ก่อนอื่นผมต้องบอกก่อนว่าผม (เพิ่ง) จบจากมหาวิทยาลัยราชภัฏ อยู่ในช่วงหางาน ช่วงนี้ได้ไปสัมภาษณ์งานมาในหลายๆที่ และได้รู้จากคนในบริษัทหลายๆ คนที่เขาบอกกันมา ว่า คนที่จบจากสถาบันนี้ ส่วนใหญ่เข้าทำงานที่นี่ยากนะ ถ้าเข้ามา ถึงมีความรู้ ความสามารถไม่ต่างจากมหาวิทยาลัยอื่น เขาก็ไม่ให้ขึ้นตำแหน่งสูงๆ จะตันที่ตำแหน่งนี้ๆๆ โอเค อาจเป็นกฏหรือข้อปฏิบัติของแต่ละบริษัท ผมก็เคารพการตัดสินใจของเขา แต่ทำให้ผมตั้งคำถามกลับไปว่า
แล้วคนที่จบจากราชภัฏควรจะทำตัวอย่างไรให้เป็นที่ยอมรับของบริษัทในไทย ?
ผมเลยลองมาวิเคราะห์ออกมาเป็นข้อๆ ว่า แล้วสาเหตุที่เขาไม่ยอมรับบุคลากรจากมหาลัยราชภัฏ เป็นเพราะเหตุใด? ในฐานะ บัณฑิตคนหนึ่งที่จบจากราชภัฏผมเลยตั้งข้อสังเกตไว้ดังนี้
1. ระบบการเรียนการสอน
เนื่องจากที่นี่เปิดโอกาสให้ นักศึกษาที่มาจาก อาชีวะได้เรียนด้วย ต่างจากมหาวิทยาลัยบางแห่งที่ สาขานี้ๆ
เปิดให้เฉพาะนักเรียนที่จบ ม.6 สาย..... เกรดขึ้นต่ำ..... (คุณสมบัติรับตรง) เท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงมีเด็กจากสายอาชีพปะปนมามากมาย
ผมขอยกตัวอย่าง ในวิชาคณิตศาสตร์ตัวหนึ่ง เนื้อหา การเรียนการสอน สำหรับเด็กที่จบสายวิทย์-คณิต คืออะไรที่ง่าย (ความรู้ประมาณ ม.4 ม.5) บางคนไม่ตั้งใจเรียนเท่าไหร่ก็ทำตะแนนได้สูง (สังเกตว่าพวกนั้นจะจบมาจากโรงเรียนชื่อดังประจำจังหวัด) แต่สำหรับเด็กอาชีวะหลายๆคน ถึงจะตั้งใจเรียนมากแค่ไหน ก็ยังไม่เข้าใจ เป็นปัญหาความรู้พื้นฐาน ที่อาจารย์ก็จะต้องมารอนักศึกษากลุ่มนี้ การจะก้าวไปสู่เนื้อหาที่ยากขึ้น (ระดับอุดมศึกษา) เทียบเท่ามหาลัยอื่น จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก
ผลสรุปในวิชานั้นมีนักศึกษาที่ตก (เกรด E เดี๋ยวผมจะขยายความเกรดตัวนี้ให้ฟังในข้อที่ 2.) ประมาณครึ่ง Class
ในวิธีการตัดเกรดแบบ อิงกลุ่ม คือใช้คะแนนของทั้งคลาสมาเรียงแล้วตัดเกรด คนที่ได้คะแนนสูงสุดได้ A ไล่เรียงลงมาเรื่อยๆ จนถึง E (ตก)
มีบางวิชาที่อาจารย์ พยายามรักษามาตราฐานของวิชาไว้ ให้เทียบเท่ามหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆ อาจารย์มีความรู้-ความสามารถ แต่สิ่งที่ออกมาคือ เนื้อหากลับยากเกินไปสำหรับนักศึกษาราชภัฏ (ตัดเกรดตามจริงมีนศ.ได้ A 1-2 คนและมีนศ.ได้ E เยอะมาก) จนทำให้ นศ.ต้องลงเรียนวิชาเดิมซ้ำๆ หลายๆรอบ จนสาขาต้องยอมเปลี่ยนอาจารย์สอนในที่สุด
วิธีการเรียนการสอน บางวิชา อาจารย์เน้นสั่งงาน คือเขาจะมีแผนการส่งงานอยู่แล้ว ให้นศ. ไปเรียนมาเอง ทำเองแล้วมาส่งเขา เขาจะเข้าสอนแค่คาบแรกคือ อธิบายว่าให้ทำอะไร แค่นั้น ผมมองว่ามันอาจจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่ เพราะบางเรื่อง เราควรได้คำแนะนำ ชี้แนะจากอาจารย์ผู้สอน
