รู้สึกไม่มีค่า​ โรคซึมเศร้า

สวัสดีค่ะทุกคน​ เราเป็นโรควิตกกังวลและซึมเศร้าแบบเรื้อรัง​ อยากขอคำปรึกษาค่ะ​ เรื่องอาจจะยาวหน่อยนะคะ

เมื่อก่อนเราเป็นลูกคุณหนูค่ะ​ ไม่เคยลำบาก​ ไม่เคยโดนขัดใจ​ เอาแต่ใจตัวเองมาก​ เห็นแต่โลกสีชมพูมาตลอด​ ไม่เคยเจอทุกข์จริงๆ​ เห็นแต่ด้านที่มีความสุขของชีวิต​ จนกระทั่งวันนึงตอนอายุ​ 23​ เราป่วยบางอย่างแต่ไม่ได้ร้ายแรงมาก​ แต่จิตใจมันต่อต้านการป่วย​ เราไปหาหมอหลายที่แต่มันก็ไม่หาย​ ความอยากหายตลอดเวลา​ทำให้เราเครียดที่เราไม่หายซักที​และยิ่งมีอาการอื่นๆตามมาเรื่อยๆ​ เรียกว่าใช้จิตซ้ำเติมกายเข้าไปอีก​ เราเริ่มบ่มเพาะนิสัยวิตกกังวล​ หาอ่านในเนตซ้ำๆเกี่ยวกับอาการที่เป็น​ ไม่เคยรู้ตัวว่าโรควิตกกังวลได้มาเยือนแล้ว​ อาการแรกๆคือจะปล่อยวางความคิดได้ยากมาก​ พอกายเป็นอะไรนิดนึงก็มโนว่าจะเปนโรคร้ายไปหาอ่านในเนตอีก ขี้โมโหและหายโมโหช้ามาก​ คล้ายๆคนEQน้อยคนนึง​ 

ต่อมาการเข้าสังคม​ ทำให้อาการเหล่านี้เจือจางลง​ จนกระทั่งเรามาเจอเรื่องสะเทือนใจ​เรื่องนึง​ แม่เราเชื่อเรื่องจ้าวเข้าทรงมาก​ ไม่ยอมให้เราแต่งงานกับแฟนที่รู้จักกันมา8ปี​ เค้าเป็นคนดีคนนึง​ และเรารักกัน​ โดยให้เหตุผลว่า​ แต่งงานไปแล้วเราจะตาย  ชะตาขาด​ และจ้าวบอกว่าแฟนเราจะไปก่อหนี้สิน​เป็นร้อยล้าน​ ไม่ใช่เนื้อคู่กัน​ คนๆนี้เลวต่างๆนาๆ​ ทั้งๆที่แม่ไม่รู้จักเขามาก่อน​ ที่รู้ก็คือวันเดือนปีเกิดเขา​ เราพยายามอทิบายให้แม่เปิดใจรับฟัง​ ให้เหตุผลมากมาย​ เล่าเรื่องราวของเค้าให้แม่ฟัง​ แม่ไม่รับฟังใดๆทั้งสิ้น​ ความเชื่อของแม่ชนะทุกสิ่ง​ เรายืนยันจะแต่งและแม่ขู่ว่าจะฆ่าตัวตาย​ ด่าเราให้ญาติๆฟังทั้งๆที่เราไม่เคยทำอะไรเสื่อมเสียแม้แต่น้อย​ เราทะเลาะกันหนัก​จากนั้นแม่ก็เลือกที่จะ​ ไม่พูดและไม่เจอกับเราอีกเลย​ เจอกันอาทิตย์ละหนแม่พูดแค่คำเดียวว่า​ เลิกกับมันแล้วกูจะกลับเป็นเหมือนเดิม​ ชีวิตเราเหมือนเจอกับทางตัน

