🌸🌸🌸🌸มาลาริน/ญี่ปุ่นยังไม่รอด...รัฐบาลลุงตู่เร่งคลอดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

ญี่ปุ่นยังไม่รอด ส่งออกทรุดฮวบ8เดือนติด


การส่งออกของญี่ปุ่นในเดือนกรกฎาคมปรับลดลง โดยเป็นการปรับลดติดต่อกันเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกัน เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับนโยบายการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชีย โดยในเวลานี้ประเทศที่ได้รับผลกระทบแล้วคือสิงคโปร์ ญี่ปุ่น ไทย รวมถึงฮ่องกง

ข้อมูลกระทรวงการคลังพบว่า การส่งออกและการนำเข้าในเดือนกรกฎาคมลดลงเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว โดยการส่งออกลดลง 1.6% ในขณะที่การนำเข้าลดลง 1.2% ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุล 249,600 ล้านเยนหรือ 2,350 ล้านเหรียญสหรัฐ

ตลาดโลกตกอยู่ความปั่นป่วนเนื่องจากสงครามการค้าของระหว่างทรัมป์กับจีน นอกจากนี้การชะลอตัวของจีนยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ ในเอเชีย รวมถึงญี่ปุ่น นอกจากนี้ ญี่ปุ่นเผชิญกับกับข้อพิพาททางการค้ากับเกาหลีใต้อีกด้วย
เฉพาะการส่งออกของญี่ปุ่นไปยังประเทศจีนในเดือนกรกฎาคมลดลง 9.3% ในขณะที่การนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้น 2.8% การส่งออกของญี่ปุ่นไปยังสหรัฐอเมริกาในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 8.4% ในขณะที่การนำเข้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้น 3.5% ส่วนการส่งออกของญี่ปุ่นไปยังเกาหลีใต้ในเดือนกรกฎาคมลดลง 6.9% ในขณะที่การนำเข้าลดลง 8.6%

https://www.posttoday.com/world/598052


คลอดแล้ว! ครม.จัดชุดใหญ่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 3.16 แสนล้าน
วันอังคาร ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562,

ครม.ไฟเขียวมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 3.16 แสนล. รมว.คลังคาดมีผลต่อจีดีพี 0.5 -0.6% รับครอบคลุมทุกกลุ่ม ทั้งช่วยคนจน-คนแก่ถือบัตรสวัสดิการ ได้เงินเพิ่มทันที 500 บาท ส่วนคนมีลูกไม่เกิน 6 ขวบก็ได้ 300 บาท 2 เดือนเริ่มเลยเดือนส.ค.นี้ พร้อมช่วยเกษตรกรเจอภัยแล้ง และปลูกข้าวนาปี จัดเงินกู้ไว้รอเพียบ พร้อมไฟเขียวมาตรการแจกเงินให้เที่ยวคนละ 1,000 บาท

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2562 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีวงเงินรวม 3.16 แสนล้านบาท ทั้งการช่วยเหลือเกษตร ดูแลค่าครองชีพ และการท่องเที่ยว เบื้องต้นทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ประเมินว่า ด้วยมาตรการดังกล่าวนี้หากทำได้เสร็จตามเป้าหมายจะมีผลต่อจีดีพีประมาณ 0.5-0.6% และจากนี้กระทรวงการคลังจะประสานกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานอื่นๆ เพื่อประชาสัมพันธ์มาตรการให้ประชาชนรับรู้ต่อไป

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการที่กระทรวงการคลังเสนอมามีทั้งหมด 3 ด้าน เริ่มจากมาตรการบรรเทาค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งทุกคนที่ถือบัตรฯ จำนวน 14.5 ล้านคน จะได้รับการเติมเงินพิเศษเพิ่มคนละ 500 บาท รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุที่ถือบัตรฯ จะได้รับเดือนละ 500 บาท เช่นกันเป็นเวลา 2 เดือน ระหว่างส.ค.-ก.ย.นี้  และผู้ถือบัตรฯ ที่มีบุตรตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปี จะได้เดือนละ 300 บาท เป็นเวลา 2 เดือน เช่นเดียวกัน โดยให้ไปใช้ซื้อสินค้าและบริการที่จำเป็น ส่วนอีกมาตรการคือ การช่วยกองทุนหมู่บ้านที่มีหนี้สะสม ด้วยการพักชำระหนี้เงินต้นให้กับกองทุนฯ 1 ปี เพื่อนำเงินไปบริหารจัดการและดูแลสมาชิกกองทุน