ตัวข้อสอบ หลายๆวิชายังใช้การออกข้อสอบแบบ 4 ตัวเลือก (หนักสุดเคยเจอวิชาที่มี 3 ตัวเลือก) ซึ่งเมื่อดูเทียบกับม.อื่น หลายๆ ที่ไม่ใช้รูปแบบนี้ในการออกข้อสอบแล้ว
วิชาบางวิชา เน้นสั่งงานเป็นงานกลุ่ม ทำให้นศ.(บางคน)ได้อานิสงค์จากแค่อยู่กลุ่มเพื่อนนี้แล้วได้ A ฟรีๆ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ช่วยงานอะไร(เน้นจ่ายตังค์)
ในหลายบางวิชา หลักสูตรการสอนไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือ รุ่นน้องสามารถ เอางานของรุ่นพี่มาลอกได้แทบ 100% (รวมทั้งแนวข้อสอบ) บางวิชาที่ให้เป็นข้อสอบ อัตนัย(บางวิชา) นักศึกษาสามารถรู้แนวคำถาม และเกร็ง คิดคำคำตอบไว้ล่วงหน้า เพื่อไปตอบในห้องได้สบายๆ วิชาเหล่านี้ถือเป็นวิชาเก็บเกรด
2. เกณฑ์การให้คะแนน / ตัดเกรด
เกรดของราชภัฏจะมี
ความพิเศษอยู่ตรงที่เกรด E คือไม่คิดเกรดและไม่รวมหน่วยกิต ถ้าเทียบของมหาวิทยาลัยอื่นคือ F 0 แต่คิดรวมใน GPA ด้วยแต่ที่นี่ต่างออกไป ผมยกตัวอย่างเช่นสมมุติเทอม 2/2560 มีวิชาที่ลงเรียน 6 วิชา
และเคยมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นจริง แต่สำหรับ นศ.ที่ได้ E จะได้รีเกรด (ลงเรียนใหม่จนกว่าจะผ่าน) แต่ข้อเสียคือทำให้นศ.ที่มี E ไม่ผ่านเกณฑ์เกียรตินิยม ถ้ามีในระบบเยอะๆ จะติดเรียนปีสูงๆ ปี 7 ปี 8 และบางคนก็พ้นสภาพในที่สุด
ตัวอย่างวิธีการคำนวณเกรดเพิ่มเติม
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

3. สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยต่อนักศึกษาที่มีความใฝ่รู้ - ใฝ่เรียน
นศ.ที่นี่มักชอบ อาจารย์ที่ไม่ค่อยสอน เข้าช้า / ปล่อยเร็ว สำหรับคำถามท้ายคาบถ้านศ.ที่ตั้งใจเรียนมีคำถาม บางคนจะถูกเพ่งเล็งเพราะมองว่าเสียเวลาเพราะคนอื่นๆ ส่วนใหญ่ต้องการให้อาจารย์ปล่อยเร็วๆ
ในคำถามบางอย่าง อาจารย์ไม่สามารถตอบคำถามได้ ก็จะตอบแนวเลี่ยงๆ และเบี่ยงเบนประเด็น หรือหนักกว่านั้นคือ ทำให้คนถามกลายเป็นคนผิดเพราะท่านอาจไม่มีความรู้ในข้อคำถามนั้นพอที่จะตอบได้ (กรณีเป็นคำถาม ที่อยู่นอกตำราเรียน) เป็นสาเหตุให้ นศ.หลายๆคนกลัวที่จะยกมือถาม และไม่กล้าถามในประเด็นนั้น ๆ
ตัวหลักสูตร / ตำราเรียน เป็นหลักสูตรที่ค่อนข้างล้าสมัย ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริง เช่นยกตัวอย่างโปรแกรมตระกูล Adobe ในขณะที่สอนห้องเรียนใช้โปรแกรม Version CS5 และบางฟังก์ชั่นถูกตัดออกไปแล้ว ในขณะนั้นที่ Version ล่าสุดคือ Adobe CC (โปรแกรมที่ใช้ในห้องเรียนเป็นโปรแกรมไม่ถูกลิขสิทธิ์) หนังสือสอน Excel ในห้องสมุดเท่าที่หาได้เวอร์ชั่นล่าสุดคือหนังสือ Excel 95