แฟนเราไม่เคยทำผิดต่อเรา​ คบกันมา6ปีไม่เคยมีเรื่องผู้หญิงอื่น​ ตั้งใจทำมาหากิน​ เก็บเงินเก่งมาก​ ไม่เคยสุรุ่ยสุร่ายเลย​ เขาซื้อบ้านเรือนหอและซื้อรถด้วยเงินสด​ไม่เคยมีหนี้แม้แต่บาทเดียว​ เลิกงานก็กลับบ้านค้นคว้าหาความรู้​ ตกดึกก็คุยกะเราทุกคืน​ คบกัน6ปีไม่แตกต่างจากคบกันปีแรก​ ดูแลเทคแคร์เราสม่ำเสมอมาตลอด​ ไม่กินเหล้าสูบบุหรี่และไม่มีอบายมุก​ เราคิดว่าเค้าไม่ได้ทำผิดอะไรเลย​ และเป็น้ชายที่ดีมากคนนึง

การทะเลาะครั้งนี้เร่งให้เกิดอาการซึมเศร้า​ เราคิดวนเรื่องแม่จนไม่ได้หลับได้นอน​ มีอาการหัวใจสั่น​ ลำไส้กระตุกตลอดจนนอนไม่ได้​ หายใจหอบเหมือนหายใจเอาอากาศเข้าไปแต่ไม่ได้รับอากาศ​ เหมือนคนจมน้ำตลอดเวลา เราหยุดความคิดไม่ได้มันคิดวนเป็นร้อยรอบพันรอบเรื่องเดิมๆ​ และความคิดลบที่ไม่มีเค้ารางว่าจะเกิดขึ้นก้อผุดขึ้นมาตลอดเวลา ตึงหัวและหว่างคิ้วตลอดเวลา​ กล้ามเนื้อในร่างกายกระตุกเป็นพักๆ​ 2เดือนที่นอนเหมือนไม่ได้นอน​ จนกระทั่งเราลุกขึ้นมาออกกำลังกายจนร่างกายซม​ ก่อนนอนเราไม่เคยมีความสึกง่วงนอน​ แต่เหมือนสวิชถูกดับจากความเหนื่อยล้า​ นอนหลับบ้างไม่หลับบ้างเราก็ทน​ไป​ หลังออกกำลังกาย1วันเหมือนร่างกายซ่อมแซมตัวเองไม่ได้เลย​ ปวดตัวไปหมด​ทุกๆวัน​ แต่เราก็ทนออกทุกวันมานาน​เพื่อช่วยในการนอน เราเริ่มเดินจงกรมนั่งสมาทิ​ แต่ทำให้ความคิดหยุดไม่ได้เลย​ ยิ่งเครียดกว่าเดิมเพราะเพ่ง​ พอรู้ว่าทำผิดวิธีจึงล้มเลิกไป​ หันไปฟังธรรมทุกวันแทน​ และออกไปทำงานอาสาช่วยเหลือคนอื่น​ ไม่ให้ตัวเองว่าง​

1ปีผ่านมา​ การคุมอารมณ์เมื่อโกรธ​ไม่ดีขึ้น​ เวลาโกรธแค่เรื่องเล็กๆเรานอนไม่หลับ3วัน​​ ร่างกายร้อนรุ่มไปหมดเหมือนไฟใหม้ในตัว​ เราตัดสินใจไปหาจิตแพทย์​ หมอฟังเรื่องราวของเราก็จ่ายยามาให้กินก่อนนอนวันละ1เม็ด​ หาหมอมา2เดือน​ ความคิดที่หยุดไม่ได้ทั้งวันทั้งคืนเราเริ่มที่จะควบคุมมันได้บ้างแล้ว​ เราสามารถแยกแยะและเลือกเชื่อแต่ความคิดที่ดี​ หลีกเลี่ยงความโกรธในทุกกรณี​ การนอนหลับและการซ่อมแซมร่างกายดีมาก​ เราเริ่มเดินจงกรมนั่งสมาทิอีกคั้ง​ คราวนี้เราจัดสรรเวลาทำทุกวันก่อนไปทำงาน30นาที​ ก่อนนอน30นาที​ 2เดือนมาแล้ว​ จิตแพทย์แนะนำเพราะมันช่วยพัฒนาสมองส่วนหน้าซึ่มเป็นส่วนที่ควบคุมอารมณ์ให้ดีขึ้นได้​ เรายังคงออกไปทำงานจิตอาสาเยี่ยมผู้ป่วยระยะสุดท้ายอาทิตย์ละ2วัน​ เราฝึกฝนความอททนหัดนั่งรถเม์ร้อนๆ​ รอรอถเมล์เหมือนคนอื่นๆ​ กินข้าวราดแกงเหมือนคนอื่นๆ​ มีน้ำใจต่อคนรอบข้างมากขึ้น​ เราเริ่มรู้จักความสุขที่ไม่ได้มาจากการใช้เงิน​ แค่ผู้ป่วยยิ้มให้เราหนนึง​ เราก็มีควาทสุขแล้ว​ แค่เราได้ออกกำลังกายที่สวนสาธารณะเราก็สุขมากแล้ว​ เราไม่อยากได้อะไรเพิ่มเติมอีก​ ไม่ซื้อนั่นซื้อนี่​ อาการเราดีขึ้นเรื่อยๆจากยาและจากการทำจิตบำบัด​ 

