สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 7
ตอนนั้นมันเป็นวิกฤติที่มีโอกาส
จุดเริ่มต้นวิกฤตจริงๆมันเกิดจากการ เปิดเสรีให้มีการนำเงินจากต่างประเทศเข้ามาโดยไม่มีการควบคุม จนทำให้เกิดพวกจับเสือมือเปล่า กู้เงิน ตปท เอามาปั่นราคาซื้อขายเปลี่ยนมืออสังหา กันอย่างเมามัน แต่พอทุกอย่างพังทลายดันโบ้ยย้อยหลังกลับไปโยนขี้ให้คนอื่น
วิกฤติมันมาพร้อมโอกาส หุ้นตัวละหลายร้อย ลดราคาลงมาขาย 2ตัว บาท เยอะแยะไปหมด
รถใหม่ป้ายแดง เพิ่งถอยมาคันละ 500,000 ขาย 100,000 เดียว
มันต่างกับยุคนี้โดยสิ้นเชิง ที่เป็นวิกตที่ไร้โอกาส มีแต่ของแพง กับคำพูดลวงโลก ให้ปรับตัว บลาๆๆๆๆๆๆ
จุดเริ่มต้นวิกฤตจริงๆมันเกิดจากการ เปิดเสรีให้มีการนำเงินจากต่างประเทศเข้ามาโดยไม่มีการควบคุม จนทำให้เกิดพวกจับเสือมือเปล่า กู้เงิน ตปท เอามาปั่นราคาซื้อขายเปลี่ยนมืออสังหา กันอย่างเมามัน แต่พอทุกอย่างพังทลายดันโบ้ยย้อยหลังกลับไปโยนขี้ให้คนอื่น
วิกฤติมันมาพร้อมโอกาส หุ้นตัวละหลายร้อย ลดราคาลงมาขาย 2ตัว บาท เยอะแยะไปหมด
รถใหม่ป้ายแดง เพิ่งถอยมาคันละ 500,000 ขาย 100,000 เดียว
มันต่างกับยุคนี้โดยสิ้นเชิง ที่เป็นวิกตที่ไร้โอกาส มีแต่ของแพง กับคำพูดลวงโลก ให้ปรับตัว บลาๆๆๆๆๆๆ
ก้นกบ ซึ้ง, สมาชิกหมายเลข 839221 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4348819 ถูกใจ, Just My Opinion ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1246697 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4059056 ถูกใจ, ToButterfly347 ซึ้ง, The man from black water city ถูกใจ, jeeper ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1171324 ถูกใจรวมถึงอีก 49 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
ความคิดเห็นที่ 56
กรณีต้มยำกุ้งเป็นกรณีคลาสิกที่เป็นกรณีตัวอย่างให้คนทั้งโลกตื่นจากโลกการเงินที่หลอกลวงและสวยงาม และตระหนักถึงการให้ความสำคัญกับการบริหาร และวินัยทางการเงินมากขึ้น
- ประเทศไทยในยุคนั้นตรงกับสมัยพลเอกเปรม ประเทศไทยยึดนโยบายประหยัด [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ทำให้มีเสถียรภาพทั้งทางด้านการเมือง การคลัง มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และค่าเงินบาทก็ไม่ได้รับผลกระทบเพราะอัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบคงตัวจึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ญี่ปุ่นเจรจาของเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทย
- ในช่วงรัฐบาลของ พลเอก ชาติชาย ซึ่งพยายามเปลี่ยนประเทศไทยที่เป็นปรเทศเกษตรกรรมมาเป็นประเทศอุตสาหกรรม ตามนโยบาย เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้คนสมัยนั้นจะคุ้นกับคำว่า ประเทศไทยจะเป็น "นิค" นโยบายนี้นำคนจากภาคการเกษตรทิ้งไร่นาเข้ามาทำงานในโรงงาน เศรษฐกิจไทยโตเร็วมากๆ เรียกว่าคนไทยตอนนั้นใช้เงินกันเป็นกระดาษ ใครมีที่ยิ่งได้ใจเพราะที่ดินมีค่ามากกว่าทองคำ ราคาขึ้นรายวันเลยทีเดียว คนไทยพากันชะล่าใจ ฟุ่มเฟือยกันสุดๆ (ผมว่าอาการเหมือนพี่จีนตอนนี้ที่รวยขึ้นอย่างรวดเร็ว) เพราะเงินหาง่าย ทีดินที่ 3 - 4 ปีที่แล้วราคาหลักหมื่น อาจจะขายได้หลายสิบล้าน
- ปี 2532 แบงก์ชาติจึงมีนโยบายให้เปิดเสรีทางการเงินเป็นฉบับแรก [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้เพราะรัฐบาลคิดว่าประเทศไทยพร้อมสำหรับการแข่งขันในตลาดระหว่างประเทศแล้ว สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติขนเงินเข้าออกประเทศได้อย่างเต็มที่ปลดล็อคให้ต่างชาติขนเงินเข้าออกได้สบายๆ
- เมื่อปลดล็อคแล้วต่างชาติสามารถเข้ามาเกร็งกำไรที่ดิน และหุ้นในบ้านเราได้สบายๆ ราคาของหุ้นและที่ดินจึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
- การที่ประเทศไทยยังใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงตัว (Fixed Foreign Exchange Rate) 25 บาท ต่อ U$ แต่เปิดเสรีทางการเงิน
ทำให้บริษัทที่ตั้งขึ้นในประเทศไทยไปกู้ยืมเงินจากต่างประเทศแทน [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยไทยสูงมากเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยต่างประเทศเลยเกิดเหตุการแบงค์ไปกู้เงินต่างประเทศดอกถูก มาปล่อยในประเทศดอกแพงกว่าได้กำไรแบบง่ายๆ ส่วนรายย่อยการกู้เงินสมัยนั้นทำง่ายๆ แค่มีที่ดินไปค้ำไว้ เพราะที่ดินมีค่ากว่าทองคำ จึงมีคนลงทุนแบบจับเสือมือเปล่า ซื้อที่ดินมาทำบ้านจัดสรรแล้วใช้ที่ผืนนั้นแหล่ะ ค้ำประกันเพื่อขอกู้เงินไปทำโครงการ เพราะราคาประเมินเกินจริงมากๆ
- ปี 2539 เป็นช่วงเวลาที่หลายฝ่ายเริ่มมองเห็นอาการอ่อนแอของระบบเศรษฐกิจไทยรวมทั้ง พ่อมดการเงินนาม "จอร์จ โซรอส" เริ่มเข้าโจมตีค่าเงินบาท [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้โดยตุ้นเงิน US ไว้เยอะๆ เพราะคนไทยมากู้เงิน US เยอะนี่ พอเงิน US ขาดสภาพคล่องค่าเงินก็พุ่งสูงขึ้น คนที่ถือเงินบาทก็ต้องรีบจ่ายหนี้ (หนีค่าเงินที่พุ่งขึ้น) แต่แบงค์ชาติตอนนั้นยังดื้อก็ไม่ยอมปล่อยยังยึด 20 บาท ต่อเพราะคิดว่าเอาอยู่ (ประมาทกันทั้งประเทศ) วิธีการคือแบงค์ชาติก็ไปแย่งซื้อดอลล่ากับเค้าบ้างแล้วเอามาปล่อยถูกๆเพื่อหวังจะให้สมดุล ยื้อกันไปกันมา ในที่สุดปลาใหญ่ย่อมกินปลาเล็ก โซลอสชนะ เพราะเงินธนาคารแห่งประเทศไทยหมดหน้าตัก !!!