4. วิสัยทัศน์ / พันธกิจ / เป้าหมายของมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นให้บัณฑิตที่จบออกมาเข้าทำงานในระดับ "ท้องถิ่น" มากกว่าแข่งขันใน ระดับ "ประเทศ" หรือระดับ "สากล"
อ้างอิง: http://research.psru.ac.th/files/download/off_332_09-08-2560.pdf
อ้างอิง: https://www.matichon.co.th/education/news_950982 , http://agri.ubru.ac.th/index.php?page=viewContent&content=N1487298357
ซึ่งผมเข้าใจความมุ่งหมายของมหาวิทยาลัย เพราะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีสาขาอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ซึ่งความเป็นจริง ในบางสาขาวิชาตลาดแรงงานในท้องถิ่น ไม่รองรับกับสาขาวิชาที่นักศึกษาจบออกมา ผมจึงเห็นรุ่นพี่หลายๆคน (กว่า 80-90%) ทำงานที่ไม่ตรงสาย หรือเป็นสายงานที่ ไม่จำเป็นต้องใช้วุฒิปริญญาตรีในการทำงานก็ได้ สาเหตุหนึ่งก็มาจากที่พวกเราไม่ได้รับโอกาสจากบริษัทต่างๆ ให้เข้าไปทำงานในสายงานที่เหมาะสมกับวุฒิที่จบมาเท่าที่ควร
5. เสียงตอบรับที่ไม่ค่อยดีนักในบางองค์กร เกี่ยวกับนักศึกษาฝึกงานที่มาจากราชภัฏ
ผมคิดว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ หลายๆองค์กร มีอคติกับบุคคลากรที่มาจากสถาบันนี้ ผมได้ยินเรื่องเล่าจากอาจารย์บางท่าน เกี่ยวกับวีรกรรม ที่ฝากเตือนมายังรุ่นน้องๆ เช่นทำงานไม่ได้ตามที่รับมอบหมาย / ประสิทธิภาพของงาน เมื่อเทียบกับ นักศึกษาฝึกงานของ มหาวิทยาลัยอื่นค่อนข้างต่ำกว่า/ การใฝ่รู้ใฝ่เรียนหาความรู้ในบางอย่างค่อนข้างต่ำ / หรือหนักกว่านั้น บางคนทิ้งงาน หรือทำให้บริษัทเสียหาย จนบริษัทของดรับนักศึกษาที่มาจากราชภัฏ เป็นเรื่องที่ท่านอาจารย์ฝากเตือนรุ่นน้องให้ไม่เอาไปเป็นเยี่ยงอย่าง / บางคนทำงานบไม่เป็น และไม่คิดขวนขวาย หรือพยายามทำให้ได้ ซึ่งบางเรื่องผมสังเกตได้จริง จากการฝึกงาน (ทีมเด็กฝึกงานในช่วยที่ผมฝึกงาน) คนที่มาจากราชภัฏ ซึ่งเป็นเฉพาะแค่บางคนครับ อันนี้ต้องแยกว่าเป็นที่นิสัยส่วนตัวของบางคนด้วย ที่ทำงานแบบขอไปที ทำแค่ให้เสร็จๆไปเท่านั้น แต่สำหรับหลายๆ คน พี่เลี้ยงผู้ดูแลก็มีคำชมว่า เด็กฝึกงานที่มาจากราชภัฏมีความอดทนสูง ทำได้ทุกอย่าง ไม่เกี่ยงงานก็แล้วแต่กรณีๆ ไป
จากปัญหาต่างๆ ที่ผมพอจะนึกออก ผมจึงอยากจะถามความคิดเห็นครับ ว่าในฐานะบัณฑิตที่จบจากราชภัฏ ธรรมดาคนหนึ่ง จะสามารถทำอะไรได้บ้าง หรือเราควร ปรับตัวอย่างไร เพื่อให้พวกเราเป็นที่ยอมรับของบริษัทต่างๆ ไม่ต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นๆครับ ขอบคุณครับ
[Edit 1] 09 สิหาคม 2562, 22:27 น.
