สวัสดีค่ะทุกคน เราเป็นโรควิตกกังวลและซึมเศร้าแบบเรื้อรัง อยากขอคำปรึกษาค่ะ เรื่องอาจจะยาวหน่อยนะคะ
เมื่อก่อนเราเป็นลูกคุณหนูค่ะ ไม่เคยลำบาก ไม่เคยโดนขัดใจ เอาแต่ใจตัวเองมาก เห็นแต่โลกสีชมพูมาตลอด ไม่เคยเจอทุกข์จริงๆ เห็นแต่ด้านที่มีความสุขของชีวิต จนกระทั่งวันนึงตอนอายุ 23 เราป่วยบางอย่างแต่ไม่ได้ร้ายแรงมาก แต่จิตใจมันต่อต้านการป่วย เราไปหาหมอหลายที่แต่มันก็ไม่หาย ความอยากหายตลอดเวลาทำให้เราเครียดที่เราไม่หายซักทีและยิ่งมีอาการอื่นๆตามมาเรื่อยๆ เรียกว่าใช้จิตซ้ำเติมกายเข้าไปอีก เราเริ่มบ่มเพาะนิสัยวิตกกังวล หาอ่านในเนตซ้ำๆเกี่ยวกับอาการที่เป็น ไม่เคยรู้ตัวว่าโรควิตกกังวลได้มาเยือนแล้ว อาการแรกๆคือจะปล่อยวางความคิดได้ยากมาก พอกายเป็นอะไรนิดนึงก็มโนว่าจะเปนโรคร้ายไปหาอ่านในเนตอีก ขี้โมโหและหายโมโหช้ามาก คล้ายๆคนEQน้อยคนนึง
ต่อมาการเข้าสังคม ทำให้อาการเหล่านี้เจือจางลง จนกระทั่งเรามาเจอเรื่องสะเทือนใจเรื่องนึง แม่เราเชื่อเรื่องจ้าวเข้าทรงมาก ไม่ยอมให้เราแต่งงานกับแฟนที่รู้จักกันมา8ปี เค้าเป็นคนดีคนนึง และเรารักกัน โดยให้เหตุผลว่า แต่งงานไปแล้วเราจะตาย ชะตาขาด และจ้าวบอกว่าแฟนเราจะไปก่อหนี้สินเป็นร้อยล้าน ไม่ใช่เนื้อคู่กัน คนๆนี้เลวต่างๆนาๆ ทั้งๆที่แม่ไม่รู้จักเขามาก่อน ที่รู้ก็คือวันเดือนปีเกิดเขา เราพยายามอทิบายให้แม่เปิดใจรับฟัง ให้เหตุผลมากมาย เล่าเรื่องราวของเค้าให้แม่ฟัง แม่ไม่รับฟังใดๆทั้งสิ้น ความเชื่อของแม่ชนะทุกสิ่ง เรายืนยันจะแต่งและแม่ขู่ว่าจะฆ่าตัวตาย ด่าเราให้ญาติๆฟังทั้งๆที่เราไม่เคยทำอะไรเสื่อมเสียแม้แต่น้อย เราทะเลาะกันหนักจากนั้นแม่ก็เลือกที่จะ ไม่พูดและไม่เจอกับเราอีกเลย เจอกันอาทิตย์ละหนแม่พูดแค่คำเดียวว่า เลิกกับมันแล้วกูจะกลับเป็นเหมือนเดิม ชีวิตเราเหมือนเจอกับทางตัน
แฟนเราไม่เคยทำผิดต่อเรา คบกันมา6ปีไม่เคยมีเรื่องผู้หญิงอื่น ตั้งใจทำมาหากิน เก็บเงินเก่งมาก ไม่เคยสุรุ่ยสุร่ายเลย เขาซื้อบ้านเรือนหอและซื้อรถด้วยเงินสดไม่เคยมีหนี้แม้แต่บาทเดียว เลิกงานก็กลับบ้านค้นคว้าหาความรู้ ตกดึกก็คุยกะเราทุกคืน คบกัน6ปีไม่แตกต่างจากคบกันปีแรก ดูแลเทคแคร์เราสม่ำเสมอมาตลอด ไม่กินเหล้าสูบบุหรี่และไม่มีอบายมุก เราคิดว่าเค้าไม่ได้ทำผิดอะไรเลย และเป็น้ชายที่ดีมากคนนึง
