ระบายค่ะ รู้สึกแย่กับชีวิต

สวัสดีค่ะ เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ชีวิตของเราโดยตรง เราไม่ได้เขียนกระทู้นานมากแล้ว

อาจเรียบเรียงไม่เก่งอาจตกหล่นไปบ้างขออภัยด้วยนะคะ เราชื่อ อิม (ชื่อสมมุติ) อายุ

26 จบ ป.ตรี ในมหาวิทยาลัยเปิดแห่งหนึ่ง เราไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนดี

เรารู้สึกว่าชีวิตเรามีปัญหา  เรารู้สึกว่าเราโมโหร้ายมาก

ทั้งๆที่ตอนเด็กๆเราเป็นคนใจเย็นมากด้วยซ้ำ เพื่อนๆมักบอกว่าเราเป็นคนดี

(ตอนเด็กๆนะคะ) ตอนนี้เรามีปัญหาในการอยู่ร่วมกับคนอื่น

เราชอบคิดว่าไม่มีใครน่าไว้วางใจได้เลย ทั้งโลกนี้มีแค่น้องชายเราคนเดียวที่เราคิดว่าเค้าไว้ใจได้

และสามารถคุยด้วยได้ในหลายๆเรื่อง เราอยู่กับครอบครัว พ่อ แม่ และน้องชาย

จนถึงอายุประมาณ 15 ปี ครอบครัวเรามีปัญหาเรื่องเงินอยู่เสมอ ฐานะปานกลางแต่พ่อเราหาเงินง่ายแต่ไม่ค่อยมีเงินเก็บ

ตอนเด็กๆเราเป็นเด็กที่ค่อนข้างถูกเลี้ยงมาอย่างแบบอยู่ในกรอบ กรอบของที่บ้านน่ะค่ะ

พ่อจะค่อนข้างหวงมากไม่ชอบให้ไปเล่นกับเด็กแถวบ้าน ส่วนใหญ่ก็เล่นกับน้องชาย

และก็ไปโรงเรียนมีเพื่อนที่โรงเรียนเท่านั้น ตอนประถมเราเป็นเด็กที่เรียนเก่งมาก

ชอบอ่านหนังสือและทบกวนการบ้านอยู่เสมอ ด้วยความที่พ่อเรามักจะสอนการบ้านเราอยู่เสมอด้วย

พ่อกับแม่เลี้ยงเรามาดี ให้กินอิ่มตลอด แต่เราไม่ค่อยชอบแม่เราในบ้างครั้ง

เวลาเรามีเงินเก็บในกระปุกก็มักจะเอาเงินของเราไปทอนให้ลูกค้าแล้เวไม่คืน

ตอนเด็กๆรู้สึกแย่มาก ชอบเปรียบเทียบลูกตัวเอง หรือตัวเอง กับคนอื่น ชอบขายของไม่ดีให้ลูกค้า

ชอบดูถูกคนอื่น ชอบอวดทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่าคนอื่นเท่าไหร่

และอีกหลายอย่างมากที่เราไม่ชอบแม่ตัวเองเลย พ่อกับแม่เราชอบทะเลาะกันแต่พวกเขาไม่เคยพาลมาถึงลูก

เพียงแต่เรารู้สึกว่าเรารำคาญแค่นั้นค่ะเรารู้สึกว่าทำไมชีวิตวัยผู้ใหญ่มันช่างแห้งแล้งและน่าเบื่อ

เรารู้สึกว่าบ้านต่างจากที่โรงเรียนมาก ที่โรงเรียนมัธยม ตอนเราอยู่ ม.ต้น

เราก็มีความสุขสนุกสนาน เหมือนเด็กทั่วไป เราเรียนเก่งจึงไม่กังวลเรื่องผลการเรียนมาก

เราเลยทำอะไรออกมาได้ดีตลอดเป็นที่รักของเพื่อนๆเสมอ

แต่พอกลับมาอยู่บ้านก็รู้สึกเป็นอีกคนนึงเลย ทั้งเบื่อ ทั้งเหนื่อย เราอยู่กับครอบครัวจนอายุ

15 ปี ก็ไปอยู่กับครอบครัวพี่สาวต่างมารดาที่ กรุงเทพฯ

เขาเลี้ยงเราอย่างผู้อาศัยซึ่งเราก็ไม่ได้มีความสุขอะไรมากได้แต่รับผิดชอบการเรียนของตัวเองไป

