เมื่อคนไทยได้สัมผัสวัฒนธรรมคนผิวสี

ในค่ำคืนอันหนาวเหน็บของเดือนกุมภาพันธ์ มือของฉันถูเเจ็คเก็ตสีน้ำตาลเเดงเพื่อสร้างความอุ่นให้กับตัวเอง นี่เป็นครั้งที่สองที่ได้มาเยือนรัฐทางใต้ เมื่อปี 2560 ฉันเดินฉับๆในความมืด หัวเราะไปวิ่งไปพร้อมกับมิทเชลเเละเจสันเพื่อไปดูขบวนเเห่มาร์ดิกราส์ (Mardi Gras) ซึ่งเป็นงานเฉลิมฉลองก่อนจะถือศีลอดของชาวคริสเตียน จัดขึ้นในทุกเมืองของหลุยส์เซียน่า เนื่องจากขบวนผ่านไปตามถนนเกือบหมดทุกเส้น นี่คงเป็นเส้นสุดท้ายที่จะได้เห็น
ผู้คน ครอบครัว เพื่อนฝูงต่างพากันคุยอย่างออกรสก่อนขบวนพาเหรดจะมาถึง เด็กสิบขวบเต้นใบหน้าเปื้อนยิ้มด้วยสีหน้ามั่นใจตามจังหวะฮิปฮอปดังมาตามลำโพงที่วางอยู่ตรงสนามหญ้า บางคนถือแก้วเบียร์พลาสติกพร้อมเสียงหัวเราะ ถึงเเม้จะเป็นชุมชนเล็กๆ มาร์ดิกราส์ที่นี่ยังคงเป็นเทศการสำคัญประจำปี ฉันมองไปรอบตัว จู่ๆก็เกิดความรู้สึกแปลกพิกลปนความสงสัย นี่ฉันอาจจะเป็นคนไทยหรือคนเอเชียคนเดียวในสถานที่เเห่งนี้ ไม่เเน่ใจว่าเป็นเพราะเป็นความไม่คุ้นชินกับวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นตรงหน้าหรืออย่างไร เป็นอีกครั้งที่ฉันรู้สึกอึดอัด เป็นชนกลุ่มน้อยในขณะยืนข้างๆเเฟนกับเพื่อนที่เป็นคนขาว

อีกไม่กี่ชั่วอึดใจ ขบวนเเห่เคลื่อนตัวช้าๆเข้ามาในพื้นที่ ตำรวจสองนายนั่งบนหลังม้าควบผ่านไป ต่อมาก็มีรถกระบะที่ตกเเต่งด้วยไฟสีต่างๆ มีผู้ชายสองสามคนที่นั่งอยู่ท้ายกระบะคันเเรกที่ไม่ได้ตกเเต่งอะไรเลย พร้อมถือธงสมาพันธรัฐสีเเดงฉานพร้อมกากบาทน้ำเงินที่มีดาวสีขาวเรียงประดับ ธงนี้อาจตีความกลับไปตั้งเเต่สงครามกลางเมืองที่สนับสนุนรัฐทางใต้ที่อยากจะเเยกตัวออกจากทางตอนเหนือ เนื่องด้วยความขัดเเย้งทางผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเเละการเมืองอดีด ดังนั้นธงกลายเป็นสัญลักษณ์เเห่งการกดขี่ทาส การเหยียดสีผิว ในขณะเดียวกันบางกลุ่มตีความว่าเป็นความภูมิใจของคนทางใต้

ความเงียบงันเกิดขึ้นชั่วขณะตามด้วยเสียงโห่ด้วยความไม่พอใจ ก่อนหน้าฉันเข้าใจเรื่องการปะทะของเชื้อชาติเเละวัฒนธรรมเเค่เพียงผิวเผิน เเต่เนื่องด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ความฉงนของฉันเพิ่มขึ้นทวีคูณ อะไรคือความเเตกต่างในด้านวัฒนธรรมเเละอดีตอันขมขื่นของประเทศสหรัฐอเมริกา ทำไมถึงยังมีการเเบ่งเเยกมาจนถึงวันนี้ คืนนั้นเป็นคืนที่ฉันไม่เคยลืม หลังจากธงอันเป็นสัญลักษณ์ปลิวผ่านไป ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ ทุกคนปล่อยวางความขัดเเย้งชั่วขณะ เเละฉลองงานมาร์ดิกราส์ รอรับสร้อยลูกปัดนำโชคจากขบวนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ภายใต้ธงสัญลักษณ์ มีเรื่องซับซ้อนเเละละเอียดอ่อนมากกว่านั้น