- 2 ก.ค. 2540 ทุกอย่างก็พังทลายลงภายในวันเดียว อาจจะต้องใช้คำว่าเศรษฐกิจไทยถล่มทลายลงในพริบตาจากการลอยตัวค่าเงินบาท [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้โดยจุดเกิดเหตุคือประเทศไทยและกระทบเป็นโดมิโน่ไปทั่วโลก หลังการประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ภายใต้รัฐบาลของ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ที่มีนายทนง พิทยะ รมว.คลัง ตอนนั้นได้เสนอให้ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท หรือเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทจากระบบคงที่ เป็นระบบลอยตัวแบบมีการจัดการ ผลคือเงินบาทจากดอลล่าละ 25 บาท อ่อนตัวทันที สะท้อนความเป็นจริงของอัตรดอกเบี้ยในตอนนั้น เงินบาทจาก 25 บาท จึงมาอยู่ที่ 56 บาท ทันที
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้- เกิดหนี้เน่า LPN เกิน 50% ของผู้กู้ยืม (เกิดวลี ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย โดยสวัสดิ์ หอรุ่งเรือง เจ้าสัวแสนล้านถูกฟ้องล้มละลายได้เคยกล่าวไว้) นั่นเพราะค้ำด้วยที่ดิน เมื่อที่ดินไม่มีค่าแล้วก็ยึดไปสิ คนซวยคือ ธนาคาร
- ปิด 58 ไฟแนนซ์ ธนาคารพาณิชย์ล้ม 6 แห่ง เพราะหนี้เน่านั่นแหล่ะ
- วันที่ 14 ส.ค. 2540 ต้องเข้าโปรแกรมของ IMF เพื่อกู้เงิน 1.45 หมื่นล้านดอลลาร์ มาใช้หนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย
- ปรส. และ บรส. ต้องเข้ามารับซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน 58 แห่ง และสถาบันการเงินอื่นแทน ต่อมาโอนหนี้ให้โอนหนี้ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ (บสก.) และบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท(บสส.) แทน
- ลอยแพพนักงาน ไม่ใช่มีแค่เจ้าของธุรกิจเท่านั้นที่โดนผลกระทบ คนหาเช้ากินค่ำก็โดนไปด้วย เพราะบริษัทและโรงงานปิดตัวลง ทำให้ต้องลอยแพพนักงาน ไม่มีแม้แต่ค่าชดเชย เพราะเจ้าของก็ไม่มีเหมือนกัน ต้องไปฟ้องกันเอาเองหลังจากธนาคารยึดทรัพย์แล้ว (ใครจะรอฟะ)
- คนรวยเคยรวยต่างจะต้องเอาทรัพย์สินตัวเองมาขาย เกิด "เปิดท้ายขายของคนเคยรวย" ขึ้น
ผลกระทบที่เจอกับตัวเอง และคนรอบๆตัว
- แผนการจะไปเรียนต่อต่างประเทศเป็นหมันทันที ตอนนั้นที่บ้านฐานะปานกลาง แต่ด้วยก่อนหน้านี้เศรษฐกิจดีมาก เพื่อนพ่อแม่ก็ส่งลูกไปเรียนต่างประเทศกันเป็นส่วนมาก ก็เลยมีแผนจะดูที่เรียนต่อเมืองนอกเอาไว้ จะโชคดีหรือโชคร้ายไม่รู้ ที่ฟองสบูแตกซะก่อน (คือถ้าแตกที่หลังอาจจะหนักกว่านี้ก็ได้)
- ป้าข้างบ้าน ขายที่ได้ต่อมาเลยไปเป็นนายหน้าขายที่ ใส่ทองเต็มตัว ขับเบนซ์ แต่ไม่กี่วันต่อมาหลังต้มยำกุ้ง แกโดนยึดบ้าน ยึดที่ แล้วต้องย้ายไปบ้านนอก จะว่าไปก็ไม่เจอแกอีกเลย
- เพื่อนหลายคนหายไปจากห้องเรียน และไม่ได้เจอกันอีกเลย
ไล่ประวัติศาสตร์ก่อนเกิดต้มยำกุ้ง
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้- พ.ศ. 2528 เกิดสนธิสัญญาพลาซ่าที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐฯและญี่ปุ่น [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ให้ประเทศญี่ปุ่นต้องขึ้นค่าเงินเยน เพราะมีการส่งออกมากจนเอาเปรียบคู่ค้าทั่วโลก ทำให้ญี่ปุ่นต้องหาฐานการผลิตใหม่- ประเทศไทยในยุคนั้นตรงกับสมัยพลเอกเปรม ประเทศไทยยึดนโยบายประหยัด [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ทำให้มีเสถียรภาพทั้งทางด้านการเมือง การคลัง มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และค่าเงินบาทก็ไม่ได้รับผลกระทบเพราะอัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบคงตัวจึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ญี่ปุ่นเจรจาของเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทย
- ในช่วงรัฐบาลของ พลเอก ชาติชาย ซึ่งพยายามเปลี่ยนประเทศไทยที่เป็นปรเทศเกษตรกรรมมาเป็นประเทศอุตสาหกรรม ตามนโยบาย เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้คนสมัยนั้นจะคุ้นกับคำว่า ประเทศไทยจะเป็น "นิค" นโยบายนี้นำคนจากภาคการเกษตรทิ้งไร่นาเข้ามาทำงานในโรงงาน เศรษฐกิจไทยโตเร็วมากๆ เรียกว่าคนไทยตอนนั้นใช้เงินกันเป็นกระดาษ ใครมีที่ยิ่งได้ใจเพราะที่ดินมีค่ามากกว่าทองคำ ราคาขึ้นรายวันเลยทีเดียว คนไทยพากันชะล่าใจ ฟุ่มเฟือยกันสุดๆ (ผมว่าอาการเหมือนพี่จีนตอนนี้ที่รวยขึ้นอย่างรวดเร็ว) เพราะเงินหาง่าย ทีดินที่ 3 - 4 ปีที่แล้วราคาหลักหมื่น อาจจะขายได้หลายสิบล้าน
- ปี 2532 แบงก์ชาติจึงมีนโยบายให้เปิดเสรีทางการเงินเป็นฉบับแรก [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้เพราะรัฐบาลคิดว่าประเทศไทยพร้อมสำหรับการแข่งขันในตลาดระหว่างประเทศแล้ว สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติขนเงินเข้าออกประเทศได้อย่างเต็มที่ปลดล็อคให้ต่างชาติขนเงินเข้าออกได้สบายๆ
- เมื่อปลดล็อคแล้วต่างชาติสามารถเข้ามาเกร็งกำไรที่ดิน และหุ้นในบ้านเราได้สบายๆ ราคาของหุ้นและที่ดินจึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
- การที่ประเทศไทยยังใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงตัว (Fixed Foreign Exchange Rate) 25 บาท ต่อ U$ แต่เปิดเสรีทางการเงิน
ทำให้บริษัทที่ตั้งขึ้นในประเทศไทยไปกู้ยืมเงินจากต่างประเทศแทน [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยไทยสูงมากเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยต่างประเทศเลยเกิดเหตุการแบงค์ไปกู้เงินต่างประเทศดอกถูก มาปล่อยในประเทศดอกแพงกว่าได้กำไรแบบง่ายๆ ส่วนรายย่อยการกู้เงินสมัยนั้นทำง่ายๆ แค่มีที่ดินไปค้ำไว้ เพราะที่ดินมีค่ากว่าทองคำ จึงมีคนลงทุนแบบจับเสือมือเปล่า ซื้อที่ดินมาทำบ้านจัดสรรแล้วใช้ที่ผืนนั้นแหล่ะ ค้ำประกันเพื่อขอกู้เงินไปทำโครงการ เพราะราคาประเมินเกินจริงมากๆ
---- ที่ร่ายมาซะยาว เพราะอยากให้เห็นภาพสะท้อนว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นสำหรับคนที่เกิดไม่ทัน -----
- ปี 2539 เป็นช่วงเวลาที่หลายฝ่ายเริ่มมองเห็นอาการอ่อนแอของระบบเศรษฐกิจไทยรวมทั้ง พ่อมดการเงินนาม "จอร์จ โซรอส" เริ่มเข้าโจมตีค่าเงินบาท [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้โดยตุ้นเงิน US ไว้เยอะๆ เพราะคนไทยมากู้เงิน US เยอะนี่ พอเงิน US ขาดสภาพคล่องค่าเงินก็พุ่งสูงขึ้น คนที่ถือเงินบาทก็ต้องรีบจ่ายหนี้ (หนีค่าเงินที่พุ่งขึ้น) แต่แบงค์ชาติตอนนั้นยังดื้อก็ไม่ยอมปล่อยยังยึด 20 บาท ต่อเพราะคิดว่าเอาอยู่ (ประมาทกันทั้งประเทศ) วิธีการคือแบงค์ชาติก็ไปแย่งซื้อดอลล่ากับเค้าบ้างแล้วเอามาปล่อยถูกๆเพื่อหวังจะให้สมดุล ยื้อกันไปกันมา ในที่สุดปลาใหญ่ย่อมกินปลาเล็ก โซลอสชนะ เพราะเงินธนาคารแห่งประเทศไทยหมดหน้าตัก !!!
