.
.
A sketch for Georges Méliès's 1902 film
“A Trip to the Moon”
.
.
ก่อนที่ประธานาธิบดี
จอห์น เอฟ. เคนเนดี
John F. Kennedy สหรัฐอเมริกา
จะกล่าวสุนทรพจน์ที่สร้างแรงบันดาลใจว่า
"
เราจะไปดวงจันทร์ "
ต่อหน้าฝูงชนจำนวนมากที่รวมตัวกันที่
สนามกีฬา Rice Stadium ใน Houston Texas
(เมืองแดลลัส รัฐนี้เช่นกัน
ที่ท่านถูกลอบยิงจนถึงแก่อสัญกรรม)
กองทัพอากาศสหรัฐก็ได้ตัดสินใจแล้วว่า
เฮาด่วย จะไปดวงจันทร์ด้วย
ด้วยวิธีการที่แตกต่างกว่า คือ
การยิง(ระเบิด)ดวงจันทร์ด้วยระเบิดนิวเคลียร์
ในขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
จินตนาการว่า มีคนอเมริกันกำลังเดิน
อยู่บนพื้นผิวดวงจันทร์บนอีกซีกโลก
แต่ทว่าผู้นำเหล่าทัพกองทัพอากาศสหรัฐ
กลับจินตนาการว่า มีเมฆรูปเห็ดขนาดใหญ่
บนพื้นผิวดวงจันทร์บนอีกซีกโลก
ที่ชาวบ้านทุกคนบนพื้นโลกจะเห็นได้อย่างชัดเจน
ซึ่งจะสร้างความหวาดกลัวขึ้นในหัวจิตหัวใจ
ของทุกคนทุกประเทศ ที่เห็นภาพการทำลายล้าง
จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับเทคโนโลยี
และงบประมาณทางการทหารของสหรัฐ
ในปี 1957
สหภาพโซเวียตรัสเซียได้ทำให้โลกประหลาดใจ
ด้วยการยิงดาวเทียม Sputnik ขึ้นวงโคจร
เป็นดาวเทียมดวงแรกของโลก
ในช่วงเวลาเดียวกันกับ
นักจรวดชาวสหรัฐยังคงพยายาม
ค้นหาความซับซ้อนระบบยิงจรวดขึ้นสู่ฟากฟ้า
แต่ความพยายามครั้งแรกล้มเหลว
จรวดระเบิดตัวเองในการทะยานขึ้นครั้งแรก
ความล้มเหลวครั้งนี้
ถูกนักข่าวในชาติเย้ยหยันอย่างกว้างขวาง
ด้วยการขนานนามนานัปการว่า
kaputnik, flopnik, puffnik และ stayputnik
ความสำเร็จของสหภาพโซเวียตรัสเซีย
ยิ่งตอกย้ำความล้มเหลวของสหรัฐอเมริกา
และก่อกระแสความหวาดกลัว
เรื่องการทำลายล้างประเทศ
ไม่ใช่แต่เฉพาะผู้ที่ทำงาน
ในโครงการอวกาศเท่านั้น
แต่กลายเป็นเรื่องหวาดกลัว
ของคนทั้งประเทศด้วยเช่นกัน
เพราะ Sputnik ของโซเวียตรัสเซีย
ได้แสดงให้เห็นว่า ชาตินี้เริ่มมีเทคโนโลยี
ที่จะโจมตีสถานที่ใด ๆ ในโลก
ด้วยขีปนาวุธนิวเคลียร์
