียนที่ MIT เพราะเป็นมหาวิทยาลัยอันดับโลก และผมควรได้มันมาตั้งแต่ป.ตรี ผมต้องการให้ startup ที่ผมสร้างขึ้นเป็น Unicorn ผมจะได้เชิดหน้าชูตาตระกูลของผมได้ และผมจะได้วัดกับตัวเองไปเลยว่า เสียงลือเสียงเล่าอ้างด้าน Gifted มันจริงหรือไม่?
ทุกวันนี้ผมต้องสู้กับเสียงในใจตัวเองตลอด ว่า "[ม ม้า อึ ง] ทำไม่ได้หรอก I กระจอก guคือความขี้เกียจ guคือความต้องการ play kite และ gu เอาชนะ [ม ม้า อึ ง] มา 4-5 ปี" ตอนนี้ผมจะต้องชนะกับเสียงนี้ให้ได้ MIT คือเป้าหมายของผม แม้ผมไม่ได้ทุน แม้ผมมีอดีตที่เลวร้าย แม้คนที่เข้าได้จะเป็นนักเรียนโอลิมปิก แต่เพื่อชื่อเสียงของตระกูล ผมต้องทำให้ได้ เพื่อเอาชนะคำพูดของพ่อแม่ และตอบแทนพ่อแม่ของผม จุฬา คือบททดสอบแรกที่ผมจะเจอ นักเรียนระดับประเทศจะมารวมกันที่นี่ และผมต้องล้างคำพูดของแม่ที่ว่า "ลูกไม่เคยติดโอลิมปิกระดับประเทศ ลูกไม่ได้เป็นตัวเก็ง ไปที่นั่นลูกจะโดนเหยียบหัว" เหยียบหัวคือการที่คนอื่นเรียนและสอบได้คะแนนดีกว่า เก่งกว่า แต่ผมต้องการเอาชนะ เพราะสิ่งเดียวที่ผมคิด คือ การเอาชัยชนะมาสู่ตระกูลของผม
ผมควรไปต่อ หรือ พอแค่นี้
comment ได้ครับ