คปน.อีสาน ร้อง 'สุดารัตน์' ตรวจสอบโครงการประชารัฐ
https://www.matichon.co.th/region/news_1661909
เมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่วัดบ้านเชียงเพ็ง ต.เชียงเพ็ง อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร นาง
มะลิจิตร เอกตาแสง อายุ 58 ปี คณะกรรมการประชาชนคัดค้านโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลภาคอีสาน(คปน.)พร้อมด้วยนาย
สิรศักดิ์ สะดวก อายุ 40 ปี ผู้ประสานงาน คปน.ภาคอีสาน พร้อมด้วยคณะอีก 10 คนได้ยื่นหนังสือต่อคุณหญิง
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย และ 7 พรรคฝ่ายค้าน เพื่อตรวจสอบโครงการประชารัฐ กรณีโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลภาคอีสาน หลังเดินคุณหญิง
สุดารัตน์ทางมาเยี่ยม ให้กำลังใจและนำสิ่งของมามอบให้ชาวบ้านผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่
นาง
มะลิจิตร กล่าวว่าวันนี้เป็นตัวแทนในยื่นหนังสือถึงคุณหญิง
สุดารัตน์ และ 7 พรรคฝ่ายค้าน เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบกระบวนการและการดำเนินงานของโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในภาคอีสาน เพราะที่ผ่านมามีหลายพื้นที่ซึ่งกำลังจะมีโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลต่างก็ไม่เคยรับรู้ข้อมูลมาก่อนเลย ดังนั้นวันนี้จึงยื่นหนังสือให้พรรคฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่ในการตรวจสอบด้วย และเร็วๆ นี้ ตัวแทน คปน.ภาคอีสาน จะเดินทางไปยื่นหนังสือถึง 7 พรรคฝ่ายค้านอีกครั้งที่รัฐสภา
ด้านนาย
สิรศักดิ์ กล่าวว่าประเด็นหลักในการยื่นหนังสือถึงคุณหญิง
สุดารัตน์ และ 7 พรรคฝ่ายค้าน ก็คือ ให้มีดำเนินการตรวจสอบโครงการประชารัฐ กรณีโครงการโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล ที่กำลังจะเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคอีสาน เพราะว่าหลังจาก คปน. ได้ติดตามกระบวนการดำเนินการของโครงการประชารัฐกรณีโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล ในพื้นที่ภาคอีสาน พบว่า
1. พื้นที่ไม่เหมาะสมที่จะดำเนินโครงการก่อสร้าง เพราะโรงงานมาตั้งใกล้ชุมชน วัด โรงเรียน พื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์ เช่น พื้นที่ จ.อำนาจเจริญ-จ.ยโสธร,บ.ไผ่ จ. ขอนแก่น,จ.ศรีสะเกษ,อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์,จ.ร้อยเอ็ดและ จ.อุดรธานี
2. สถานที่จะดำเนินการก่อตั้งโรงงานไม่มีวัตถุดิบหลักคือ อ้อย
3. สถานที่จะก่อตั้งโรงงานนั้นใกล้ทรัพยากรสำคัญของชุมชน เช่นแหล่งน้ำ นั้นย่อมจะก่อให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรน้ำ ทั้งใต้ดินและเหนือผิวดิน
4. ขัดแย้งกับนโยบายจังหวัด
5. กระบวนการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ก็เหมือนเวทีที่ไม่รับฟังความคิดเห็น เนื่องจาก ก่อนจะมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นแต่ละครั้งในการดำเนินกระบวนการตามขั้นตอนนั้น จะต้องมีการให้ข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้านกับชาวบ้านที่อยู่ในชุมชนที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการก่อน เพื่อที่ชาวบ้านจะได้นำไปประกอบการตัดสินใจ ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ชาวบ้านในพื้นที่ไม่เคยรับรู้ข้อมูล ไม่เคยมีส่วนร่วม แต่มารับรู้อีกทีก็เป็นเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 หรือครั้งที่ 2 ผ่านไปแล้ว ซึ่งทาง คปน. เรียกว่าเวทีที่ไม่รับฟังความคิดเห็น
ดังนั้นทางผู้ประกอบการจะมาอ้างว่าคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตชุมชน จึงได้มีการจัดทำ EIA หรือการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาโครงการ เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น รวมถึงเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่น หรือในชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นจากการพัฒนาโครงการ จริงๆแล้วทางผู้ประกอบการเองไม่ได้เข้าใจวิถีชีวิตของชุมชนที่พึ่งพาอาศัยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรอก เพราะมิติทางด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชนไม่สามารถที่จะประเมินค่าได้ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ภาคอีสานถึงจะเป็นพื้นที่ที่ส่วนใหญ่จะมีการปลูกข้าว