และด้วยวิถีทางต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ชาวอเมริกันและคนทั่วโลกต่างสันนิษฐานว่า
โซเวียตรัสเซียจะสามารถยิงอาวุธนิวเคลียร์
ใส่ทุกรัฐในสหรัฐอเมริกาและทุกประเทศได้
และสหรัฐอเมริกาจะไม่อาจตอบโต้กลับได้เลย
เกือบ 4 เดือนหลังจากการยิง Sputnik
โซเวียตรัสเซียก็ยิงดาวเทียมดวง Sputnik 2
พร้อมกับสัตว์มีชีวิตตัวแรกเข้าสู่อวกาศ
คือ สุนัขเพศเมียชื่อ Laika (Bark)
เธอตายเพราะความเครียด/Heat Stroke
เพราะความร้อนสูงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้
วันที่ 31 มกราคม 1958
สหรัฐอเมริกาจึงได้เริ่มยิงดาวเทียมดวงแรก
ที่ชื่อ Explorer 1 มีน้ำหนักเพียง 14 กิโลกรัม
ตรงกันข้าม Sputnik ที่มีน้ำหนัก 83.6 กิโลกรัม
และจรวดโซเวียตรัสเซียที่ขนดาวเทียม
แต่ละดวงขึ้นสู่วงโคจรนั้น
จรวดทุกลำทรงพลังมากที่สุด
เท่าที่เคยพบเห็นกันมาก่อน
ทั้งยังมีพลังมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในการยิงแต่ละครั้ง
สามารถขน Sputnik 2
มีน้ำหนักเกินครึ่งตัน ขึ้นวงโคจรได้
เดือนพฤษภาคม 1958
สหภาพโซเวียตรัสเซีย
ก็ยิงดาวเทียมดวงที่ 3 ขึ้นสู่อวกาศ
Sputnik 3 คือ ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์บนฟ้า
มีความสูง 12 ฟุต และน้ำหนัก 1.3 ตัน
Sputnik 3 มีการส่ง Mushka
สุนัขอีกตัวที่อยู่บนพื้นโลก
ที่ผ่านการฝึกอบรมอยู่ในสถานะสุนัขควบคุม
เธอได้ตาม Laika สู่อวกาศในเวลาต่อมา
ในรูป
โรงละครสัตว์
ที่มีทั้งสุนัข หนูตะเภา หนู แมลงวัน ผลไม้
พืชต่าง ๆ เพื่อศึกษาผลกระทบจากรังสีคอสมิค
ระหว่างที่ Mushka กำลังเดินทางกลับบ้าน
จรวดแบบย้อนกลับเกิดทำงานผิดพลาด
ทำให้เธอหลุดออกจากวงโคจร
ก่อนที่จะตกลงสู่พื้นโลก
นักวิทยาศาสตร์โซเวียตรัสเซียไม่รู้ว่า
เธอจะตกลงตรงจุดไหน
กับกลัวว่าสหรัฐอเมริกาจะเก็บได้
จึงไม่มีหนทางอื่นอีกแล้ว
นอกจากระเบิดทิ้งกลางอากาศ
แล้วให้ข่าวกับสื่อมวลชนว่า
ดาวเทียมที่มี Mushka เกิดการลุกไหม้
ระหว่างลงสู่พื้นโลกด้วยชั้นบรรยากาศ
.
.