สองปีต่อมา ฉันเเต่งงานเเละย้ายมาที่เมืองเล็กในรัฐหลุยส์เซียน่า รัฐยังคงความอนุรักษ์นิยม เเละมีร่องรอยของวัฒนธรรมในอดีตส่งทอดมาจนถึงรุ่นหลานที่มีทั้งคนขาวเเละดำ ซึ่งเป็นประชากรส่วนมาก ฉันเจอคู่รักต่างชาติไม่กี่ครั้ง ส่วนคนเอเชียนั้นมีประปราย บางครั้งเห็นได้ตามร้านสะดวกซื้อ เเละร้านอาหารเอเชีย ความเป็นอยู่ที่นี่ช่างเรียบง่าย เวลาเดินช้ากว่าในเมืองใหญ่ คนใจเย็นเเละรักษามารยาทดี เปิดประตูให้คนอื่นเข้าก่อนเสมอ เเละเเสดงความนอบน้อมด้วยคำพูดจา เช่น Mam หรือ Sir เหมือนครับ ค่ะ ถ้าฉันยิ้มทักทาย พวกเขามักจะยิ้มกลับอย่างไม่เสเเสร้ง

มื่อมองไปที่เเม่น้ำแดง Shreveport เเสงอาทิตย์ยามเย็นส่องกระทบเเม่น้ำสายใหญ่ที่ลอดใต้สะพานในช่วงฤดูร้อนที่อบอ้าว เสียงจิ้งหรีดร้องระงมผ่านหญ่าใต้ต้นเเมกโนเลีย ต้นไม้ประจำรัฐที่ผลิดอกสีขาว ฉันจินตนาการว่าตนยืนอยู่ท่ามกลางสถานที่ประวัติศาสตร์ ฉันเห็นมือหยาบของคนงานทาสสัมผัสเมล็ดฝ้าย พยายามจะใช้เครื่องเเยกเมล็ดฝ้ายด้วยสีหน้าอิดโรย เสียงบูธกระทบกับดินลูกรัง เสียงลูกปืนดังเป็นระยะ จากนั้นฉันไม่ได้ยินอะไรเลย นอกจากการประท้วงของผู้หญิงผิวสีที่ไม่ยอมลุกไปนั่งในที่สำหรับคนผิวสีในรถบัสที่เมืองมอนโกมอรี่ เเละเสียงสะท้อนสุนทรพจน์ "ข้าพเจ้ามีความฝัน" ล่องลอยผ่านไป เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นภายในไม่กี่ร้อยปี ฟังดูเเล้วเหมือนไม่นานมานี้เอง

"เข้าใจ๊"

ชายผิวดำอายุประมาณ 70 กลางๆ ปลุกฉันให้ตื่นจากความคิดกลับมาสู่ปัจจุบัน ฉันกำลังเรียนกฎขับขี่ปลอดภัย อาจารย์ที่สอนเป็นคนอารมณ์ดีเเละตลก เเม้ฉันจะฟังศัพท์เเสลงไม่รู้เรื่อง เเต่ฉันรู้ว่าอาจารย์หวังดีกับพวกเราให้สอบข้อเขียนผ่าน จึงมักจะหันมาถามว่าเข้าใจถี่ถ้วนเเล้วหรือยัง เป็นอีกครั้งที่ฉันเข้ามาเรียนในย่านคนผิวสี เพื่อนๆที่มาเรียนด้วยอีกสี่มาจากชุมชนที่ชั้นเคยดูขบวนเเห่ ฉันสังเกตเห็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ผู้หญิงคนนึงบอกฉันว่าไม่เคยออกไปจากรัฐที่ตัวเองอยู่เลย

