ขนส่งทางอากาศ พัง ตั๋วบินราคาพุ่งเท่าตัว-ฉุดท่องเที่ยว และ Flash Express-J&T-KEX ขึ้นค่าขนส่ง 3 บาท เริ่ม 1/4/69

สงครามอิหร่าน-สหรัฐกระทบหนักอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ขนส่งทางอากาศพังทั้งระบบ ฮับการบินตะวันออกกลางถูกตัดขาด สายการบินระดับโลกเจอวิกฤตน้ำมัน ดันราคาตั๋วโดยสารพุ่งเท่าตัว นักท่องเที่ยวชะลอเดินทาง หวั่นไม่ปลอดภัย ชี้สงครามยืดเยื้อเกิน 2-3 เดือน คนแห่เลิกเดินทางไกล ต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้ไม่ถึง 30 ล้านคน เผยสถานการณ์ตั๋วแพงลากยาวแน่ “การบินไทย-บางกอกแอร์เวย์ส” ปรับราคาตั๋วขึ้น 15-20% งัดแผนบริหารความเสี่ยงรับมือ

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงานสัมมนาประชุมประจำปี สมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว (ATTA) ในประเด็น วิกฤตสงครามกับการท่องเที่ยวไทย ว่า สงครามอิหร่าน และสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ นับเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จากราคาน้ำมันโลกขยับขึ้นทันที ซึ่งนอกจากกระทบต่อธุรกิจด้านการขนส่งโดยตรงแล้วยังกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากกว่าที่คาดคิด เนื่องจากกระทบต่อการจราจรทางอากาศและการขนส่งทางอากาศทั่วโลกทั้งระบบ

Oil Shock สะเทือนฮับการบิน
สายการบินทั่วโลกเผชิญกับวิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) เนื่องจากสายการบินขนาดใหญ่ในตะวันออกกลางและสายการบินในยุโรปมากกว่า 50% พึ่งพาน้ำมันจากกลุ่มประเทศ Gulf (ประเทศอาหรับในตะวันออกกลาง) ซึ่งนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์สู้รบปลายเดือนกุมภาพันธ์จนถึงขณะนี้ สายการบินในตะวันออกกลางและยุโรปทำการยกเลิกเที่ยวบินไปแล้วกว่า 30,000 เที่ยวบิน

ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติกล่าวว่า ที่ผ่านมาศูนย์กลางการเดินทางของโลกอยู่ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง แต่หลังเกิดสงคราม หลายประเทศปิดน่านฟ้าที่มุ่งหน้าสู่สนามบินดูไบ ทำให้ฮับการบินตะวันออกกลางถูกตัดขาด สายการบินจำนวนมายกเลิกเที่ยวบิน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจราจรทางอากาศ (Air Traffic) ของตะวันออกกลาง และยุโรป ซึ่งจะไปดิสรัปต์การจราจรทางอากาศของโลกทั้งระบบด้วย

“ถ้ามองในมิติภูมิรัฐศาสตร์ ฮับของการเดินทางและการท่องเที่ยวระหว่างประเทศนั้น ภูมิภาคตะวันออกกลางถือเป็นศูนย์กลางการเดินทางของโลก สนามบินดูไบเป็นสนามบินที่มีขนาดใหญ่และมีเที่ยวบินเชื่อมต่อมากที่สุดของโลก ในปี 2024 มีอัตราการเดินทางของผู้โดยสารผ่านสนามบินดูไบ ประมาณ 92 ล้านคนต่อปี นอกจากนี้ยังมีสนามบินที่อาบูดาบี โดฮา ฯลฯ รวมกันอีกหลายร้อยล้านคนต่อปี”

วิกฤตตั๋วบินแพงลากยาว
ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติกล่าวด้วยว่า ประเด็นที่นักท่องเที่ยวต้องเจอ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป คือราคาตั๋วโดยสารสายการบินที่แพงต่อเนื่องไปอีกนาน เพราะแม้ว่าสงครามจะจบ แต่ผลกระทบจากสงครามจะยังคงอยู่ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่คาดว่าจะไม่ปรับลดลงทันที

สอดคล้องกับ นางประชุม ตันติประเสริฐสุข นายกสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (TICA) กล่าวว่า จากการมอนิเตอร์สถานการณ์ ตั้งแต่สงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น 28 กุมภาพันธ์-15 มีนาคม 2569 ส่งผลให้สายการบินต่าง ๆ ทั้งเอมิเรตส์, เอทิฮัด, กาตาร์ ฯลฯ ยกเลิกเที่ยวบินไปแล้วประมาณ 37,000 เที่ยวบิน และคาดว่าสถานการณ์จะลากยาวเกิน 2 เดือน มากกว่าที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ราคาตั๋วโดยสารสายการบินที่ต้องขยับสูงขึ้นตาม เมื่อบวกกับปัจจัยเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้น ยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทางมากขึ้น