ดังนั้น เห็นได้ชัดแล้วว่า
การแข่งขันด้านอวกาศ
สหภาพโซเวียตรัสเซียนำหน้าสหรัฐ
ส่วนสหรัฐยังตามหลังอยู่มาก
จึงเริ่มไล่ล่าตามฝันเพื่อเพิ่มความมั่นใจ
ดังนั้นสหรัฐจึงหันไปหาสิ่งที่
พวกตนรู้ดีและคิดว่าทำได้ดีที่สุด
คือ การสร้างอาวุธนิวเคลียร์
และการระเบิดนิวเคลียร์
และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น
ทำไมไม่ส่งระเบิดปรมาณูไปที่ดวงจันทร์
และทำให้มันระเบิดที่นั่น
เพื่อให้คนทั้งโลกได้เห็นปรากฎการณ์นี้
เหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นมากเช่นนี้
จะทำให้สหรัฐนำหน้าการแข่งขันอวกาศได้
และนั่นคือ การเกิด
โครงการ A119
ทีมนักฟิสิกส์และนักวิทยาศาสตร์สหรัฐ
ต่างมารวมตัวกัน เพื่อศึกษาทัศนวิสัย
ของการระเบิดที่มองเห็นได้จากโลก
ซึ่งเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่ง
พร้อมกับศึกษาผลกระทบ
ด้านอื่น ๆ ที่อาจจะตามมา เช่น
การระเบิดครั้งนี้
อาจเป็นอันตรายต่อสภาพแวดล้อม
ของดวงจันทร์และโลกหรือไม่
ดังนั้นจึงมีการตัดสินใจแล้วว่า
ระเบิดนิวเคลียร์จะต้องระเบิดขึ้นในช่วงพลบค่ำ
เพื่อให้เมฆฝุ่นที่เกิดจากการระเบิด
จะได้มองเห็นกันทั่วโลก
เพราะกระทบแสงสว่างจากดวงอาทิตย์
Carl Sagan นักเขียน
นวนิยายวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมาก
ในตอนนั้นเป็นนักศึกษาปริญญาเอก
ที่ทำงานวิจัยร่วมกับ
Gerard Kuiper นักดาราศาสตร์
ทั้งคู่ต่างอยู่ภายในทีมเดียวกัน
Carl Sagan ถูกขอให้สร้างแบบจำลอง
ทางคณิตศาสตร์ การขยายตัวของ
เมฆฝุ่นระเบิดในอวกาศรอบดวงจันทร์
ในครั้งแรก กองทัพอากาศได้พิจารณาว่า
จะระเบิดดวงจันทร์ด้วยระเบิดไฮโดรเจน
แต่ก็ต้องยกเลิกแนวคิดนี้ไป
เพราะระเบิดมีน้ำหนักมากเกินไป
ในการเดินทางไปดวงจันทร์
ที่มีระยะทางถึง 240,000 ไมล์
จึงต้องเลือกระเบิดที่มีขนาดเล็ก
แต่ให้แรงระเบิดถึง 1.7 กิโลตัน
เมื่อเปรียบเทียบกับการระเบิด
ของ
Little Boy
ที่เมือง Hiroshima ในญี่ปุ่นในปี 1945
ที่มีขนาดระเบิดได้ถึง 13-18 กิโลตัน
.
.
.
.
ทีมงานที่ทำงานในโครงการ A119
ต่างทำงานกันอย่างต่อเนื่อง
จนถึงมกราคม 1959
แล้วจู่ ๆ โครงการนี้ก็ถูกสั่งให้ยุติทันที
โครงการ A119 จึงถูกเก็บเป็นความลับที่สุด
และผู้เข้าร่วมโครงการนี้ทุกคนต้องสาบานว่า
จะเก็บไว้เป็นความลับตลอดชีวิต
เพื่อแลกเปลี่ยนกับค่าตอบแทน
และมีโทษทางอาญาถ้าเปิดเผยความลับ
แต่ปัจจุบันชั้นความลับที่สุด
จะเปิดเผยได้ถ้าเกินกว่า 75 ปี
ลดลงชั้นละ 25 ปี
จากลับที่สุดเป็นลับมาก 50 ปี
จากลับมากเป็นลับ 25 ปี
จากลับเป็นปกปิด
ซึ่งทุกคนยื่นคำร้องขอดูได้
แต่รัฐบาลอาจจะให้ดูบางส่วนได้
แบบคดีสังหาร Kennedy
เพราะเกินกว่า 50 ปี
คนที่เกี่ยวข้องมักชราภาพ/ตาย
หรือคดีหมดอายุความไปแล้ว
ความลับของโครงการ A119 ยังเป็นความลับ
จนกระทั่งกลางทศวรรษที่ 1990
เมื่อนักเขียน
Keay Davidson
ได้พบเรื่องราวนี้ ในขณะที่ทำการค้นคว้า
เรื่องราวของ Carl Sagan เพื่อเขียนชีวประวัติ
Sagan ก็ได้ให้รายละเอียดของโครงการ A119
ซึ่งในเวลาต่อมาก็ถูกทางการกล่าวหาว่า
ละเมิดความมั่นคงของชาติและจะมีความผิด
Carl Sagan ร่วมงานกับโครงการ A119
เพราะสมัครขอรับทุนการศึกษาปริญญาเอก
ที่ University of California ในปี 1959
.