ฉันเดินออกมาจากโรงเรียนขับรถ เเละเจอฌอน ครูฝึกสอนขับรถที่ฉันต้องนั่งขับไปด้วยอีกแปดชั่วโมง ภายในสองวัน

ฉันชวนเริ่มฌอนคุยขณะตัวรถขับผ่านถนนในตัวชนบทที่ล้อมไปด้วยธรรมชาติ ต้นไม้เขียวชอุ่ม ฌอนเคยเป็นครูสอนโรงเรียนมัธยมต้นเเต่ผันตัวมาสอนขับรถ ดูเป็นคนใจเย็นพอสมควร เราคุยกันเรื่องทั่วไปจาก เกม เเนวเพลงที่ชอบ งานอดิเรก ไปจนถึงเรื่องของเหมารวม ฌอนถามเรื่องประเทศไทย ครอบครัวของฉัน สุดท้ายถามฉันว่าเห็นด้วยกับความคิดเรื่องผู้หญิงเอเชียขับรถห่วยหรือไม่ ฉันรีบตอบทีเล่นทีจริงว่า ใช่ ฉันเห็นด้วย ดูฉันขับสิ ฌอนหัวเราะเเละชมว่าฉันขับรถได้ดี เเละดีกว่าคุณป้าคนจีนที่เขาสอนเดือนก่อนที่เกือบชนรั้ว

ฉันประหลาดใจที่เห็นความเปิดกว้างเเละเเนวคิดที่เปิดรับของเพื่อนใหม่

สิบนาทีสุดท้าย ฉันขับรถเข้าตัวเมือง เเละหยุดตรงสี่เเยกไฟแดง ด้วยความสงสัยฉันเลยเอ่ยปากถามความเห็นเรื่อง คำที่ผิวสีใช้เรียกพวกตัวเอง เเต่ถ้าถูกเรียกโดยชาติอื่นอาจจะเป็นคำดูหมิ่น ฉันเห็นตัวอย่างจากสื่ออย่างซีรีย์ Dear White People ที่เล่าเรื่องกลุ่มนักเรียนผิวดำเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำที่คนขาวมีอิทธิพลมากกว่า ตัวละครในเรื่องไปมีเรื่องกับเพื่อนผิวขาวเพราะเขาเเรพคำว่า Nigga หรือ ไอ้มืด

ฌอนหัวเราะอีกครั้ง

"รู้อะไรไหม คุณย่าฉันสอนฉันไว้ว่า ที่จริงเเล้วทุกคนคือ nigga คำนี้ไม่ควรจะมาเป็นเรื่องเป็นราวเลย เพราะมันสื่อถึงคนทั่วไป มนุษย์"

ฉันพยักหน้าเห็นด้วย เพราะฉันเข้าใจความหมายที่เขาสื่อ บางทีเราไม่รู้ว่าทำไมเเค่คำๆเดียวทำให้เกิดความเกลียดชัง ความขัดเเย้งได้ถึงขนาดนี้ ฌอนพูดต่อว่าถ้าเขามีลูก คงไม่สอนให้ใช้คำนี้เเล้ว เเต่ที่ฌอนใช้อยู่เพราะเขาโตมากับมัน

ฉันยิ้มอย่างเข้าใจ เเละเลี้ยวเข้าจอดที่โรงเรียน จากนั้นจับมือขอบคุณเเละล่ำลา

มนุษย์มักใช้สิ่งสมมุติขึ้นมาสร้างความคิด กฎระเบียบ กำหนดการวัดคุณค่าของสิ่งต่างๆ เเม้เเต่การกระทำ ภาษาเเละคำที่ใช้ เราขีดเส้นหลักดินเเดนทั่วโลกเพื่อ "กั้น " เพื่อสร้างความเเตกต่าง จนบางทีลืมนึกไปว่าการเข้าใจความเเตกต่างคือสิ่งที่สำคัญที่สุด


ขอบคุณที่อ่านนะคะ เราตั้งใจเขียนเรื่องนี้มานานเเล้ว สุดท้ายก็เขียนเสร็จ เพี้ยนลอย
ติดตามเพจชีวิตในหลุยส์เซียน่า ได้ที่ 9081 Miles from here Facebook Page
มีบล็อกด้วยฮะ https://9081mi.wordpress.com/
]
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่