จากหลายๆความความคิดเห็นที่มีประเด็นคล้ายๆกัน ผมจึงขออนุญาติ ขยายความเพื่อชี้แจงในบางประเด็นนะครับ
•
ตั้งกระทู้ถาม ต้องการทำเพื่ออะไร เพื่อใคร? ผมได้ตอบกลับไว้ใน
ความคิดเห็นที่ 132-1
•
ประเด็นเกี่ยวกับนักศึกษาที่มาจากสายอาชีวะ ผมได้ตอบกลับไว้ใน
ความคิดเห็นที่ 29-1
•
ประเด็นเกี่ยวกับม.รัฐ / ทำไมถึงไม่เรียนที่ ม.รัฐ? ผมได้ตอบกลับไว้ใน
ความคิดเห็นที่ 3-1
[Edit 2] 17 เมษายน 2556, 19:34 น.
แก้ไข - เพิ่มตัวอย่างวิธีคำนวณเกรด
จะทำอย่างไรให้บัณฑิตที่จบจากราชภัฏเป็นที่ยอมรับของบริษัทต่างๆ
ผมเลยลองมาวิเคราะห์ออกมาเป็นข้อๆ ว่า แล้วสาเหตุที่เขาไม่ยอมรับบุคลากรจากมหาลัยราชภัฏ เป็นเพราะเหตุใด? ในฐานะ บัณฑิตคนหนึ่งที่จบจากราชภัฏผมเลยตั้งข้อสังเกตไว้ดังนี้
1. ระบบการเรียนการสอน
เนื่องจากที่นี่เปิดโอกาสให้ นักศึกษาที่มาจาก อาชีวะได้เรียนด้วย ต่างจากมหาวิทยาลัยบางแห่งที่ สาขานี้ๆ
เปิดให้เฉพาะนักเรียนที่จบ ม.6 สาย..... เกรดขึ้นต่ำ..... (คุณสมบัติรับตรง) เท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงมีเด็กจากสายอาชีพปะปนมามากมาย
ผมขอยกตัวอย่าง ในวิชาคณิตศาสตร์ตัวหนึ่ง เนื้อหา การเรียนการสอน สำหรับเด็กที่จบสายวิทย์-คณิต คืออะไรที่ง่าย (ความรู้ประมาณ ม.4 ม.5) บางคนไม่ตั้งใจเรียนเท่าไหร่ก็ทำตะแนนได้สูง (สังเกตว่าพวกนั้นจะจบมาจากโรงเรียนชื่อดังประจำจังหวัด) แต่สำหรับเด็กอาชีวะหลายๆคน ถึงจะตั้งใจเรียนมากแค่ไหน ก็ยังไม่เข้าใจ เป็นปัญหาความรู้พื้นฐาน ที่อาจารย์ก็จะต้องมารอนักศึกษากลุ่มนี้ การจะก้าวไปสู่เนื้อหาที่ยากขึ้น (ระดับอุดมศึกษา) เทียบเท่ามหาลัยอื่น จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก
ผลสรุปในวิชานั้นมีนักศึกษาที่ตก (เกรด E เดี๋ยวผมจะขยายความเกรดตัวนี้ให้ฟังในข้อที่ 2.) ประมาณครึ่ง Class
ในวิธีการตัดเกรดแบบ อิงกลุ่ม คือใช้คะแนนของทั้งคลาสมาเรียงแล้วตัดเกรด คนที่ได้คะแนนสูงสุดได้ A ไล่เรียงลงมาเรื่อยๆ จนถึง E (ตก)
มีบางวิชาที่อาจารย์ พยายามรักษามาตราฐานของวิชาไว้ ให้เทียบเท่ามหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆ อาจารย์มีความรู้-ความสามารถ แต่สิ่งที่ออกมาคือ เนื้อหากลับยากเกินไปสำหรับนักศึกษาราชภัฏ (ตัดเกรดตามจริงมีนศ.ได้ A 1-2 คนและมีนศ.ได้ E เยอะมาก) จนทำให้ นศ.ต้องลงเรียนวิชาเดิมซ้ำๆ หลายๆรอบ จนสาขาต้องยอมเปลี่ยนอาจารย์สอนในที่สุด
