JJNY : 4in1 คปน.อีสานร้องสุดารัตน์/อนค.ไม่ชัดส่งธนาธรชิงผู้ว่าฯ กทม./นักวิชาการค้านเปิดผับถึงตี4/เตือนสงครามการค้ากระทบ

กระทู้ข่าว
คปน.อีสาน ร้อง 'สุดารัตน์' ตรวจสอบโครงการประชารัฐ
https://www.matichon.co.th/region/news_1661909

เมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่วัดบ้านเชียงเพ็ง ต.เชียงเพ็ง อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร นางมะลิจิตร เอกตาแสง อายุ 58 ปี คณะกรรมการประชาชนคัดค้านโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลภาคอีสาน(คปน.)พร้อมด้วยนายสิรศักดิ์ สะดวก อายุ 40 ปี ผู้ประสานงาน คปน.ภาคอีสาน พร้อมด้วยคณะอีก 10 คนได้ยื่นหนังสือต่อคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย และ 7 พรรคฝ่ายค้าน เพื่อตรวจสอบโครงการประชารัฐ กรณีโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลภาคอีสาน หลังเดินคุณหญิงสุดารัตน์ทางมาเยี่ยม ให้กำลังใจและนำสิ่งของมามอบให้ชาวบ้านผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่

นางมะลิจิตร กล่าวว่าวันนี้เป็นตัวแทนในยื่นหนังสือถึงคุณหญิงสุดารัตน์ และ 7 พรรคฝ่ายค้าน เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบกระบวนการและการดำเนินงานของโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในภาคอีสาน เพราะที่ผ่านมามีหลายพื้นที่ซึ่งกำลังจะมีโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลต่างก็ไม่เคยรับรู้ข้อมูลมาก่อนเลย ดังนั้นวันนี้จึงยื่นหนังสือให้พรรคฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่ในการตรวจสอบด้วย และเร็วๆ นี้ ตัวแทน คปน.ภาคอีสาน จะเดินทางไปยื่นหนังสือถึง 7 พรรคฝ่ายค้านอีกครั้งที่รัฐสภา

ด้านนายสิรศักดิ์ กล่าวว่าประเด็นหลักในการยื่นหนังสือถึงคุณหญิงสุดารัตน์ และ 7 พรรคฝ่ายค้าน ก็คือ ให้มีดำเนินการตรวจสอบโครงการประชารัฐ กรณีโครงการโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล ที่กำลังจะเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคอีสาน เพราะว่าหลังจาก คปน. ได้ติดตามกระบวนการดำเนินการของโครงการประชารัฐกรณีโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล ในพื้นที่ภาคอีสาน พบว่า

1. พื้นที่ไม่เหมาะสมที่จะดำเนินโครงการก่อสร้าง เพราะโรงงานมาตั้งใกล้ชุมชน วัด โรงเรียน พื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์ เช่น พื้นที่ จ.อำนาจเจริญ-จ.ยโสธร,บ.ไผ่ จ. ขอนแก่น,จ.ศรีสะเกษ,อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์,จ.ร้อยเอ็ดและ จ.อุดรธานี
2. สถานที่จะดำเนินการก่อตั้งโรงงานไม่มีวัตถุดิบหลักคือ อ้อย
3. สถานที่จะก่อตั้งโรงงานนั้นใกล้ทรัพยากรสำคัญของชุมชน เช่นแหล่งน้ำ นั้นย่อมจะก่อให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรน้ำ ทั้งใต้ดินและเหนือผิวดิน
4. ขัดแย้งกับนโยบายจังหวัด
5. กระบวนการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ก็เหมือนเวทีที่ไม่รับฟังความคิดเห็น เนื่องจาก ก่อนจะมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นแต่ละครั้งในการดำเนินกระบวนการตามขั้นตอนนั้น จะต้องมีการให้ข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้านกับชาวบ้านที่อยู่ในชุมชนที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการก่อน เพื่อที่ชาวบ้านจะได้นำไปประกอบการตัดสินใจ ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ชาวบ้านในพื้นที่ไม่เคยรับรู้ข้อมูล ไม่เคยมีส่วนร่วม แต่มารับรู้อีกทีก็เป็นเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 หรือครั้งที่ 2 ผ่านไปแล้ว ซึ่งทาง คปน. เรียกว่าเวทีที่ไม่รับฟังความคิดเห็น

ดังนั้นทางผู้ประกอบการจะมาอ้างว่าคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตชุมชน จึงได้มีการจัดทำ EIA หรือการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาโครงการ เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น รวมถึงเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่น หรือในชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นจากการพัฒนาโครงการ จริงๆแล้วทางผู้ประกอบการเองไม่ได้เข้าใจวิถีชีวิตของชุมชนที่พึ่งพาอาศัยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรอก เพราะมิติทางด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชนไม่สามารถที่จะประเมินค่าได้ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ภาคอีสานถึงจะเป็นพื้นที่ที่ส่วนใหญ่จะมีการปลูกข้าว นั้นก็ย่อมหมายถึงการมีวิถีชีวิตที่ยึดโยงกับทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า มาตั้งแต่ตั้งรกราก มาตั้งแต่บรรพบุรุษ และชุมชนเขาก็มีสิทธิที่จะอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ด้านดิน ด้านน้ำ ด้านอากาศ และคุณภาพชีวิต เพื่อปกป้องชุมชน ปกป้องทรัพยากร ปกป้องวิถีชีวิต และชุมนชนก็มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญในการที่จะแสดงความคิดเห็นที่จะไม่เห็นด้วยในการที่จะมีโรงงานอุสาหกรรมขนาดใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ของเขา เนื่องจากการดำเนินโครงการอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบในหลายประเด็น เช่น