- 2 ก.ค. 2540 ทุกอย่างก็พังทลายลงภายในวันเดียว อาจจะต้องใช้คำว่าเศรษฐกิจไทยถล่มทลายลงในพริบตาจากการลอยตัวค่าเงินบาท [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้โดยจุดเกิดเหตุคือประเทศไทยและกระทบเป็นโดมิโน่ไปทั่วโลก หลังการประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ภายใต้รัฐบาลของ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ที่มีนายทนง พิทยะ รมว.คลัง ตอนนั้นได้เสนอให้ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท หรือเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทจากระบบคงที่ เป็นระบบลอยตัวแบบมีการจัดการ ผลคือเงินบาทจากดอลล่าละ 25 บาท อ่อนตัวทันที สะท้อนความเป็นจริงของอัตรดอกเบี้ยในตอนนั้น เงินบาทจาก 25 บาท จึงมาอยู่ที่ 56 บาท ทันที
หลังจากประกาศเงินบาทลอยตัวเกิดอะไรขึ้นบ้าง
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้- เกิดหนี้เน่า LPN เกิน 50% ของผู้กู้ยืม (เกิดวลี ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย โดยสวัสดิ์ หอรุ่งเรือง เจ้าสัวแสนล้านถูกฟ้องล้มละลายได้เคยกล่าวไว้) นั่นเพราะค้ำด้วยที่ดิน เมื่อที่ดินไม่มีค่าแล้วก็ยึดไปสิ คนซวยคือ ธนาคาร
- ปิด 58 ไฟแนนซ์ ธนาคารพาณิชย์ล้ม 6 แห่ง เพราะหนี้เน่านั่นแหล่ะ
- วันที่ 14 ส.ค. 2540 ต้องเข้าโปรแกรมของ IMF เพื่อกู้เงิน 1.45 หมื่นล้านดอลลาร์ มาใช้หนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย
- ปรส. และ บรส. ต้องเข้ามารับซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน 58 แห่ง และสถาบันการเงินอื่นแทน ต่อมาโอนหนี้ให้โอนหนี้ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ (บสก.) และบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท(บสส.) แทน
- ลอยแพพนักงาน ไม่ใช่มีแค่เจ้าของธุรกิจเท่านั้นที่โดนผลกระทบ คนหาเช้ากินค่ำก็โดนไปด้วย เพราะบริษัทและโรงงานปิดตัวลง ทำให้ต้องลอยแพพนักงาน ไม่มีแม้แต่ค่าชดเชย เพราะเจ้าของก็ไม่มีเหมือนกัน ต้องไปฟ้องกันเอาเองหลังจากธนาคารยึดทรัพย์แล้ว (ใครจะรอฟะ)
- คนรวยเคยรวยต่างจะต้องเอาทรัพย์สินตัวเองมาขาย เกิด "เปิดท้ายขายของคนเคยรวย" ขึ้น
ผลกระทบที่เจอกับตัวเอง และคนรอบๆตัว
- แผนการจะไปเรียนต่อต่างประเทศเป็นหมันทันที ตอนนั้นที่บ้านฐานะปานกลาง แต่ด้วยก่อนหน้านี้เศรษฐกิจดีมาก เพื่อนพ่อแม่ก็ส่งลูกไปเรียนต่างประเทศกันเป็นส่วนมาก ก็เลยมีแผนจะดูที่เรียนต่อเมืองนอกเอาไว้ จะโชคดีหรือโชคร้ายไม่รู้ ที่ฟองสบูแตกซะก่อน (คือถ้าแตกที่หลังอาจจะหนักกว่านี้ก็ได้)
- ป้าข้างบ้าน ขายที่ได้ต่อมาเลยไปเป็นนายหน้าขายที่ ใส่ทองเต็มตัว ขับเบนซ์ แต่ไม่กี่วันต่อมาหลังต้มยำกุ้ง แกโดนยึดบ้าน ยึดที่ แล้วต้องย้ายไปบ้านนอก จะว่าไปก็ไม่เจอแกอีกเลย
- เพื่อนหลายคนหายไปจากห้องเรียน และไม่ได้เจอกันอีกเลย
ลิงสองตัว ถูกใจ, จาจั๊กจี้ ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1293457 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 839221 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4348819 ถูกใจ, Ilovenump ซึ้ง, เฮียกุ่ย ณ. แพร่ ถูกใจ, Josephine March ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1171324 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4599629 ถูกใจรวมถึงอีก 14 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