นั้นก็ย่อมหมายถึงการมีวิถีชีวิตที่ยึดโยงกับทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า มาตั้งแต่ตั้งรกราก มาตั้งแต่บรรพบุรุษ และชุมชนเขาก็มีสิทธิที่จะอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ด้านดิน ด้านน้ำ ด้านอากาศ และคุณภาพชีวิต เพื่อปกป้องชุมชน ปกป้องทรัพยากร ปกป้องวิถีชีวิต และชุมนชนก็มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญในการที่จะแสดงความคิดเห็นที่จะไม่เห็นด้วยในการที่จะมีโรงงานอุสาหกรรมขนาดใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ของเขา เนื่องจากการดำเนินโครงการอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบในหลายประเด็น เช่น
1. ผลกระทบด้านกลิ่น ฝุ่น เสียง น้ำเสีย
2. ผลกระทบด้านสังคมที่จะมีประชากรแฝงเข้ามาเพิ่มในพื้นที่มากขึ้น
3. ผลกระทบด้านการแย่งชิงทรัพยากร
4. ผลกระทบด้านการจราจร เป็นต้น
ดังนั้นทางคณะกรรมการประชาชนคัดค้านโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลภาค คปน.อีสาน จึงมีข้อเสนอต่อ 7 พรรคฝ่ายค้าน ดังนี้
1.ให้ตรวจสอบโครงการประชารัฐ กรณีโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลภาคอีสาน โดย เฉพาะ พื้นที่ ต.เชียงเพ็ง อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร,ต.น้ำปลีก อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ,โรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล อ.ไพรบึง อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ,โรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์,โรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล อ.บ่านไผ่ จ.ขอนแก่น.โรงไฟฟ้าชีวมวลขยะ อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี.โรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล จ.ร้อยเอ็ด
2. ต้องยกเลิกกระบวนการทั้งหมด เพราะทาง คปน.ภาคอีสาน มองว่าที่ผ่านมานั้นกระบวนการที่ผู้ประกอบการดำเนินการมานั้นผิดขั้นตอน
3. ให้มีการพูดคุยเปิดเผยข้อมูลนโยบายโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลทั้งภาคอีสาน
และ 4. จะต้องประเมินยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมภาคอีสานก่อน
5. ให้ 7 พรรคฝ่ายค้านลงพื้นที่ดูความจริง
อนาคตใหม่ ไม่ชัดส่ง “ธนาธร” ลงชิงผู้ว่าฯ กทม.- ปชป.มีตัวเลือกแล้ว
https://workpointnews.com/2019/09/08/bangkok-governor/
จากกรณีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่คาดว่าจะมีขึ้นปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า และมีการจับตามองว่าพรรคอนาคตใหม่จะส่งผู้สมัครหรือไม่หรือจะหลีกทางให้พรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทย ไปจนถึงกระแสข่าวว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค อาจจะเปลี่ยนจากการเมืองสนามใหญ่ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.แทน
วันที่ 8 ก.ย. นาย
ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวระหว่างเดินทางไปบรรยายเรื่องรัฐธรรมนูญ ที่ จ.ขอนแก่น ว่า เร็วๆ นี้พรรคจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ เบื้องต้นมีรายชื่อผู้ที่มีความเหมาะสมแล้ว 2-3 คน ทั้งผู้ชายและผู้หญิง โดยจะให้แคนดิเดตทุกคนร่วมกันแสดงวิสัยทัศน์เพื่อคัดเลือกผู้สมัครในนามพรรค
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีรายชื่อของนาย
ธนาธร ด้วยหรือไม่ นาย
ปิยบุตร ตอบเพียงว่า มั่นใจว่าเป็นบุคคลที่ประชาชนมีความคุ้นเคย
ส่วนการที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน อย่างพรรคเพื่อไทย จะส่งนาย
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ลงสมัครนั้น นาย
ปิยบุตร กล่าวว่า ไม่ได้มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ แต่พื่นที่กรุงเทพมหานครถือเป็นพื้นที่หลักของพรรคอนาคตใหม่
ส่วนความคืบหน้าของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ครองแชมป์ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหลายสมัย นาย
องอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ดูแลพื้นที่ กทม. กล่าวว่า ขณะนี้มีทั้งผู้ที่พรรคสนใจจะเชิญให้มาเป็นผู้สมัคร และผู้ที่อยากจะลงสมัครในนามพรรค ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาสรรหา เลือกคนที่มีความรู้ความสามารถ เป็นนักบริหาร และมีความตั้งใจรับใช้ชาว กทม.