.
ในปี 2000 รายละเอียดเพิ่มเติม
เกี่ยวกับโครงการ A119
ก็มีการเพิ่มเติมมากขึ้นในภายหลัง
หลังจากที่ชีวประวัติ Carl Sagan
ได้มีการตีพิมพ์เผยแพร่
เมื่อ
Dr. Leonard Reiffel
นักฟิสิกส์หัวหน้าโครงการ A119
ยอมเปิดเผยเรื่องราวความลับนี้กับสื่อมวลชน
ซึ่งเรื่องนี้ก็อาจทำลายชื่อเสียงของท่าน
เพราะผิดคำสาบานกับรัฐบาลว่า
จะไม่เปิดเผยความลับเรื่องนี้
“ ถ้าโครงการนี้เกิดขึ้นจริง
จะมีผล(กับโลก)เล็กน้อยมาก
มันกินเวลาทำงานของพวกเราน้อยกว่าหนึ่งปี
และพวกเราไม่เคยไปถึงจุดหมาย
แผนการปฏิบัติการระเบิดดวงจันทร์ครั้งนี้เลย
เราแสดงให้เห็นว่า น่าจะมีผลกระทบบางอย่าง
แต่ยังมีข้อโต้แย้งที่แท้จริงในเรื่องที่พวกเราทำ
และคนอื่น ๆ ที่อยู่เบื้องหลัง คือ ไม่มีทางเลือก
ที่จะไม่ทำลายสภาพแวดล้อม
อันบริสุทธิ์ของดวงจันทร์ได้
แต่น่าจะมีวิธีการอื่น ๆ
ในการสร้างความประทับใจ
แก่สาธารณชน/ชาวบ้านว่า
เราไม่ได้ถูกรัสเซียครอบงำ
(เพราะล้าหลังเรื่องอวกาศ
เลยต้องโชว์ออฟเรื่องนี้)
ขอบคุณ ที่ความคิดเปลี่ยน
ผมก็รู้สึกกังวลเหมือนกัน
เพราะเรื่องนี้มีอิทธิผลอย่างมากต่อมติมหาชน
ถ้าลองพิจารณาไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว “
Dr. Leonard Reiffel ให้สัมภาษณ์กับ NY Times
Dr. David Lowry นักประวัติศาสตร์นิวเคลียร์ชาวอังกฤษ ได้ระบุว่า
" ข้อเสนอของโครงการ A119 น่ารังเกียจอย่างแรง
หากคิดว่ามนุษย์คนแรกที่สัมผัสกับโลกอื่น
ต้องเจอกับพื้นที่เคยระเบิดด้วยระเบิดนิวเคลียร์
ถ้าหากพวกเขาย่างก้าวไปข้างหน้า
พวกเราจะไม่มีภาพโรแมนติกของ
Neil Armstrong ที่พูดว่า
ก้าวที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ
โครงการ A119 มีความเกี่ยวข้องในทุกวันนี้
เพราะสหรัฐเสนอระบบป้องกันขีปนาวุธในอวกาศ
สหรัฐต้องการที่จะทำสงครามกับทุกพื้นที่(ศัตรู)
และความคิดเพ้อฝันบางอย่าง
ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาในปัจจุบัน
แม้ว่าจะดูเหลือเชื่ออย่างมากว่า
สหรัฐเคยต้องการระเบิดดวงจันทร์ในยุคห้าศูนย์ "
.
.
.
.
.
.
.