ความคิดเห็นที่ 13
ตอนนั้นทำงานได้ปีเศษ บริษัทที่ทำงานลดคนหลายครั้ง ลดเงินเดือน ลดวันทำงาน ค่าเงินเปลี่ยนจาก 25 บาทไปเป็น 50 กว่าบาท เวลาเสนอราคาลูกค้าต้องระบุอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงไว้ด้วย ยืนราคาแค่ 7 วัน และไม่ยืนราคาเมื่ออัตราแลกเปลี่ยนเกินที่ระบุไว้
ประสบการณ์ตรงที่จำไม่ลืมคือ ตอนนั้นรับผิดชอบงานโครงการราชการ (ซึ่งเป็นลูกค้าที่ดีที่สุดตอนนั้น เนื่องจากไม่เบี้ยวหนี้แน่นอน) วันนั้นวันศุกร์ปลายเดือนเวลาประมาณบ่ายโมงเศษๆ เจ้านายเดินมาที่โต๊ะ เอากุญแจรถแกมาให้ แล้วบอกให้ขับรถไปวางบิลเบิกเงินที่หน่วยงานราขการที่มวกเหล็กให้หน่อย ต้องไปวางบิลให้ได้ก่อนบ่ายสามโมงครึ่ง ไม่เช่นนั้นวันจันทร์ซึ่งเป็นวันเงินเดือนออก ทั้งบริษัทจะไม่มีเงินจ่าย (เป็นบริษัทขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ เงินเดือนพนักงานทั้งบริษัทประมาณ 10 กว่าล้านต่อเดือน) แกบอกให้เอารถแกไป จะได้ไม่ต้องห่วงเรื่องน้ำมัน เรื่องถนอมรถ อัดให้เต็มที่ ไปให้ทันเป็นพอ สุดท้ายไปถึงแบบฉิวเฉียด จำมาจนทุกวันนี้ครับ
ประสบการณ์ตรงที่จำไม่ลืมคือ ตอนนั้นรับผิดชอบงานโครงการราชการ (ซึ่งเป็นลูกค้าที่ดีที่สุดตอนนั้น เนื่องจากไม่เบี้ยวหนี้แน่นอน) วันนั้นวันศุกร์ปลายเดือนเวลาประมาณบ่ายโมงเศษๆ เจ้านายเดินมาที่โต๊ะ เอากุญแจรถแกมาให้ แล้วบอกให้ขับรถไปวางบิลเบิกเงินที่หน่วยงานราขการที่มวกเหล็กให้หน่อย ต้องไปวางบิลให้ได้ก่อนบ่ายสามโมงครึ่ง ไม่เช่นนั้นวันจันทร์ซึ่งเป็นวันเงินเดือนออก ทั้งบริษัทจะไม่มีเงินจ่าย (เป็นบริษัทขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ เงินเดือนพนักงานทั้งบริษัทประมาณ 10 กว่าล้านต่อเดือน) แกบอกให้เอารถแกไป จะได้ไม่ต้องห่วงเรื่องน้ำมัน เรื่องถนอมรถ อัดให้เต็มที่ ไปให้ทันเป็นพอ สุดท้ายไปถึงแบบฉิวเฉียด จำมาจนทุกวันนี้ครับ
Mysterioso ถูกใจ, ลิงสองตัว ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 6076794 ถูกใจ, ไข่เจียวมิชิลิน ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1293457 ทึ่ง, ก้นกบ ซึ้ง, สมาชิกหมายเลข 839221 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4348819 ถูกใจ, Ilovenump สยอง, สมาชิกหมายเลข 970223 ทึ่งรวมถึงอีก 27 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
ใครทัน " วิกฤตต้มยำกุ้ง ฟองสบู่แตก ปี 2540 " บ้าง
วิกฤตดังกล่าวเริ่มขึ้นในประเทศไทย เมื่อค่าเงินบาทลดลงอย่างมากอันเกิดจากการตัดสินใจของรัฐบาลไทย ซึ่งมีพลเอกชวลิต ยงใจยุทธเป็นนายกรัฐมนตรี ที่ลอยตัวค่าเงินบาท ตัดการอิงเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ หลังจากความพยายามทั้งหมดที่จะสนับสนุนค่าเงินบาทเมื่อเผชิญกับการแผ่ขยายแบบเกินเลยทางการเงิน (financial overextension) อย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนขับเคลื่อนอสังหาริมทรัพย์ ในเวลานั้น ประเทศไทยมีภาระหนี้สาธารณะซึ่งทำให้ประเทศอยู่ในสภาพล้มละลายก่อนหน้าการล่มสลายของค่าเงิน และเมื่อวิกฤตดังกล่าวขยายออกนอกประเทศ ค่าเงินของประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่นก็ได้ทรุดตัวลงเช่นกัน ตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงและรวมไปถึงราคาสินทรัพย์อื่น ๆ และทำให้หนี้เอกชนเพิ่มสูงขึ้น[1]