ช่วยเหลืองานบ้างเขาบ้าง

ฟังเขาพูดเขาด่าแบบไม่เถียงจนเรารู้สึกว่าเราเริ่มจะเป็นเด้กเก็บกดแล้ว

แต่โชคดีที่เราก็มีแฟนซึ่งแฟนเราเขาก็เข้าใจมันทำให้ชีวตตอนนั้นของเราไม่น่าเกินไป

เราอยู่กับพี่สาวเราได้ 4 ปี จนถึงช่วงเรียนมหาลัยปี 2

เรารู้สึกว่าเราเริ่มจะไม่ไหวแล้วแหละ

เลยบอกพ่อกับแม่ว่าจะออกมาอยู่หอข้างนอกเองนะ ตอนเราออกมาเราก็ไม่ได้บอกอะไรพี่สาวเราหรอก

เรารู้สึกแย่ตลอดเวลาที่อยู่กับเขาทำกับเราเหมือนเป็นคนรับใช้ในบ้านเลย ทั้งๆที่เราเป็นน้องสาวถึงจะคนละแม่ก็เถอะ

ชอบว่าพ่อกับแม่ให้เราฟังอยู่เสมอและนินทาเราให้คนอื่นฟัง ซึ่งเรารู้สึกรับไม่ได้

ภายนยอกเราก็เป็นเด็กที่สดใสร่าเริงปกติแต่ข้างในซ่อนความเจ็บปวดไว้มากมาย

เรารู้ว่ามันก็ยังมีคนอื่นๆที่แย่กว่าเรานะคะ เราแค่อยากแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตเราเฉยๆ  ตอนเราอายุ 18 ปีเราก็ออกมาเผชิญชีวิตข้างนอกแบบเต็มตัว

หาเงิน ซึ่งตอนนั้นพี่เราจ่ายค่าเทอมไปครึ่งนึงแล้ว (ลืมบอกไปตอนเรามาอยู่กับพี่สาวเรา

เขาเป็นเจ้าของกิจการที่ค่อนข้างเริ่มมีฐานะ เขาก็จ่ายค่าใช้จ่ายในส่วนของเราแทนครอบครัวเราทุกอย่าง

เรารู้สึกว่าเขาก็เป็นผู้มีพระคุณกับเรานะ

แต่การกระทำที่เขาทำกับเราทำให้เรารู้สึกแย่มากกว่า) จากเด็กที่เคยร่าเริงกลายเป็นเด็กเก็บกด

แต่มันก็ไม่ได้เก็บกดขนาดนั้นนะคะ คือเราก็มีเพื่อนๆและเข้าสังคมบ้าง

แต่บางครั้งรู้สึกว่าเราไม่อิน รู้สึดโดเดี่ยวอยู่เสมอ

เวลาจะทำอะไรก็มักจะขาดความมั่นใจ เพราะตอนอยู่กับพี่เราก็มักจะโดนดุประจำ ด้วยความที่ตอนอยู่กับครอบครัวเรารทำอะไรก็ได้

พอมาอยู่กับคนอื่นก็ต้องทำตามเขาซึ่งมันกดความรู้สึกเรามากๆเลยค่ะ

เราแค่อยากมาพัฒนาตัวเอง อยากมาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ

แต่สิ่งที่เราเจอเรารู้สึกเฟลมาก ก็นั่นแหละ พอเราออกมาข้างนอกเอง

เราทั้งเรียนและทำงานด้วย เหนือยมากจริงๆ

แต่โชคดีนะที่เราเจอเพื่อนร่วมงานที่ค่อนข้างโอเค เรารู้สึกว่าพวกเขาเป็นพี่ที่น่ารักอยู่เสมอ

ตอนเราอยู่มหาลัยเราไม่ค่อยมีเพื่อนด้วยความที่เราต้องไปทำงานตั้งแต่

เช้าเลิกห้าโมงแล้วก็ต้องไปเรียนต่อในตอนเย็นอีกทำให้ชีวิตตจอนนั้นเหนื่อยมากทั้งอดนอน

อยากเที่ยวอยากเล่นเหมือนเพื่อนคนอื่นๆเหมือนกันก็ไปบ้างนะคะไม่ใช่ไม่ไปไหนเลย (ลืมบอกไปอีกว่าพ่อเราเสียเป็นโรคมะเร็งตั้งแต่เราเรียนมหาลัยเลยค่ะ