เราดีใจในสิ่งที่เราพยายามเรียนรู้และพัฒนาตนเอง​ ​ เล่าให้แฟนเราฟังถึงความดีใจของเรา​ เขามักจะพูดว่า​ เราแย่มานานแล้วคนอื่นเค้าไม่เป็นอย่างนี้กัน​ และพูดถึงสิ่งไม่ดีของเราที่เราควรจะปรับปรุงเพิ่มอีก4-5อย่าง​ พร้อมยกตัวอย่างเรื่องในอดีตมากมายที่เราอาจจะแก้แล้วหรือยังไม่ได้แก้ให้ฟังอีก4-5ตัวอย่าง​ ทุกครั้งจะเป็นแบบนี้​ ไม่เคยพูดให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมันดี​ เราเล่าด้วยใจที่เบิกบานยินดี​ แต่จบด้วยใจที่ห่อเหี่ยวแห้งแล้งและรู้สึกเสียใจลึกๆเก็บไว้ในใจ​ และวนสู่การเก็บกลับมาคิดซ้ำๆด้วยตัวโรคที่ยังไม่หาย​ แต่เขาก็จะปิดท้ายเสมอว่าไม่ว่าเราจะเป็นอย่างไรแก้นิสัยได้หรือไม่​ หายจากโรคหรือไม่เขาก็รักเรา

เขาชอบพูดว่า​ เพื่อนที่ทำงานถามเขาว่าไหวหรอคบกับคนนี้​ คุนแน่ใจหรอว่าจะเอาแฟนป่วยออดๆแอดๆแบบนี้​ จะไม่เ็นปัญหาในอนาคตหรอ​ แต่เค้าไม่สนใจก็ยืนยันจะคบกับเราต่อและแต่งกับเรา

แรกๆฟังก็พอจะปล่อยผ่านไปไม่คิดอะไรได้​ หลังจากนั้นเวลาทะเลาะกันเค้าชอบเล่าว่า​ แม่เค้าถามเสมอว่าแน่ใจหรอว่าจะเอาคนนี้​ เลิกดีกว่านะคุณหนูทำอะไรก็ไม่เป็นสักอย่าง​ คบไปก็ไม่ส่งเสริมอะไรเรามีแต่จะถ่วงให้เราแย่ลง​ แถมเอาแต่ใจอีกคบไปจะมีความสุขหรอ​ และต่อท้ายว่าแต่เค้าก็ไม่ัยืงยืนยันจะคบกับเราต่อเพราะเค้ารักเรานะ​ 