โครงการ A119: แผนลับสหรัฐที่จะยิงดวงจันทร์ด้วยระเบิดนิวเคลียร์
.
A sketch for Georges Méliès's 1902 film
“A Trip to the Moon”
.
ก่อนที่ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี
John F. Kennedy สหรัฐอเมริกา
จะกล่าวสุนทรพจน์ที่สร้างแรงบันดาลใจว่า
"เราจะไปดวงจันทร์ "
ต่อหน้าฝูงชนจำนวนมากที่รวมตัวกันที่
สนามกีฬา Rice Stadium ใน Houston Texas
(เมืองแดลลัส รัฐนี้เช่นกัน
ที่ท่านถูกลอบยิงจนถึงแก่อสัญกรรม)
กองทัพอากาศสหรัฐก็ได้ตัดสินใจแล้วว่า
เฮาด่วย จะไปดวงจันทร์ด้วย
ด้วยวิธีการที่แตกต่างกว่า คือ
การยิง(ระเบิด)ดวงจันทร์ด้วยระเบิดนิวเคลียร์
ในขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
จินตนาการว่า มีคนอเมริกันกำลังเดิน
อยู่บนพื้นผิวดวงจันทร์บนอีกซีกโลก
แต่ทว่าผู้นำเหล่าทัพกองทัพอากาศสหรัฐ
กลับจินตนาการว่า มีเมฆรูปเห็ดขนาดใหญ่
บนพื้นผิวดวงจันทร์บนอีกซีกโลก
ที่ชาวบ้านทุกคนบนพื้นโลกจะเห็นได้อย่างชัดเจน
ซึ่งจะสร้างความหวาดกลัวขึ้นในหัวจิตหัวใจ
ของทุกคนทุกประเทศ ที่เห็นภาพการทำลายล้าง
จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับเทคโนโลยี
และงบประมาณทางการทหารของสหรัฐ
ในปี 1957
สหภาพโซเวียตรัสเซียได้ทำให้โลกประหลาดใจ
ด้วยการยิงดาวเทียม Sputnik ขึ้นวงโคจร
เป็นดาวเทียมดวงแรกของโลก
ในช่วงเวลาเดียวกันกับ
นักจรวดชาวสหรัฐยังคงพยายาม
ค้นหาความซับซ้อนระบบยิงจรวดขึ้นสู่ฟากฟ้า
แต่ความพยายามครั้งแรกล้มเหลว
จรวดระเบิดตัวเองในการทะยานขึ้นครั้งแรก
ความล้มเหลวครั้งนี้
ถูกนักข่าวในชาติเย้ยหยันอย่างกว้างขวาง
ด้วยการขนานนามนานัปการว่า
kaputnik, flopnik, puffnik และ stayputnik
ความสำเร็จของสหภาพโซเวียตรัสเซีย
ยิ่งตอกย้ำความล้มเหลวของสหรัฐอเมริกา
และก่อกระแสความหวาดกลัว
เรื่องการทำลายล้างประเทศ
ไม่ใช่แต่เฉพาะผู้ที่ทำงาน
ในโครงการอวกาศเท่านั้น
แต่กลายเป็นเรื่องหวาดกลัว
ของคนทั้งประเทศด้วยเช่นกัน
เพราะ Sputnik ของโซเวียตรัสเซีย
ได้แสดงให้เห็นว่า ชาตินี้เริ่มมีเทคโนโลยี