วิธีการเรียนการสอน บางวิชา อาจารย์เน้นสั่งงาน คือเขาจะมีแผนการส่งงานอยู่แล้ว ให้นศ. ไปเรียนมาเอง ทำเองแล้วมาส่งเขา เขาจะเข้าสอนแค่คาบแรกคือ อธิบายว่าให้ทำอะไร แค่นั้น ผมมองว่ามันอาจจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่ เพราะบางเรื่อง เราควรได้คำแนะนำ ชี้แนะจากอาจารย์ผู้สอน
ตัวข้อสอบ หลายๆวิชายังใช้การออกข้อสอบแบบ 4 ตัวเลือก (หนักสุดเคยเจอวิชาที่มี 3 ตัวเลือก) ซึ่งเมื่อดูเทียบกับม.อื่น หลายๆ ที่ไม่ใช้รูปแบบนี้ในการออกข้อสอบแล้ว
วิชาบางวิชา เน้นสั่งงานเป็นงานกลุ่ม ทำให้นศ.(บางคน)ได้อานิสงค์จากแค่อยู่กลุ่มเพื่อนนี้แล้วได้ A ฟรีๆ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ช่วยงานอะไร(เน้นจ่ายตังค์)
ในหลายบางวิชา หลักสูตรการสอนไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือ รุ่นน้องสามารถ เอางานของรุ่นพี่มาลอกได้แทบ 100% (รวมทั้งแนวข้อสอบ) บางวิชาที่ให้เป็นข้อสอบ อัตนัย(บางวิชา) นักศึกษาสามารถรู้แนวคำถาม และเกร็ง คิดคำคำตอบไว้ล่วงหน้า เพื่อไปตอบในห้องได้สบายๆ วิชาเหล่านี้ถือเป็นวิชาเก็บเกรด
2. เกณฑ์การให้คะแนน / ตัดเกรด
เกรดของราชภัฏจะมี
ตัวอย่างวิธีการคำนวณเกรดเพิ่มเติม
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
3. สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยต่อนักศึกษาที่มีความใฝ่รู้ - ใฝ่เรียน
นศ.ที่นี่มักชอบ อาจารย์ที่ไม่ค่อยสอน เข้าช้า / ปล่อยเร็ว สำหรับคำถามท้ายคาบถ้านศ.ที่ตั้งใจเรียนมีคำถาม บางคนจะถูกเพ่งเล็งเพราะมองว่าเสียเวลาเพราะคนอื่นๆ ส่วนใหญ่ต้องการให้อาจารย์ปล่อยเร็วๆ
ในคำถามบางอย่าง อาจารย์ไม่สามารถตอบคำถามได้ ก็จะตอบแนวเลี่ยงๆ และเบี่ยงเบนประเด็น หรือหนักกว่านั้นคือ ทำให้คนถามกลายเป็นคนผิดเพราะท่านอาจไม่มีความรู้ในข้อคำถามนั้นพอที่จะตอบได้ (กรณีเป็นคำถาม ที่อยู่นอกตำราเรียน) เป็นสาเหตุให้ นศ.หลายๆคนกลัวที่จะยกมือถาม และไม่กล้าถามในประเด็นนั้น ๆ
ตัวหลักสูตร / ตำราเรียน เป็นหลักสูตรที่ค่อนข้างล้าสมัย ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริง เช่นยกตัวอย่างโปรแกรมตระกูล Adobe ในขณะที่สอนห้องเรียนใช้โปรแกรม Version CS5 และบางฟังก์ชั่นถูกตัดออกไปแล้ว ในขณะนั้นที่ Version ล่าสุดคือ Adobe CC (โปรแกรมที่ใช้ในห้องเรียนเป็นโปรแกรมไม่ถูกลิขสิทธิ์) หนังสือสอน Excel ในห้องสมุดเท่าที่หาได้เวอร์ชั่นล่าสุดคือหนังสือ Excel 95
4. วิสัยทัศน์ / พันธกิจ / เป้าหมายของมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นให้บัณฑิตที่จบออกมาเข้าทำงานในระดับ "ท้องถิ่น" มากกว่าแข่งขันใน ระดับ "ประเทศ" หรือระดับ "สากล"