เราฟังหนแรก​ หนสอง​ หนสาม​ และเรื่อยมา​ มันตอกย้ำในส่วนลึกของจิตใจเราว่า​ เรามันไม่มีประโยชน์กับเขาเลย​ ใครๆก็คิดแบบนั้น​ เราอยู่บ้านตัวเองไม่เคยต้องเจอคำพูดบั่นทอนจิตใจแบบนี้​ ไม่เคยรู้สึกไร้ค่ากับใครเท่ากับกะแฟนตัวเอง​ เราเคยขอควาทร่วมมือจากเค้านะว่าเราเป็นโรคซึมเศร้าและเราพยายามที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งที่กระทบกระเทือนจิตใจถ้าทำได้​ เค้าสัญญาว่าจะพยายาม​ ทึกครั้งที่พูดแบบนี้ออกมาแล้วเราบอกว่าเราเสียใจ​ เค้าก็จะขอโทษและบอกว่าจะไม่ทำอีก​ แต่เค้าก็ทำอีก​ เราถามถึงเหตุผลที่เค้าพูดแบบนี้หลายครั้ง​ เค้าบอกว่าเค้าดข้าใจว่าเราฟังแบบนี้แล้วเราจะรู้สึกดีที่ไม่ว่าใครด่าเรายังไงเค้าก็ไม่แคร์และเลือกเรามาก่อนเสมอและเค้าบอกว่า​ คนทั่วไปเค้าไม่รุสึกอะไรแบบที่เรารู้สึกหรอก​เรานี่แหละที่แปลกกว่าคนปรกติ

เราอยากจะให้อภัยเหตุผลนั้น​ ถ้าไม่ใช่เพราะเราเป็นโรคซึมเศร้าและวิตกกังวล​ ในถานะแฟนเราเค้าไม้เคยเข้าใจคนเป็นโรคนี้เลย​ เค้าไม่เคยอ่านว่าควรปฏิบัติต่อคนที่เปนโรคนี้อย่างไร​ เค้าอ่านเรื่องหาเงินอย่างไรวันละหลายชั่วโมง​ แต่ไม่เคยมีเรื่องที่เกี่ยวกับโรคของเรา​ เค้าคิดจะแต่ในมุมของเขาว่าคำพูดเค้าปรกติ​ ไม่มีเจตนาร้ายและไม่ได้ตั้งใจ​ พอเราร้องใฟ้เสียใจก็ขอโทษและพูดว่าไม่ทำอีกแต่ก้อยืนยันว่าคำพูดเค้าปรกติ​ เค้าไม่ได้เปนคนพูดคำพวกนั้น​ นั่นมันคนอื่นพูด​ แค่เล่าให้เราฟัง(ซ้ำๆ)​ เค้าไม่ได้คิดแบบนั้น(แต่ชอบเล่าตอนทะเลาะกัน)​

คำพูดเค้าทำให้เรารู้สึกไม่มีค่า​ รู้สึกไม่คู่ควรจะเป็นคู่ชีวิตของเค้า​ ทำให้เราสงสัยว่าจะมาคบเราทำไม​ ตัวโรคที่เราเป็นทำให้เราหยุดความคิดนี้ไม่ได้อีกครั้ง​ และแม้จะกินยาเราก็ยังไม่ได้นอน​ ลำไส้กระตุกอีกครั้งหลังจากบำบัดจนมันหายไป2เดือน​ ความคิดว่าเราไม่มีค่ามันวนไปวนมาในหัว​ เราไม่เคยได้กำลังใจเวลาเราพยายามพัฒนาให้หายจากอาการที่เป็นลบ​ ซ้ำยังบอกว่าเราไม่ดีจุดนั้นจุดนี้อีกหลายอย่าง​ บอกให้ดูเค้าเป็นตัวอย่าง​ ให้เรียนจากชีวิตเค้า​ และทุกคนั้งที่มีการเถียงกันเรื่องคำพูดไม่ดีของเค้า(คำพูดที่บั่นทอนจิตใจในความคิดเรา)​เราก็จะมีอาการของโรคที่แย่ลง​ และเค้าก็ดูเหมือนจะไม่ได้พยายามจะเข้าใจเราและโรคของเรา