ที่จะโจมตีสถานที่ใด ๆ ในโลก
ด้วยขีปนาวุธนิวเคลียร์
และด้วยวิถีทางต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ชาวอเมริกันและคนทั่วโลกต่างสันนิษฐานว่า
โซเวียตรัสเซียจะสามารถยิงอาวุธนิวเคลียร์
ใส่ทุกรัฐในสหรัฐอเมริกาและทุกประเทศได้
และสหรัฐอเมริกาจะไม่อาจตอบโต้กลับได้เลย
เกือบ 4 เดือนหลังจากการยิง Sputnik
โซเวียตรัสเซียก็ยิงดาวเทียมดวง Sputnik 2
พร้อมกับสัตว์มีชีวิตตัวแรกเข้าสู่อวกาศ
คือ สุนัขเพศเมียชื่อ Laika (Bark)
เธอตายเพราะความเครียด/Heat Stroke
เพราะความร้อนสูงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้
วันที่ 31 มกราคม 1958
สหรัฐอเมริกาจึงได้เริ่มยิงดาวเทียมดวงแรก
ที่ชื่อ Explorer 1 มีน้ำหนักเพียง 14 กิโลกรัม
ตรงกันข้าม Sputnik ที่มีน้ำหนัก 83.6 กิโลกรัม
และจรวดโซเวียตรัสเซียที่ขนดาวเทียม
แต่ละดวงขึ้นสู่วงโคจรนั้น
จรวดทุกลำทรงพลังมากที่สุด
เท่าที่เคยพบเห็นกันมาก่อน
ทั้งยังมีพลังมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในการยิงแต่ละครั้ง
สามารถขน Sputnik 2
มีน้ำหนักเกินครึ่งตัน ขึ้นวงโคจรได้
เดือนพฤษภาคม 1958
สหภาพโซเวียตรัสเซีย
ก็ยิงดาวเทียมดวงที่ 3 ขึ้นสู่อวกาศ
Sputnik 3 คือ ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์บนฟ้า
มีความสูง 12 ฟุต และน้ำหนัก 1.3 ตัน
Sputnik 3 มีการส่ง Mushka
สุนัขอีกตัวที่อยู่บนพื้นโลก
ที่ผ่านการฝึกอบรมอยู่ในสถานะสุนัขควบคุม
เธอได้ตาม Laika สู่อวกาศในเวลาต่อมา
ในรูป โรงละครสัตว์
ที่มีทั้งสุนัข หนูตะเภา หนู แมลงวัน ผลไม้
พืชต่าง ๆ เพื่อศึกษาผลกระทบจากรังสีคอสมิค
ระหว่างที่ Mushka กำลังเดินทางกลับบ้าน
จรวดแบบย้อนกลับเกิดทำงานผิดพลาด
ทำให้เธอหลุดออกจากวงโคจร
ก่อนที่จะตกลงสู่พื้นโลก
นักวิทยาศาสตร์โซเวียตรัสเซียไม่รู้ว่า
เธอจะตกลงตรงจุดไหน
กับกลัวว่าสหรัฐอเมริกาจะเก็บได้
จึงไม่มีหนทางอื่นอีกแล้ว
นอกจากระเบิดทิ้งกลางอากาศ
แล้วให้ข่าวกับสื่อมวลชนว่า
ดาวเทียมที่มี Mushka เกิดการลุกไหม้
ระหว่างลงสู่พื้นโลกด้วยชั้นบรรยากาศ
.
.