ซึ่งผมเข้าใจความมุ่งหมายของมหาวิทยาลัย เพราะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีสาขาอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ซึ่งความเป็นจริง ในบางสาขาวิชาตลาดแรงงานในท้องถิ่น ไม่รองรับกับสาขาวิชาที่นักศึกษาจบออกมา ผมจึงเห็นรุ่นพี่หลายๆคน (กว่า 80-90%) ทำงานที่ไม่ตรงสาย หรือเป็นสายงานที่ ไม่จำเป็นต้องใช้วุฒิปริญญาตรีในการทำงานก็ได้ สาเหตุหนึ่งก็มาจากที่พวกเราไม่ได้รับโอกาสจากบริษัทต่างๆ ให้เข้าไปทำงานในสายงานที่เหมาะสมกับวุฒิที่จบมาเท่าที่ควร
5. เสียงตอบรับที่ไม่ค่อยดีนักในบางองค์กร เกี่ยวกับนักศึกษาฝึกงานที่มาจากราชภัฏ
ผมคิดว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ หลายๆองค์กร มีอคติกับบุคคลากรที่มาจากสถาบันนี้ ผมได้ยินเรื่องเล่าจากอาจารย์บางท่าน เกี่ยวกับวีรกรรม ที่ฝากเตือนมายังรุ่นน้องๆ เช่นทำงานไม่ได้ตามที่รับมอบหมาย / ประสิทธิภาพของงาน เมื่อเทียบกับ นักศึกษาฝึกงานของ มหาวิทยาลัยอื่นค่อนข้างต่ำกว่า/ การใฝ่รู้ใฝ่เรียนหาความรู้ในบางอย่างค่อนข้างต่ำ / หรือหนักกว่านั้น บางคนทิ้งงาน หรือทำให้บริษัทเสียหาย จนบริษัทของดรับนักศึกษาที่มาจากราชภัฏ เป็นเรื่องที่ท่านอาจารย์ฝากเตือนรุ่นน้องให้ไม่เอาไปเป็นเยี่ยงอย่าง / บางคนทำงานบไม่เป็น และไม่คิดขวนขวาย หรือพยายามทำให้ได้ ซึ่งบางเรื่องผมสังเกตได้จริง จากการฝึกงาน (ทีมเด็กฝึกงานในช่วยที่ผมฝึกงาน) คนที่มาจากราชภัฏ ซึ่งเป็นเฉพาะแค่บางคนครับ อันนี้ต้องแยกว่าเป็นที่นิสัยส่วนตัวของบางคนด้วย ที่ทำงานแบบขอไปที ทำแค่ให้เสร็จๆไปเท่านั้น แต่สำหรับหลายๆ คน พี่เลี้ยงผู้ดูแลก็มีคำชมว่า เด็กฝึกงานที่มาจากราชภัฏมีความอดทนสูง ทำได้ทุกอย่าง ไม่เกี่ยงงานก็แล้วแต่กรณีๆ ไป
จากปัญหาต่างๆ ที่ผมพอจะนึกออก ผมจึงอยากจะถามความคิดเห็นครับ ว่าในฐานะบัณฑิตที่จบจากราชภัฏ ธรรมดาคนหนึ่ง จะสามารถทำอะไรได้บ้าง หรือเราควร ปรับตัวอย่างไร เพื่อให้พวกเราเป็นที่ยอมรับของบริษัทต่างๆ ไม่ต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นๆครับ ขอบคุณครับ
[Edit 1] 09 สิหาคม 2562, 22:27 น.
จากหลายๆความความคิดเห็นที่มีประเด็นคล้ายๆกัน ผมจึงขออนุญาติ ขยายความเพื่อชี้แจงในบางประเด็นนะครับ
• ตั้งกระทู้ถาม ต้องการทำเพื่ออะไร เพื่อใคร? ผมได้ตอบกลับไว้ใน ความคิดเห็นที่ 132-1
• ประเด็นเกี่ยวกับนักศึกษาที่มาจากสายอาชีวะ ผมได้ตอบกลับไว้ใน ความคิดเห็นที่ 29-1
• ประเด็นเกี่ยวกับม.รัฐ / ทำไมถึงไม่เรียนที่ ม.รัฐ? ผมได้ตอบกลับไว้ใน ความคิดเห็นที่ 3-1
[Edit 2] 17 เมษายน 2556, 19:34 น.
แก้ไข - เพิ่มตัวอย่างวิธีคำนวณเกรด