เราเห็นเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นไบโพล่า​ เค้าอาการหนักกว่าเรามาก​  ครอบครัวเค้าเป็นกำลังใจและเข้าใจคนป่วยมาก​ คอยกอดให้กำลังใจ​ คอยปลอบใจเวลาเค้าอาละวาดว่ามันเปนแค่อาการของโรค​ พวกเค้ารู้และรับได้​ พวกเค้าศึกษาโรคไปด้วยกัน​ คอยบอกไม่ต้องเครียดนะ​ มันสะท้อนใจว่ารอบข้างเราไม่มีใครที่เข้าใจเราแม้แต่คนเดียว​ ไม่มีใครเข้าใจว่าคนเป็นโรคซึมเศร้าต้องการกำลังใจ​ ต้องการคนเข้าใจ​ ต้องการคำพูดที่ระมัดระวังกว่าคนปรกติทั่วไป
คำพูดของแฟนเรานั้น​ ทำให้รู้สึกว่าความพยายามหาย2เดือนที่ผ่านมาไร้ค่าไป​ เหมือนกลับมาตั้งต้นที่จุดเริ่มรักษาใหม่อีกครั้ง​ เราท้อแท้ใจ​ ไม่ว่าพยายามแค่ไหนก็ยังไม่ดีพอ​ ยังไม่มีคุนค่า​ ยังไม่คู่ควร​  สุดท้ายก็จบที่ขอโทษแต่เราคิดมากไปเอง

แฟนเรามีข้อดีมากมาย​ เค้าโตกว่าเราดูแลเราดีหลายอย่างและเป็นคนสม่ำเสมอ​ เขามักจะสั่งสอนปฏิบัติกับเราเหมือนสั่งสอนลูก​ แต่คำพูดของเค้าที่ใช้บางทีก็แย่จนเรารับไม่ได้​ และก็บอกว่าคำพูดเค้าปรกติเรานี่แหละคิดมากคนอื่นเค้าฟังก็ไม่รู้สึกแย่ๆแบบเรา​ จบแบบเค้าไม่เคยรู้ตัวว่าคำพูดเค้าแย่

ยาที่เรากินมีผลข้างเคียงบางส่วน​ เราไม่อยากกินนานแต่ถ้ายังต้องเจอกับคำพูดแบบนี้ของแฟนเราและการไม่เข้าใจคนเป็นโรคซึมเศร้าแบบนี้​ เราจะทำอย่างไรดี ใจเรายังไม่พร้อมรับคำพูดพวกนี้และเราก็ยังะึ่งเริ่มรักษา​ ถ้าต้องมาเจออะไรแบบนี้เป็นระยะๆเรากลัวว่ามันจะไม่เป็นผลดีต่อการรักษา อยากขอคำปรึกษาทุกๆคนค่ะ​ ว่าคำพูดแบบที่แฟนเราพูดบ่อยๆนี่มันคือเรื่องทั่วไปที่คนปรกติเค้ารับได้หรือฟังแล้วรู้สึกดีหรอ​ มีแค่เราที่เปนซึมเศร้าที่ปรุงแต่งไปเองในทางลบทางร้ายหรือเปล่า​ เราจะได้พยายามมองให้เป็นบวกและทำความเคยชินกับสิ่งนี้​ และเราอยากให้แฟนเราเค้าใส่ใจกับคำพูดที่เค้าใช้กับเรามากกว่านี้จะทำอย่างไรดีคะเพราะเคยคุยกันแล้วเค้าก็รับปากแต่มันก็ได้ผลลัพแบบนี้มา

สำหรับคนที่เป็นโรคเดียวกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะคะ​ ส่วนของตัวเรา​ เราลองเดินจงกรมนั่งสมาทิพัฒนาสมองส่วนคุมอารมณ์และไปทำงานอาสาเพื่อมองเห็นชีวิตจากด้านที่ทั้งสุขและทกข์เพื่อฝึกใจให้ปล่อยวาง​ และทำจิตบำบัดโดยคิดถึงสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นและสิ่งดีๆที่ได้ทำในแต่ละวัน​ พบว่าวิธีพวหนี้มีประโยชน์เกื้อหนุนการรักษาโรคซึมเศร้าได้ดีแต่ต้องใช้เวลานะคะ​ และที่สำคัญคือต้องทานยาช่วยด้วยค่ะ​  แต่เรายังไม่ได้หายนะคะแค่ความคิดจัดการได้ดีและนอนดีขึ้น​ คิดแต่สิ่งดีๆ​ ณ​  จุดนี้ก็ไม่ทุกข์มากแล้วค่ะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่