ดังนั้น เห็นได้ชัดแล้วว่า
การแข่งขันด้านอวกาศ
สหภาพโซเวียตรัสเซียนำหน้าสหรัฐ
ส่วนสหรัฐยังตามหลังอยู่มาก
จึงเริ่มไล่ล่าตามฝันเพื่อเพิ่มความมั่นใจ
ดังนั้นสหรัฐจึงหันไปหาสิ่งที่
พวกตนรู้ดีและคิดว่าทำได้ดีที่สุด
คือ การสร้างอาวุธนิวเคลียร์
และการระเบิดนิวเคลียร์
และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น
ทำไมไม่ส่งระเบิดปรมาณูไปที่ดวงจันทร์
และทำให้มันระเบิดที่นั่น
เพื่อให้คนทั้งโลกได้เห็นปรากฎการณ์นี้
เหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นมากเช่นนี้
จะทำให้สหรัฐนำหน้าการแข่งขันอวกาศได้
และนั่นคือ การเกิด โครงการ A119
ทีมนักฟิสิกส์และนักวิทยาศาสตร์สหรัฐ
ต่างมารวมตัวกัน เพื่อศึกษาทัศนวิสัย
ของการระเบิดที่มองเห็นได้จากโลก
ซึ่งเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่ง
พร้อมกับศึกษาผลกระทบ
ด้านอื่น ๆ ที่อาจจะตามมา เช่น
การระเบิดครั้งนี้
อาจเป็นอันตรายต่อสภาพแวดล้อม
ของดวงจันทร์และโลกหรือไม่
ดังนั้นจึงมีการตัดสินใจแล้วว่า
ระเบิดนิวเคลียร์จะต้องระเบิดขึ้นในช่วงพลบค่ำ
เพื่อให้เมฆฝุ่นที่เกิดจากการระเบิด
จะได้มองเห็นกันทั่วโลก
เพราะกระทบแสงสว่างจากดวงอาทิตย์
Carl Sagan นักเขียน
นวนิยายวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมาก
ในตอนนั้นเป็นนักศึกษาปริญญาเอก
ที่ทำงานวิจัยร่วมกับ
Gerard Kuiper นักดาราศาสตร์
ทั้งคู่ต่างอยู่ภายในทีมเดียวกัน
Carl Sagan ถูกขอให้สร้างแบบจำลอง
ทางคณิตศาสตร์ การขยายตัวของ
เมฆฝุ่นระเบิดในอวกาศรอบดวงจันทร์
ในครั้งแรก กองทัพอากาศได้พิจารณาว่า
จะระเบิดดวงจันทร์ด้วยระเบิดไฮโดรเจน
แต่ก็ต้องยกเลิกแนวคิดนี้ไป
เพราะระเบิดมีน้ำหนักมากเกินไป
ในการเดินทางไปดวงจันทร์
ที่มีระยะทางถึง 240,000 ไมล์
จึงต้องเลือกระเบิดที่มีขนาดเล็ก
แต่ให้แรงระเบิดถึง 1.7 กิโลตัน
เมื่อเปรียบเทียบกับการระเบิด
ของ Little Boy
ที่เมือง Hiroshima ในญี่ปุ่นในปี 1945
ที่มีขนาดระเบิดได้ถึง 13-18 กิโลตัน
.
.
ทีมงานที่ทำงานในโครงการ A119
ต่างทำงานกันอย่างต่อเนื่อง
จนถึงมกราคม 1959
แล้วจู่ ๆ โครงการนี้ก็ถูกสั่งให้ยุติทันที
โครงการ A119 จึงถูกเก็บเป็นความลับที่สุด
และผู้เข้าร่วมโครงการนี้ทุกคนต้องสาบานว่า
จะเก็บไว้เป็นความลับตลอดชีวิต
เพื่อแลกเปลี่ยนกับค่าตอบแทน
และมีโทษทางอาญาถ้าเปิดเผยความลับ
แต่ปัจจุบันชั้นความลับที่สุด
จะเปิดเผยได้ถ้าเกินกว่า 75 ปี
ลดลงชั้นละ 25 ปี
จากลับที่สุดเป็นลับมาก 50 ปี
จากลับมากเป็นลับ 25 ปี
จากลับเป็นปกปิด
ซึ่งทุกคนยื่นคำร้องขอดูได้
แต่รัฐบาลอาจจะให้ดูบางส่วนได้
แบบคดีสังหาร Kennedy
เพราะเกินกว่า 50 ปี
คนที่เกี่ยวข้องมักชราภาพ/ตาย
หรือคดีหมดอายุความไปแล้ว
ความลับของโครงการ A119 ยังเป็นความลับ
จนกระทั่งกลางทศวรรษที่ 1990
เมื่อนักเขียน Keay Davidson
ได้พบเรื่องราวนี้ ในขณะที่ทำการค้นคว้า
เรื่องราวของ Carl Sagan เพื่อเขียนชีวประวัติ
Sagan ก็ได้ให้รายละเอียดของโครงการ A119
ซึ่งในเวลาต่อมาก็ถูกทางการกล่าวหาว่า
ละเมิดความมั่นคงของชาติและจะมีความผิด
Carl Sagan ร่วมงานกับโครงการ A119
เพราะสมัครขอรับทุนการศึกษาปริญญาเอก
ที่ University of California ในปี 1959
.