ขณะเดียวกัน นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) กล่าวว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันที่สูงต่อเนื่อง จะทำให้ราคาตั๋วโดยสารที่สูงขึ้นนี้ลากยาวไปอีก และเชื่อว่าจะกลับมาจุดเดิมยาก อย่างไรก็ตาม มองว่าการสูญเสียความเป็นฮับการบินของภูมิภาคตะวันออกกลางจะเป็นผลดีต่อประเทศไทย เพราะด้วยภูมิรัฐศาสตร์ของไทยมีความพร้อมสำหรับการเป็นฮับการบินของภูมิภาค

บินไทยขึ้นค่าตั๋ว-เลื่อนลงทุน
นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้สายการบินต่าง ๆ จำเป็นต้องปรับขึ้นค่าบัตรโดยสาร เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ในส่วนของการบินไทยได้ปรับขึ้นค่าบัตรโดยสารไปแล้ว 10-15% พร้อมทั้งทำแผนบริหารความเสี่ยง (Crisis Management) ไว้รองรับแล้ว

โดยในระยะสั้น คือ การลดค่าใช้จ่าย เลื่อนการลงทุนในส่วนที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือไม่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการไปก่อน เช่น การลงทุนปรับปรุงอาคารสถานที่ การลงทุนอุปกรณ์ลานจอด ฯลฯ รวมถึงโครงการลงทุนขนาดใหญ่อย่างศูนย์ซ่อมอากาศยาน (MRO) ในพื้นที่อีอีซี ส่วนแผนระยะกลางจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นไปจนถึงเดือนพฤษภาคม จะต้องมีมาตรการยาแรง เช่น อาจต้องลด Capacity ลดความถี่ในบางเส้นทาง หรือหยุดให้บริการชั่วคราวในเส้นทางบินที่ขาดทุน เป็นต้น

จับตา Q2 คนเดินทางลดวูบ
นายชายกล่าวด้วยว่า หัวใจสำคัญของธุรกิจสายการบินในปัจจุบันคือ กระแสเงินสด (Cash Flow) ที่ต้องมีพร้อมสำหรับรับมือวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา สำหรับการบินไทย ณ สิ้นปี 2568 มีกระแสเงินสดอยู่ประมาณ 120,000 ล้านบาท ซึ่งทำให้การบินไทยมีความพร้อมในการรับมือวิกฤตดีกว่ายุคก่อนและสามารถยืนหยัดและฝ่าวิกฤตรอบนี้ไปได้แน่นอน

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้น่าจะกระทบกับความเชื่อมั่นในการเดินทางในช่วงไตรมาส 2/2569 ที่จะหายไป เนื่องจากคนส่วนใหญ่จะชะลอการเดินทางเพื่อประเมินสถานการณ์ และใช้เวลาตัดสินใจเดินทางที่ยาวขึ้น ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบถึงตารางการบินฤดูหนาว (Winter Schedule) ในเดือนตุลาคมนี้ด้วย

“บางกอกแอร์เวย์ส” ขยับ 20%
ขณะที่ นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ (BA) ผู้บริหาร “บางกอกแอร์เวย์ส” กล่าวว่า สถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบันส่งผลกระทบต่อการเดินทางระหว่างประเทศในระยะนี้อย่างมาก โดยบริษัทติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องเพื่อให้การดำเนินงานและการให้บริการเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

โดยขณะนี้ไม่มีใครสามารถประเมินได้ว่าราคาน้ำมันโลก จะไปอยู่ในระดับเท่าไหร่ ทำให้ไม่สามารถบอกได้ว่าราคาบัตรโดยสารสายการบินจะแพงขึ้นแค่ไหน เพราะสายการบินก็ต้องปรับขึ้นค่าบัตรโดยสารให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

“ต้นทุนทำให้ราคาบัตรโดยสารแพงขึ้น ไปในทิศทางเดียวกันทั่วโลก ส่วนของบางกอกแอร์เวย์ส ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ได้ปรับขึ้นค่าบัตรโดยสารเฉลี่ย 15-20% โดยสมุย ภูเก็ต เชียงใหม่ เป็นกลุ่มที่ปรับขึ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ย แต่ก็ยังไม่ชนเพดานราคาตั๋วที่สำนักงานการบินพลเรือนกำหนดไว้ ซึ่งหากราคาน้ำมันยังขึ้นไม่หยุด ต้นทุนพุ่งเกินราคาเพดานที่กำหนดไว้ก็อาจต้องเจรจาขอขยับเพดานราคาต่อไป” นายพุฒิพงศ์กล่าว

หวั่นคนยกเลิกเดินทางไกล

“ในภูมิภาคเอเชียส่วนต่างราคาน้ำมันเครื่องบิน ก่อนวิกฤตสูงกว่าราคาน้ำมันดิบประมาณ 21 เหรียญต่อบาร์เรล แต่หลังความขัดแย้งส่วนต่างนี้พุ่งสูงสุดถึง 144 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลต่อต้นทุนธุรกิจการบินอย่างมาก” นายยุทธศักดิ์กล่าวและว่า

การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการเดินทางนี้กระทบโดยตรงต่อนักท่องเที่ยวที่มีความอ่อนไหวต่อราคา โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์

ดังนั้น หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่า 2-3 เดือน กลุ่มนี้อาจตัดสินใจชะลอหรือยกเลิกการเดินทางระยะไกลมายังทวีปเอเชีย แล้วหันไปท่องเที่ยวระยะใกล้ หรือภายในภูมิภาคของตัวเองแทน เหมือนที่ประเทศไทยพยายามสนับสนุนให้คนไทยเที่ยวในประเทศแทนการออกไปเที่ยวต่างประเทศ

ทั้งนี้ จากข้อมูลในช่วงไตรมาสแรกของปีพบว่า ตลาดระยะใกล้ยังคงเป็นเสาหลักที่ค้ำยันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีนที่ยังคงครองสูงสุดอันดับ 1 ขณะที่ตลาดภูมิภาคยุโรปและตะวันออกกลางมีสัญญาณการหดตัวอย่างรุนแรง โดยคาดว่าภาพรวมของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยในปีนี้น่าจะไม่ถึง 30 ล้านคน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/tourism/news-1986802


3 ขนส่ง “Flash Express-J&T-KEX” ต้าน “ค่าน้ำมัน” ไม่ไหว ประกาศปรับขึ้นค่าขนส่ง 3 บาท (ชั่วคราว) ทุกช่องทางการให้บริการ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แฟลช เอ็กซ์เพรส (Flash Express) เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส (J&T Express) และเคอีเอ็กซ์ (KEX) ประกาศปรับขึ้นอัตราค่าบริการขนส่ง 3 บาท ในทุกช่องทางการให้บริการ (ชั่วคราว) จากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2569 เป็นต้นไป

รายงานบนเฟซบุ๊ก Flash Express ระบุว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานด้านการขนส่งของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ

บริษัทจึงมีความจำเป็นต้องปรับอัตราค่าบริการขนส่งเพิ่มขึ้น 3 บาท ในทุกช่องทางการให้บริการโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

“การปรับอัตราค่าบริการในครั้งนี้เป็นการปรับขึ้นชั่วคราวโดยเป็นการพิจารณาร่วมกันในระดับอุตสาหกรรม ร่วมกับผู้ให้บริการรายอื่นและได้มีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย”

บริษัทตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับลูกค้าทุกท่านและได้พยายามบริหารจัดการต้นทุนอย่างเต็มที่มาโดยตลอดเพื่อหลีกเลี่ยงการปรับราคา โดยที่ผ่านมาได้พยายามชะลอการปรับราคา ด้วยความเข้าใจถึงผลกระทบต่อผู้ใช้บริการ

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นเหตุให้ทุกฝ่ายมีความเห็นร่วมกันในการปรับราคาครั้งนี้

ท้ายนี้ บริษัทขอขอบพระคุณลูกค้าทุกท่านสำหรับความเข้าใจและการสนับสนุนด้วยดีเสมอมาและเมื่อสถานการณ์ราคาน้ำมันปรับตัวดีขึ้น บริษัทจะพิจารณาปรับลดอัตราค่าบริการโดยเร็วที่สุด


ภาพจากเฟซบุ๊ก Flash Express
รายงานบนเฟซบุ๊ก J&T Express Thailand ระบุว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทเพิ่มขึ้น

เพื่อคงไว้ซึ่งคุณภาพการให้บริการที่ดีอย่างต่อเนื่องและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนบริษัทได้พิจารณาปรับราคาค่าบริการทุกประเภทเพิ่มขึ้น 3 บาท โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

บริษัทมุ่งมั่นในการให้บริการที่มีคุณภาพภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสมและจะพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อลดผลกระทบจากการปรับราคา

ขอขอบพระคุณสำหรับความเข้าใจ ความไว้วางใจ และการสนับสนุนจากท่านเสมอมา

ทั้งนี้ บริษัทจะติดตามการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิดและปรับราคาให้เหมาะสมต่อไป


ภาพจากเฟซบุ๊ก J&T Express Thailand
รายงานบนเฟซบุ๊ก KEX Thailand ระบุว่า เนื่องจากในช่วงนี้ราคาน้ำมันมีความผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งโดยตรง เพื่อให้ KEX ยังคงสามารถรักษามาตรฐานการให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง

บริษัทจึงมีความจำเป็นต้องจัดเก็บค่าน้ำมันส่วนเพิ่มในอัตรา 3 บาท ต่อชิ้น โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

บริษัทตระหนักและเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการดำเนินธุรกิจและค่าใช้จ่ายของลูกค้าเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติ บริษัทฯ จะพิจารณาปรับลดหรือยกเลิกโดยเร็วตามความเหมาะสมของสถานการณ์

ขอขอบพระคุณสำหรับความเข้าใจและการสนับสนุน KEX ด้วยดีเสมอมา... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/ict/news-1986410

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่