ส่วนการที่พรรคไม่ได้ ส.ส.ในพื้นที่ กทม.เลยในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนั้น การตัดสินใจของคน กทม.จะแยกเรื่องการเลือกตั้งแต่ละครั้ง การเลือกตั้งผู้ว่าฯ
กทม.จะดูที่ตัวผู้สมัคร นโยบาย ความสามารถและพรรคการเมืองที่สังกัด
สำหรับข่าวนาย
อภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม.กลับมาลงสมัคร รวมทั้งชื่อของนาง
นวลพรรณ ล่ำซำ ที่จะมาเป็น 1 ในแคนดิเดต นาย
องอาจ กล่าวว่า ยังมีเวลาพิจารณาตัดสินใจ ส่วนกรณีนาง
นวลพรรณ มีข่าวมานานแล้วเพราะเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ เป็นชื่อที่อยู่ในความสนใจของสังคม
ขณะที่สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจเรื่องสเปคผู้ว่าฯ กทม.ที่คนกรุงต้องการ โดยเก็บข้อมูล 1,060 ตัวอย่าง ระหว่าง 1-7 ก.ย. พบว่า ร้อยละ 64.0 ยังไม่มีใครในใจ ส่วนร้อยละ 36.0 มีพรรคการเมืองที่จะเลือกในใจแล้ว
JJNY : 4in1 คปน.อีสานร้องสุดารัตน์/อนค.ไม่ชัดส่งธนาธรชิงผู้ว่าฯ กทม./นักวิชาการค้านเปิดผับถึงตี4/เตือนสงครามการค้ากระทบ
https://www.matichon.co.th/region/news_1661909
นางมะลิจิตร กล่าวว่าวันนี้เป็นตัวแทนในยื่นหนังสือถึงคุณหญิงสุดารัตน์ และ 7 พรรคฝ่ายค้าน เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบกระบวนการและการดำเนินงานของโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในภาคอีสาน เพราะที่ผ่านมามีหลายพื้นที่ซึ่งกำลังจะมีโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลต่างก็ไม่เคยรับรู้ข้อมูลมาก่อนเลย ดังนั้นวันนี้จึงยื่นหนังสือให้พรรคฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่ในการตรวจสอบด้วย และเร็วๆ นี้ ตัวแทน คปน.ภาคอีสาน จะเดินทางไปยื่นหนังสือถึง 7 พรรคฝ่ายค้านอีกครั้งที่รัฐสภา
ด้านนายสิรศักดิ์ กล่าวว่าประเด็นหลักในการยื่นหนังสือถึงคุณหญิงสุดารัตน์ และ 7 พรรคฝ่ายค้าน ก็คือ ให้มีดำเนินการตรวจสอบโครงการประชารัฐ กรณีโครงการโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล ที่กำลังจะเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคอีสาน เพราะว่าหลังจาก คปน. ได้ติดตามกระบวนการดำเนินการของโครงการประชารัฐกรณีโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล ในพื้นที่ภาคอีสาน พบว่า
1. พื้นที่ไม่เหมาะสมที่จะดำเนินโครงการก่อสร้าง เพราะโรงงานมาตั้งใกล้ชุมชน วัด โรงเรียน พื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์ เช่น พื้นที่ จ.อำนาจเจริญ-จ.ยโสธร,บ.ไผ่ จ. ขอนแก่น,จ.ศรีสะเกษ,อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์,จ.ร้อยเอ็ดและ จ.อุดรธานี
2. สถานที่จะดำเนินการก่อตั้งโรงงานไม่มีวัตถุดิบหลักคือ อ้อย
3. สถานที่จะก่อตั้งโรงงานนั้นใกล้ทรัพยากรสำคัญของชุมชน เช่นแหล่งน้ำ นั้นย่อมจะก่อให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรน้ำ ทั้งใต้ดินและเหนือผิวดิน
4. ขัดแย้งกับนโยบายจังหวัด
5. กระบวนการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ก็เหมือนเวทีที่ไม่รับฟังความคิดเห็น เนื่องจาก ก่อนจะมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นแต่ละครั้งในการดำเนินกระบวนการตามขั้นตอนนั้น จะต้องมีการให้ข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้านกับชาวบ้านที่อยู่ในชุมชนที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการก่อน เพื่อที่ชาวบ้านจะได้นำไปประกอบการตัดสินใจ ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ชาวบ้านในพื้นที่ไม่เคยรับรู้ข้อมูล ไม่เคยมีส่วนร่วม แต่มารับรู้อีกทีก็เป็นเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 หรือครั้งที่ 2 ผ่านไปแล้ว ซึ่งทาง คปน. เรียกว่าเวทีที่ไม่รับฟังความคิดเห็น
ดังนั้นทางผู้ประกอบการจะมาอ้างว่าคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตชุมชน จึงได้มีการจัดทำ EIA หรือการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาโครงการ เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น รวมถึงเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่น หรือในชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นจากการพัฒนาโครงการ จริงๆแล้วทางผู้ประกอบการเองไม่ได้เข้าใจวิถีชีวิตของชุมชนที่พึ่งพาอาศัยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรอก เพราะมิติทางด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชนไม่สามารถที่จะประเมินค่าได้ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ภาคอีสานถึงจะเป็นพื้นที่ที่ส่วนใหญ่จะมีการปลูกข้าว นั้นก็ย่อมหมายถึงการมีวิถีชีวิตที่ยึดโยงกับทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า มาตั้งแต่ตั้งรกราก มาตั้งแต่บรรพบุรุษ และชุมชนเขาก็มีสิทธิที่จะอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ด้านดิน ด้านน้ำ ด้านอากาศ และคุณภาพชีวิต เพื่อปกป้องชุมชน ปกป้องทรัพยากร ปกป้องวิถีชีวิต และชุมนชนก็มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญในการที่จะแสดงความคิดเห็นที่จะไม่เห็นด้วยในการที่จะมีโรงงานอุสาหกรรมขนาดใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ของเขา เนื่องจากการดำเนินโครงการอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบในหลายประเด็น เช่น
1. ผลกระทบด้านกลิ่น ฝุ่น เสียง น้ำเสีย
2. ผลกระทบด้านสังคมที่จะมีประชากรแฝงเข้ามาเพิ่มในพื้นที่มากขึ้น
3. ผลกระทบด้านการแย่งชิงทรัพยากร
4. ผลกระทบด้านการจราจร เป็นต้น
ดังนั้นทางคณะกรรมการประชาชนคัดค้านโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลภาค คปน.อีสาน จึงมีข้อเสนอต่อ 7 พรรคฝ่ายค้าน ดังนี้
1.ให้ตรวจสอบโครงการประชารัฐ กรณีโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลภาคอีสาน โดย เฉพาะ พื้นที่ ต.เชียงเพ็ง อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร,ต.น้ำปลีก อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ,โรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล อ.ไพรบึง อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ,โรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์,โรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล อ.บ่านไผ่ จ.ขอนแก่น.โรงไฟฟ้าชีวมวลขยะ อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี.โรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล จ.ร้อยเอ็ด
2. ต้องยกเลิกกระบวนการทั้งหมด เพราะทาง คปน.ภาคอีสาน มองว่าที่ผ่านมานั้นกระบวนการที่ผู้ประกอบการดำเนินการมานั้นผิดขั้นตอน
