สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 7
ขออนุญาตไม่เห็นด้วยกับความเห็นที่ 5 ที่ใช้ชื่อว่า "คุณทนายความตอบ" ในฐานะที่ผมทำงานด้านกฎหมาย แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ทนายความนะครับ
ในส่วนที่ให้ความเห็นว่า "-รถยังอยู่ รอศาลพิพากษาแล้วเอารถไปคืนจบหนี้ทุกอย่าง" เนื่องจากหลายกระทู้ที่ท่านตอบ ท่านให้ความเห็นทำนองนี้มาโดยตลอด เพราะในความเป็นจริงแล้วกรณีลูกหนี้ผิดนัดเช่าซื้อ และเจ้าหนี้ไม่ได้รถคืน เท่าที่เห็นศาลจะพิพากษาให้ชำระหนี้ ดังนี้
1. ให้ลูกหนี้คืนรถในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน...บาท
2. ค่าขาดประโยชน์ในการใช้รถรายเดือนนับแต่วันผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ในทางปฏิบัติศาลจะกำหนดให้เป็นรายเดือนนับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้อง + ค่าเสียหายในอนาคตนับแต่วันฟ้องจนถึงวันคืนรถแต่ไม่เกิน 6-12 เดือน แล้วแต่กรณี (หากขอให้ลูกหนี้ชำระดอกเบี้ยในค่าขาดประโยชน์ก่อนฟ้อง เท่าที่เห็นศาลจะให้ 7.5 % ต่อปี ส่วนดอกเบี้ยของราคาใช้แทนศาลจะไม่ให้ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 10346/2559)
3. ค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน ซึ่งประกอบด้วยค่าขึ้นศาล + ค่านำหมาย + ค่าทนายความขั้นต่ำ 3,000 บาท
ดังนั้น กรณีศาลพิพากษาให้คืนรถแล้วลูกนี้นำรถไปคืน เป็นการชำระหนี้ตามข้อ 1. ส่วนหนี้ข้อ 2. และ 3. ยังมีอยู่ หากไม่จ่ายเจ้าหนี้มีสิทธิบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ ไม่ใช่หมายความว่าคืนรถแล้วจบตามที่ท่านให้ความเห็นแต่อย่างใด และที่สำคัญ กรณีลูกหนี้คืนรถแล้วเจ้าหนี้ขายโดยวิธีประมูลหรือขายทอดตลาดและขาดราคา เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องให้ชำระหนี้ในส่วนค่าขาดราคาเป็นคดีใหม่ได้อีก ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 11115/2558
-คำพิพากษาฎีกาที่ 11115/2558 ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีก่อนให้จำเลยทั้งสามส่งมอบรถยนต์ตามสัญญาซื้อขายแบบมีเงื่อนไขคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน พร้อมทั้งให้ชำระค่าเสียหายและชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยทั้งสามได้ส่งมอบรถยนต์คืนพร้อมชำระค่าเสียหายกับค่าฤชาธรรมเนียมในการดำเนินคดีแก่โจทก์ไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อรถยนต์มีสภาพชำรุดและโจทก์นำออกขายทอดตลาดได้ราคาไม่ครบถ้วนตามราคารถยนต์ที่จำเลยทั้งสามต้องรับผิดชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษา โจทก์ย่อมชอบที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสามรับผิดชดใช้ราคารถยนต์ส่วนที่ยังขาดจำนวนอยู่ได้ เนื่องจากเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนไปแล้ว ทั้งมิใช่กรณีที่จะไปว่ากล่าวในชั้นบังคับคดีในคดีก่อนได้ เนื่องจากการบังคับคดีจำต้องอาศัยคำพิพากษาที่วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสามต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้ใดบ้าง กรณีจึงไม่อาจนำมูลหนี้ที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังศาลมีคำพิพากษาไปบังคับคดีเอากับจำเลยทั้งสามในคดีดังกล่าว ดังนั้นคำพิพากษาในคดีนี้จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนและเกิดขึ้นภายหลังศาลในคดีก่อนพิพากษาไปแล้ว หาใช่ค่าเสียหายที่กำหนดซ้ำซ้อนกันแต่อย่างใด
ในส่วนที่ให้ความเห็นว่า "-รถยังอยู่ รอศาลพิพากษาแล้วเอารถไปคืนจบหนี้ทุกอย่าง" เนื่องจากหลายกระทู้ที่ท่านตอบ ท่านให้ความเห็นทำนองนี้มาโดยตลอด เพราะในความเป็นจริงแล้วกรณีลูกหนี้ผิดนัดเช่าซื้อ และเจ้าหนี้ไม่ได้รถคืน เท่าที่เห็นศาลจะพิพากษาให้ชำระหนี้ ดังนี้