ต่อมาเป็นการช่วยเหลือภัยแล้งทั้ง การลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เหลือ 0.1% สำหรับต้นเงินกู้ที่ไม่เกิน 3 แสนบาท เป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่ 1 ส.ค.62  - 31 ก.ค.63 รวมทั้งขยายเวลาชำระหนี้เงินกู้ให้ลูกค้าธ.ก.ส. ไม่จำกัดวงเงิน เป็นเวลา 2 ปีนับจากงวดชำระเดิมแต่ไม่เกิน 31 ก.ค.64 และธ.ก.ส.จัดสินเชื่อฉุกเฉิน ไม่เกินรายละ 5 หมื่นบาท ไม่คิดดอกเบี้ยปีแรก พร้อมกับสินเชื่อฟื้นฟูความเสียหาย รายละไม่เกิน 5 แสนบาท ส่วนผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 62/63 รัฐบาลจะช่วยค่าปลูกไร่ละ 500 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ แต่ให้เฉพาะชาวนาที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร
สุดท้ายเป็นมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ โดยรัฐจะสนับสนุนการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตังของธนาคารกรุงไทย แยกเป็น 2 ต่อ ต่อแรกได้รับเงินไปเที่ยวคนละ 1,000 บาท เพื่อซื้อสินค้าบริการกับผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนร่วมมาตรการ โดยต้องใช้ภายใน 14 วันหลังจากได้รับการยืนยัน และต่อที่ 2 จะได้รับวงเงินคืนสูงสุด 15% ของยอดการจ่ายเงินจริง โดยสามารถใช้จ่ายไม่เกินคนละ 3 หมื่นบาท ซึ่งผู้ที่จะได้รับต้องไปใช้จ่ายคาอาหาร เครื่องดื่ม ค่าที่พัก หรือซื้อสินค้าท้องถิ่น และต้องใช้จ่ายนอกจังหวัดที่ระบุไว้ในทะเบียนบ้าน โดยจะเปิดลงทะเบียนผ่านเว็ปไซต์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งแต่ 23 ก.ย.- 15 พ.ย.62 หรือจนกว่าสิทธิจะหมด ซึ่งสามารถท่องเที่ยวได้ภายในวันที่ 27 ก.ย. – 30 พ.ย.62 กำหนดไว้เพียง 10 ล้านคนแรกเท่านั้น
“ที่มีข่าวออกมาว่าคนจนที่ถือบัตรสวัสดิการ จะเข้าร่วมโครงการให้เงินไปเที่ยว 1,000 บาทไม่ได้ ขอยืนยันว่า ไม่เป้นความจริง เพราะคนทุกคนจะได้รับสิทธินี้ทั้งหมด เพียงแค่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป แต่ต้องเข้ามาลงทะเบียนใช้สิทธิตามขั้นตอน เหมือนกับคนอื่นๆที่ต้องการเข้ามารับสิทธิ”

ขณะที่มาตรการยกเว้นวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีน และอินเดีย เป็นเวลา 1 ปี นั้น ที่ประชุมครม.ไม่เห็นชอบ แต่เห็นชอบให้ต่ออายุมาตรการยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียม วีซ่าออนอาร์ไรวัล หรือวีซ่าหน้าด่าน จากที่จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ต.ค.62 ให้ขยายเวลาไปอีก 6 เดือน ถึงสิ้นสุดในวันที่ 30 เม.ย.63 แทน

นอกจากนี้ยังมีมาตรการอื่นๆ เช่น การช่วยเหลือเอสเอ็มอีรายย่อย ที่ไม่สามารถขอสินเชื่อกับธนาคารได้ และใช้กองทุนสส. จำนวน 1 หมื่นล้านบาทไปช่วยสนับสนุน คิดดอกเบี้ยต่ำ 1% ต่อปี ส่วนเอสเอ็มอีทั่วไปจะมีสินเชื่อจากธนาคารออมสินและกรุงไทย วงเงินรวม 1 แสนล้านบาท สนับสนุน คิดดอกเบี้ยเริ่มต้น 4% ต่อปี และให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) คำประกันสินเชื่อวงเงิน 1.5 แสนบาท ชดเชยหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ 30% และฟรีค่าธรรมเนี่ยม 2 ปี ขณะที่ผู้ประกอบการอื่นๆ ที่มีค่าใช้จ่ายลงทุนเครื่องจักรในช่วง 1 ก.ย.62 – 31 พ.ค.63 สามารถหักรายจ่ายลงทุนได้ 1.5 เท่า


https://www.naewna.com/business/434629

ขอให้จีดีพี ได้ 3.0 % นะคะ

ให้กำลังใจ ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลลุงตู่ค่ะ

แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่