.
ในปี 2000 รายละเอียดเพิ่มเติม
เกี่ยวกับโครงการ A119
ก็มีการเพิ่มเติมมากขึ้นในภายหลัง
หลังจากที่ชีวประวัติ Carl Sagan
ได้มีการตีพิมพ์เผยแพร่
เมื่อ Dr. Leonard Reiffel
นักฟิสิกส์หัวหน้าโครงการ A119
ยอมเปิดเผยเรื่องราวความลับนี้กับสื่อมวลชน
ซึ่งเรื่องนี้ก็อาจทำลายชื่อเสียงของท่าน
เพราะผิดคำสาบานกับรัฐบาลว่า
จะไม่เปิดเผยความลับเรื่องนี้
“ ถ้าโครงการนี้เกิดขึ้นจริง
จะมีผล(กับโลก)เล็กน้อยมาก
มันกินเวลาทำงานของพวกเราน้อยกว่าหนึ่งปี
และพวกเราไม่เคยไปถึงจุดหมาย
แผนการปฏิบัติการระเบิดดวงจันทร์ครั้งนี้เลย
เราแสดงให้เห็นว่า น่าจะมีผลกระทบบางอย่าง
แต่ยังมีข้อโต้แย้งที่แท้จริงในเรื่องที่พวกเราทำ
และคนอื่น ๆ ที่อยู่เบื้องหลัง คือ ไม่มีทางเลือก
ที่จะไม่ทำลายสภาพแวดล้อม
อันบริสุทธิ์ของดวงจันทร์ได้
แต่น่าจะมีวิธีการอื่น ๆ
ในการสร้างความประทับใจ
แก่สาธารณชน/ชาวบ้านว่า
เราไม่ได้ถูกรัสเซียครอบงำ
(เพราะล้าหลังเรื่องอวกาศ
เลยต้องโชว์ออฟเรื่องนี้)
ขอบคุณ ที่ความคิดเปลี่ยน
ผมก็รู้สึกกังวลเหมือนกัน
เพราะเรื่องนี้มีอิทธิผลอย่างมากต่อมติมหาชน
ถ้าลองพิจารณาไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว “
Dr. Leonard Reiffel ให้สัมภาษณ์กับ NY Times
Dr. David Lowry นักประวัติศาสตร์นิวเคลียร์ชาวอังกฤษ ได้ระบุว่า
" ข้อเสนอของโครงการ A119 น่ารังเกียจอย่างแรง
หากคิดว่ามนุษย์คนแรกที่สัมผัสกับโลกอื่น
ต้องเจอกับพื้นที่เคยระเบิดด้วยระเบิดนิวเคลียร์
ถ้าหากพวกเขาย่างก้าวไปข้างหน้า
พวกเราจะไม่มีภาพโรแมนติกของ
Neil Armstrong ที่พูดว่า
ก้าวที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ
โครงการ A119 มีความเกี่ยวข้องในทุกวันนี้
เพราะสหรัฐเสนอระบบป้องกันขีปนาวุธในอวกาศ
สหรัฐต้องการที่จะทำสงครามกับทุกพื้นที่(ศัตรู)
และความคิดเพ้อฝันบางอย่าง
ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาในปัจจุบัน
แม้ว่าจะดูเหลือเชื่ออย่างมากว่า
สหรัฐเคยต้องการระเบิดดวงจันทร์ในยุคห้าศูนย์ "
.
.
.
.
.