เราถึงรู้สึกโดดเดี่ยวและไม่สามารถพึ่งพาใครได้) ตอนเราทำงานแม่เราก็ชอบโทรมาขอเงินจำนวนไม่มากหรอก

แต่เข้าใจไหมคะว่าเงินเดือนตอนนั้นเราก็ยังน้อย ไหนจะเรียนต้องซื้อหนังสือ เรารู้สึกไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่หรออก

จนเราเรียนจบ ป.ตรี เราก็กลับบ้านไปอยู่กับแม่ที่ต่างจังหวัด เราต้องจ่ายค่าไฟ

และผ่อนรถให้แม่ ให้เงินแม่ซื้อกับข้าวบ้างแต่ดูเหมือนเขาจะใช้ไม่พอ

เรารู้สึกเหนื่อยเหมือนกันแต่ก็ไม่ท้อหรอกค่ะ ตอนนั้นเราหารายได้เสริมพอมีเงินบ้าง

ไม่รู้เราจะอกตัญญูหรือเปล่า แต่เรารู้สึกว่าไม่ชอบแม่เลย

ทั้งๆที่แม่ก็รักเราแหละค่ะ อย่างวันงานรับปริญญา เราใช้เงินเก็บเราทั้งหมด ไม่เคยจะขอแม่เลย

แต่แม่ก็ไปยืมเงินคนรู้จักว่าไปงานรับปริญญาลูก แต่คือตัวเองเอาไปใช้ไม่ได้ช่วยออกเลย

เช่นค่าน้ำมัน ค่าโรงแรม ค่าอาหาร ค่าชุด ทุกอย่างเราออกเองหมด

เราเคยมีแฟนตอนช่วงอยู่มหาลัยพี่เค้าเป็นคนดี จริงใจ แต่ไม่รวย

แม่ก็ชอบพูดเหน็บตลอดเวลา

ทั้งๆที่เวลามีอะไรพี่เค้าก็ช่วยเหลือเราตลอดแม้ว่าจะไม่ได้มากมายอะไรแต่เขาก็ให้ทั้งหมดที่เขามีแล้วแหละ

อย่างเช่น ตอนนั้นนะคะเงินเดือนเขาได้แค่เจ็ดพัน เป็นเด็กฝึกงานอยู่แต่เขาซื้อนาฬิกาเรือนละสามพันกว่าให้เรา

ช่วยเราย้ายหอ ช่วยเก็บร้านให้เราตอนเราไปขายของที่ตลาดนัด แต่ตอนนี้เราไม่ได้คบกันต่อแล้วแหละค่ะด้วยอะไรหลายๆอย่าง

แม่เราไม่ค่อยโอเคกับเค้าด้วย เราก็เป็นโสดทำงานไป แม่ก็อยู่บ้านขายของแกเป็นคนขยันอยู่นะคะ

แต่ก็ไม่เป็นระเบียบบ้านมักจะรกตลอดเวลา เราเหนื่อยๆกลับจากงานมาต้องมานั่งเก็บ ที่คือชีวิตในอีกด้านที่เรารู้สึกไม่ค่อยแฮปปีร้กับมัน

เวลาเราเจออะไรแย่ๆจิตใจเราจะพร้อมสู้ตลอด (ตอนนั้น)

มาถึงช่วงทำงานแล้วใช่ไหมคะ คือเราเจอพี่คนนึงเป็นคนทำงานเก่ง ขยัน

มีความเป็นผู้นำ เขาเป็นวิศวกรในบริษัทเดียวกันกับที่เราทำอยู่

ช่วงแรกๆเราดูแลเราดีมาก ตามใจหมด อย่างว่าแหละเป็นช่วงโปร อะไรก็ดีไปหมดค่ะ

แม่เราเค้าให้พี่เค้ามาหมั้นเราไว้ก่อน ซึ่งเขาก็ทำ เรารู้สึกแย่กับครอบครัวเราหลายอย่าง

คือพ่อเราเขาส่งบ้านไม่หมด บ้านจึงตกเป็นของพี่เราโดยที่เขาก็ยังส่งธนาคารอยู่ค่ะ

สรุปคือ บ้านเราไม่มีอะไรเลย มีรถ 2 คันแม่ก็ขายไปคันนึง เหลืออีกคันที่เราส่งใกล้หมดแล้วก็เราไปรีไฟแนนซ์