แม้จะทราบกันดีแล้วว่าวิกฤตการณ์นี้มีอยู่และมีผลกระทบอย่างไร แต่ที่ยังไม่ชัดเจนคือสาเหตุของวิกฤตการณ์ดังกล่าว เช่นเดียวกับขอบเขตและทางแก้ไข อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ และไทยได้รับผลกระทบมากที่สุดจากวิกฤตการณ์ดังกล่าว ฮ่องกงมาเลเซีย ลาวและฟิลิปปินส์ก็เผชิญกับปัญหาค่าเงินทรุดเช่นกัน สาธารณรัฐประชาชนจีน อินเดียไต้หวัน สิงคโปร์ บรูไนและเวียดนามได้รับผลกระทบน้อยกว่า ถึงแม้ว่าทุกประเทศที่กล่าวมานี้จะได้รับผลกระทบจากการสูญเสียอุปสงค์และความเชื่อมั่นตลอดภูมิภาค
สัดส่วนหนี้ต่างประเทศต่อจีดีพีเพิ่มสูงขึ้นจาก 100% เป็น 167% ในสี่ประเทศใหญ่อาเซียนระหว่างปี พ.ศ. 2536 - 2538 ก่อนจะขึ้นไปสูงถึง 180% ในช่วงที่วิกฤตการณ์เลวร้ายที่สุด ในเกาหลีใต้ สัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นจาก 13% เป็น 21% และแตะระดับสูงสุดที่40%ขณะที่ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ที่อยู่ทางเหนือได้รับผลกระทบน้อยกว่ามาก มีเพียงในไทยและเกาหลีใต้เท่านั้นที่หนี้สัดส่วนบริการต่อการส่งออกเพิ่มขึ้น[2]
ถึงแม้ว่ารัฐบาลส่วนใหญ่ในเอเชียได้ออกนโยบายการเงินที่ดูแล้วสมบูรณ์ แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ก้าวเข้ามาเพื่อริเริ่มโครงการมูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อรักษาเสถียรภาพของสกุลเงินในเกาหลีใต้ ไทย และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากวิกฤตการณ์ดังกล่าว ความพยายามที่จะยับยั้งวิกฤตการณ์เศรษฐกิจระดับโลกได้ช่วยรักษาเสถียรภาพสถานการณ์ในประเทศในอินโดนีเซียได้เพียงเล็กน้อย ประธานาธิบดีซูฮาร์โตถูกบีบให้ลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 หลังจากครองอำนาจมายาวนานกว่า 30 ปี ท่ามกลางการจลาจลที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายซึ่งมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าอย่างรุนแรง อันเป็นผลมาจากค่าเงินรูเปียห์อ่อนตัวลงอย่างร้ายแรง ผลกระทบของวิกฤตการณ์ดังกล่าวกินเวลาไปจนถึงสิ้นปี พ.ศ. 2541 ในปีเดียวกันนั้น อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ลดลงจนเกือบเป็นศูนย์ มีเพียงสิงคโปร์และไต้หวันเท่านั้นที่พิสูจน์แล้วว่าเกือบจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในวิกฤตการณ์เลย แต่ทั้งสองประเทศก็ยังได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงตามปกติ สิงคโปร์ได้รับผลกระทบมากกว่าเนื่องจากขนาดและที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ระหว่างมาเลเซียกับอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม จนถึงปี พ.ศ. 2542 นักวิเคราะห์ได้มองเห็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจเอเชียกำลังเริ่มฟื้นตัว
จาก วิกิพีเดีย