3. ให้มีการพูดคุยเปิดเผยข้อมูลนโยบายโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลทั้งภาคอีสาน
และ 4. จะต้องประเมินยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมภาคอีสานก่อน
5. ให้ 7 พรรคฝ่ายค้านลงพื้นที่ดูความจริง
อนาคตใหม่ ไม่ชัดส่ง “ธนาธร” ลงชิงผู้ว่าฯ กทม.- ปชป.มีตัวเลือกแล้ว
https://workpointnews.com/2019/09/08/bangkok-governor/
จากกรณีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่คาดว่าจะมีขึ้นปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า และมีการจับตามองว่าพรรคอนาคตใหม่จะส่งผู้สมัครหรือไม่หรือจะหลีกทางให้พรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทย ไปจนถึงกระแสข่าวว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค อาจจะเปลี่ยนจากการเมืองสนามใหญ่ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.แทน
วันที่ 8 ก.ย. นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวระหว่างเดินทางไปบรรยายเรื่องรัฐธรรมนูญ ที่ จ.ขอนแก่น ว่า เร็วๆ นี้พรรคจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ เบื้องต้นมีรายชื่อผู้ที่มีความเหมาะสมแล้ว 2-3 คน ทั้งผู้ชายและผู้หญิง โดยจะให้แคนดิเดตทุกคนร่วมกันแสดงวิสัยทัศน์เพื่อคัดเลือกผู้สมัครในนามพรรค
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีรายชื่อของนายธนาธร ด้วยหรือไม่ นายปิยบุตร ตอบเพียงว่า มั่นใจว่าเป็นบุคคลที่ประชาชนมีความคุ้นเคย
ส่วนการที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน อย่างพรรคเพื่อไทย จะส่งนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ลงสมัครนั้น นายปิยบุตร กล่าวว่า ไม่ได้มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ แต่พื่นที่กรุงเทพมหานครถือเป็นพื้นที่หลักของพรรคอนาคตใหม่
ส่วนความคืบหน้าของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ครองแชมป์ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหลายสมัย นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ดูแลพื้นที่ กทม. กล่าวว่า ขณะนี้มีทั้งผู้ที่พรรคสนใจจะเชิญให้มาเป็นผู้สมัคร และผู้ที่อยากจะลงสมัครในนามพรรค ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาสรรหา เลือกคนที่มีความรู้ความสามารถ เป็นนักบริหาร และมีความตั้งใจรับใช้ชาว กทม.
ส่วนการที่พรรคไม่ได้ ส.ส.ในพื้นที่ กทม.เลยในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนั้น การตัดสินใจของคน กทม.จะแยกเรื่องการเลือกตั้งแต่ละครั้ง การเลือกตั้งผู้ว่าฯ
กทม.จะดูที่ตัวผู้สมัคร นโยบาย ความสามารถและพรรคการเมืองที่สังกัด
สำหรับข่าวนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม.กลับมาลงสมัคร รวมทั้งชื่อของนางนวลพรรณ ล่ำซำ ที่จะมาเป็น 1 ในแคนดิเดต นายองอาจ กล่าวว่า ยังมีเวลาพิจารณาตัดสินใจ ส่วนกรณีนางนวลพรรณ มีข่าวมานานแล้วเพราะเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ เป็นชื่อที่อยู่ในความสนใจของสังคม
ขณะที่สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจเรื่องสเปคผู้ว่าฯ กทม.ที่คนกรุงต้องการ โดยเก็บข้อมูล 1,060 ตัวอย่าง ระหว่าง 1-7 ก.ย. พบว่า ร้อยละ 64.0 ยังไม่มีใครในใจ ส่วนร้อยละ 36.0 มีพรรคการเมืองที่จะเลือกในใจแล้ว