เอาเงินมาใช้ให้เราใช้หนี้ต่ออีก แต่ไม่ค่อยมีคนรู้เรื่องพวกนี้หรอกค่ะ

ดูจากภายนอกเราก็เป็นครอบครัวที่อบอุ่น ทุกอย่างบีบเรามาก ทำให้เราต้องมากู้ร่วมซื้อบ้านกับแฟน

ซึ่งถ้าใช้ชื่อเราซื้อคนเดียวคงไม่ผ่าน เนื่องจากแม่เราเขาอยากให้เราได้บ่านสวยๆ

อยู่บ้านเล็กกว่าเดิมไม่ได้ เรากับแฟนเรารักกันจริงค่ะ

แต่บางทีเราก็อยากดูไปอีกหน่อยไม่ได้อยากรีบสร้างบ้านสร้างครอบครัวกัน

เพราะยังรู้จักกันได้ไม่นาน

แต่แม่เราอยากจะให้รีบหมั้นรีบแต่งเพราะอยากได้เงินสินสอด ซึ่งจะเอาไปให้น้องชายเราเรียนด้วย

เราก็รักน้องเราจึงตัดสินใจหมั้นเอาไว้ก่อน

แต่ทุกวันนี้เราก็อยู่เหมือนแต่งแล้วแหละค่ะ อยู่ด้วยกัน

เราคบเขาได้สักพักเริ่มรู้ว่าเขาก็เป็นคนที่โมโหร้ายมาก

เราโกรธเขาที่เขาปฎิบัติกับเราไม่ดีหลายครั้ง เช่น ตบหัวเรา ด่าเรา

โมโหจากเรื่องงานแล้วมาพาลกับเรา ซึ่งเราเกลียดมาก จะเลิกก็กลัวแม่ไม่มีบ้านอยู่

เราเคยบอกเขาดีดีว่าเราไม่ขอบเราไม่โอเคกับพฤติกรรมนี้นะ

เขาก็เหมือนจะรู้ตัวทำดีกับเราเหมือนเดิม แต่เวลาเขาโมโหก็กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก

คือนอกเหนือนอกเรื่องพวกนี้เขาเป็นคนขยันทำงานงาน จริงจัง และเสียสละเพื่อครอบครัวหลายอย่างค่ะ

เช่น ตอนแม่เราขอค่าสินสอด

ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่เขากำลังเปลี่ยนงานยังไม่มีเงินมากเขาก็ต้องกู้เงินและใช้เงินในบัตรเครดิตมาให้

เราเคยเป็นคนที่ไม่ง้อ ไม่ยอมใครมาก่อน เรารู้สึกอึดอัดมากเวลาที่เขาอารมณ์ร้าย

ตอนนี้เราก็นอนแยกห้องกัน ตอนนี้เราอายุ 26 เราก็ไม่อยากเปลี่ยนแฟนอีก ไหนจะเรื่องบ้าน

เราเงินเดือนแค่ 25K ซึ่งค่าใช้จ่ายทุกวันนี้ก็แน่นแล้ว เขาเงินเดือน 40K บางครั้งเราก็คิดนะว่าเราควรอดทน

แต่เราอดทนมาทั้งชีวิตแล้ว เมื่อไหร่เราจะมีความสุขได้จริงๆซะที

ชีวิตมันไม่ง่ายเลยค่ะ ตอนนี้เรากลัวว่าเราจะเป็นโรคซึมเศร้ามากเราไม่ค่อยมีแรงอยากจะทำอะไรเหมือนเมื่อก่อน

เวลาจะไปไหนจะทำอะไรก็ต้องรายงานแฟนเราเบื่อ มันเหมือนความเป็นตัวเองเราลดลงมากขึ้นเวลาเรามีครอบครัว

เรื่องของเรามันอาจน่าเบื่อหรือดูเป็นเรื่องธรรมดานะคะ

ขอบคุณที่อ่านจนจบเราแค่อยากระบายให้คนอื่นฟังบ้างค่ะ
แต่ถ้าใครมีคำแนะนำสำหรับเราก็ยินดีมากๆไม่รู้ว่าเราชอบเป็นคนที่มองโลกแง่ลบหรือป่าวเลยเป็นแบบนี้ค่ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่