1. ผลกระทบด้านกลิ่น ฝุ่น เสียง น้ำเสีย
2. ผลกระทบด้านสังคมที่จะมีประชากรแฝงเข้ามาเพิ่มในพื้นที่มากขึ้น
3. ผลกระทบด้านการแย่งชิงทรัพยากร
4. ผลกระทบด้านการจราจร เป็นต้น

ดังนั้นทางคณะกรรมการประชาชนคัดค้านโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลภาค คปน.อีสาน จึงมีข้อเสนอต่อ 7 พรรคฝ่ายค้าน ดังนี้

1.ให้ตรวจสอบโครงการประชารัฐ กรณีโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลภาคอีสาน โดย เฉพาะ พื้นที่ ต.เชียงเพ็ง อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร,ต.น้ำปลีก อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ,โรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล อ.ไพรบึง อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ,โรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์,โรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล อ.บ่านไผ่ จ.ขอนแก่น.โรงไฟฟ้าชีวมวลขยะ อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี.โรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล จ.ร้อยเอ็ด
2. ต้องยกเลิกกระบวนการทั้งหมด เพราะทาง คปน.ภาคอีสาน มองว่าที่ผ่านมานั้นกระบวนการที่ผู้ประกอบการดำเนินการมานั้นผิดขั้นตอน
3. ให้มีการพูดคุยเปิดเผยข้อมูลนโยบายโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลทั้งภาคอีสาน
และ 4. จะต้องประเมินยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมภาคอีสานก่อน
5. ให้ 7 พรรคฝ่ายค้านลงพื้นที่ดูความจริง



อนาคตใหม่ ไม่ชัดส่ง “ธนาธร” ลงชิงผู้ว่าฯ กทม.- ปชป.มีตัวเลือกแล้ว
https://workpointnews.com/2019/09/08/bangkok-governor/

จากกรณีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่คาดว่าจะมีขึ้นปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า และมีการจับตามองว่าพรรคอนาคตใหม่จะส่งผู้สมัครหรือไม่หรือจะหลีกทางให้พรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทย ไปจนถึงกระแสข่าวว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค อาจจะเปลี่ยนจากการเมืองสนามใหญ่ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.แทน 

วันที่ 8 ก.ย. นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวระหว่างเดินทางไปบรรยายเรื่องรัฐธรรมนูญ ที่ จ.ขอนแก่น ว่า เร็วๆ นี้พรรคจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ เบื้องต้นมีรายชื่อผู้ที่มีความเหมาะสมแล้ว 2-3 คน ทั้งผู้ชายและผู้หญิง โดยจะให้แคนดิเดตทุกคนร่วมกันแสดงวิสัยทัศน์เพื่อคัดเลือกผู้สมัครในนามพรรค

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีรายชื่อของนายธนาธร ด้วยหรือไม่ นายปิยบุตร ตอบเพียงว่า มั่นใจว่าเป็นบุคคลที่ประชาชนมีความคุ้นเคย

ส่วนการที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน อย่างพรรคเพื่อไทย จะส่งนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ลงสมัครนั้น นายปิยบุตร กล่าวว่า ไม่ได้มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ แต่พื่นที่กรุงเทพมหานครถือเป็นพื้นที่หลักของพรรคอนาคตใหม่

ส่วนความคืบหน้าของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ครองแชมป์ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหลายสมัย นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ดูแลพื้นที่ กทม. กล่าวว่า ขณะนี้มีทั้งผู้ที่พรรคสนใจจะเชิญให้มาเป็นผู้สมัคร และผู้ที่อยากจะลงสมัครในนามพรรค ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาสรรหา เลือกคนที่มีความรู้ความสามารถ เป็นนักบริหาร และมีความตั้งใจรับใช้ชาว กทม.

ส่วนการที่พรรคไม่ได้ ส.ส.ในพื้นที่ กทม.เลยในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนั้น การตัดสินใจของคน กทม.จะแยกเรื่องการเลือกตั้งแต่ละครั้ง การเลือกตั้งผู้ว่าฯ
กทม.จะดูที่ตัวผู้สมัคร นโยบาย ความสามารถและพรรคการเมืองที่สังกัด

สำหรับข่าวนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม.กลับมาลงสมัคร รวมทั้งชื่อของนางนวลพรรณ ล่ำซำ ที่จะมาเป็น 1 ในแคนดิเดต นายองอาจ กล่าวว่า ยังมีเวลาพิจารณาตัดสินใจ ส่วนกรณีนางนวลพรรณ มีข่าวมานานแล้วเพราะเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ เป็นชื่อที่อยู่ในความสนใจของสังคม

ขณะที่สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจเรื่องสเปคผู้ว่าฯ กทม.ที่คนกรุงต้องการ โดยเก็บข้อมูล 1,060 ตัวอย่าง ระหว่าง 1-7 ก.ย. พบว่า ร้อยละ 64.0 ยังไม่มีใครในใจ ส่วนร้อยละ 36.0 มีพรรคการเมืองที่จะเลือกในใจแล้ว
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่