1. ให้ลูกหนี้คืนรถในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน...บาท
2. ค่าขาดประโยชน์ในการใช้รถรายเดือนนับแต่วันผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ในทางปฏิบัติศาลจะกำหนดให้เป็นรายเดือนนับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้อง + ค่าเสียหายในอนาคตนับแต่วันฟ้องจนถึงวันคืนรถแต่ไม่เกิน 6-12 เดือน แล้วแต่กรณี (หากขอให้ลูกหนี้ชำระดอกเบี้ยในค่าขาดประโยชน์ก่อนฟ้อง เท่าที่เห็นศาลจะให้ 7.5 % ต่อปี ส่วนดอกเบี้ยของราคาใช้แทนศาลจะไม่ให้ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 10346/2559)
3. ค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน ซึ่งประกอบด้วยค่าขึ้นศาล + ค่านำหมาย + ค่าทนายความขั้นต่ำ 3,000 บาท
ดังนั้น กรณีศาลพิพากษาให้คืนรถแล้วลูกนี้นำรถไปคืน เป็นการชำระหนี้ตามข้อ 1. ส่วนหนี้ข้อ 2. และ 3. ยังมีอยู่ หากไม่จ่ายเจ้าหนี้มีสิทธิบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ ไม่ใช่หมายความว่าคืนรถแล้วจบตามที่ท่านให้ความเห็นแต่อย่างใด และที่สำคัญ กรณีลูกหนี้คืนรถแล้วเจ้าหนี้ขายโดยวิธีประมูลหรือขายทอดตลาดและขาดราคา เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องให้ชำระหนี้ในส่วนค่าขาดราคาเป็นคดีใหม่ได้อีก ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 11115/2558
-คำพิพากษาฎีกาที่ 11115/2558 ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีก่อนให้จำเลยทั้งสามส่งมอบรถยนต์ตามสัญญาซื้อขายแบบมีเงื่อนไขคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน พร้อมทั้งให้ชำระค่าเสียหายและชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยทั้งสามได้ส่งมอบรถยนต์คืนพร้อมชำระค่าเสียหายกับค่าฤชาธรรมเนียมในการดำเนินคดีแก่โจทก์ไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อรถยนต์มีสภาพชำรุดและโจทก์นำออกขายทอดตลาดได้ราคาไม่ครบถ้วนตามราคารถยนต์ที่จำเลยทั้งสามต้องรับผิดชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษา โจทก์ย่อมชอบที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสามรับผิดชดใช้ราคารถยนต์ส่วนที่ยังขาดจำนวนอยู่ได้ เนื่องจากเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนไปแล้ว ทั้งมิใช่กรณีที่จะไปว่ากล่าวในชั้นบังคับคดีในคดีก่อนได้ เนื่องจากการบังคับคดีจำต้องอาศัยคำพิพากษาที่วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสามต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้ใดบ้าง กรณีจึงไม่อาจนำมูลหนี้ที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังศาลมีคำพิพากษาไปบังคับคดีเอากับจำเลยทั้งสามในคดีดังกล่าว ดังนั้นคำพิพากษาในคดีนี้จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนและเกิดขึ้นภายหลังศาลในคดีก่อนพิพากษาไปแล้ว หาใช่ค่าเสียหายที่กำหนดซ้ำซ้อนกันแต่อย่างใด
แสดงความคิดเห็น
โดนฟ้องเรื่องรถ ต้องขึ้นศาล
พ่อผ่อนมาได้ปีกว่า พ่อก็มีปัญหาเรื่องเงินแต่ไม่ได้บอกเรา
ขาดส่งหลายเดือน และตอนนี้เรามารู้ว่ามีหมายศาลมา
ให้เราไปขึ้นศาล เรางงไปหมดเลยตอนนี้
อยู่ๆก็กลายเป็นคนติดเครดิตและก็มีหมายศาล
พ่อเราบอกว่ากำลังคุยกับทนายว่าพ่อจะำปขึ้นศาลแทน
เพราะรถพ่อเป็นคนผ่อนและใช้ เรามีชื่อเป็นเจ้าของเฉยๆ
อยากทราบว่าแบบนี้ได้หรอคะ พ่อไปขึ้นแทนได้หรอ
แล้วอยากทราบว่าถ้าเราต้องไปขึ้นศาลแล้วจะเป็นยังไงต่อ
เราจะติดคุกมั๊ย หรือเขาจะทำยังไงกับเราบ้าง
ตอนนี้กลัวไปหมดเลยค่ะ