การทะเลาะครั้งนี้เร่งให้เกิดอาการซึมเศร้า เราคิดวนเรื่องแม่จนไม่ได้หลับได้นอน มีอาการหัวใจสั่น ลำไส้กระตุกตลอดจนนอนไม่ได้ หายใจหอบเหมือนหายใจเอาอากาศเข้าไปแต่ไม่ได้รับอากาศ เหมือนคนจมน้ำตลอดเวลา เราหยุดความคิดไม่ได้มันคิดวนเป็นร้อยรอบพันรอบเรื่องเดิมๆ และความคิดลบที่ไม่มีเค้ารางว่าจะเกิดขึ้นก้อผุดขึ้นมาตลอดเวลา ตึงหัวและหว่างคิ้วตลอดเวลา กล้ามเนื้อในร่างกายกระตุกเป็นพักๆ 2เดือนที่นอนเหมือนไม่ได้นอน จนกระทั่งเราลุกขึ้นมาออกกำลังกายจนร่างกายซม ก่อนนอนเราไม่เคยมีความสึกง่วงนอน แต่เหมือนสวิชถูกดับจากความเหนื่อยล้า นอนหลับบ้างไม่หลับบ้างเราก็ทนไป หลังออกกำลังกาย1วันเหมือนร่างกายซ่อมแซมตัวเองไม่ได้เลย ปวดตัวไปหมดทุกๆวัน แต่เราก็ทนออกทุกวันมานานเพื่อช่วยในการนอน เราเริ่มเดินจงกรมนั่งสมาทิ แต่ทำให้ความคิดหยุดไม่ได้เลย ยิ่งเครียดกว่าเดิมเพราะเพ่ง พอรู้ว่าทำผิดวิธีจึงล้มเลิกไป หันไปฟังธรรมทุกวันแทน และออกไปทำงานอาสาช่วยเหลือคนอื่น ไม่ให้ตัวเองว่าง
1ปีผ่านมา การคุมอารมณ์เมื่อโกรธไม่ดีขึ้น เวลาโกรธแค่เรื่องเล็กๆเรานอนไม่หลับ3วัน ร่างกายร้อนรุ่มไปหมดเหมือนไฟใหม้ในตัว เราตัดสินใจไปหาจิตแพทย์ หมอฟังเรื่องราวของเราก็จ่ายยามาให้กินก่อนนอนวันละ1เม็ด หาหมอมา2เดือน ความคิดที่หยุดไม่ได้ทั้งวันทั้งคืนเราเริ่มที่จะควบคุมมันได้บ้างแล้ว เราสามารถแยกแยะและเลือกเชื่อแต่ความคิดที่ดี หลีกเลี่ยงความโกรธในทุกกรณี การนอนหลับและการซ่อมแซมร่างกายดีมาก เราเริ่มเดินจงกรมนั่งสมาทิอีกคั้ง คราวนี้เราจัดสรรเวลาทำทุกวันก่อนไปทำงาน30นาที ก่อนนอน30นาที 2เดือนมาแล้ว จิตแพทย์แนะนำเพราะมันช่วยพัฒนาสมองส่วนหน้าซึ่มเป็นส่วนที่ควบคุมอารมณ์ให้ดีขึ้นได้ เรายังคงออกไปทำงานจิตอาสาเยี่ยมผู้ป่วยระยะสุดท้ายอาทิตย์ละ2วัน เราฝึกฝนความอททนหัดนั่งรถเม์ร้อนๆ รอรอถเมล์เหมือนคนอื่นๆ กินข้าวราดแกงเหมือนคนอื่นๆ มีน้ำใจต่อคนรอบข้างมากขึ้น เราเริ่มรู้จักความสุขที่ไม่ได้มาจากการใช้เงิน แค่ผู้ป่วยยิ้มให้เราหนนึง เราก็มีควาทสุขแล้ว แค่เราได้ออกกำลังกายที่สวนสาธารณะเราก็สุขมากแล้ว เราไม่อยากได้อะไรเพิ่มเติมอีก ไม่ซื้อนั่นซื้อนี่ อาการเราดีขึ้นเรื่อยๆจากยาและจากการทำจิตบำบัด
เราดีใจในสิ่งที่เราพยายามเรียนรู้และพัฒนาตนเอง เล่าให้แฟนเราฟังถึงความดีใจของเรา เขามักจะพูดว่า เราแย่มานานแล้วคนอื่นเค้าไม่เป็นอย่างนี้กัน และพูดถึงสิ่งไม่ดีของเราที่เราควรจะปรับปรุงเพิ่มอีก4-5อย่าง พร้อมยกตัวอย่างเรื่องในอดีตมากมายที่เราอาจจะแก้แล้วหรือยังไม่ได้แก้ให้ฟังอีก4-5ตัวอย่าง ทุกครั้งจะเป็นแบบนี้ ไม่เคยพูดให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมันดี เราเล่าด้วยใจที่เบิกบานยินดี แต่จบด้วยใจที่ห่อเหี่ยวแห้งแล้งและรู้สึกเสียใจลึกๆเก็บไว้ในใจ และวนสู่การเก็บกลับมาคิดซ้ำๆด้วยตัวโรคที่ยังไม่หาย แต่เขาก็จะปิดท้ายเสมอว่าไม่ว่าเราจะเป็นอย่างไรแก้นิสัยได้หรือไม่ หายจากโรคหรือไม่เขาก็รักเรา
เขาชอบพูดว่า เพื่อนที่ทำงานถามเขาว่าไหวหรอคบกับคนนี้ คุนแน่ใจหรอว่าจะเอาแฟนป่วยออดๆแอดๆแบบนี้ จะไม่เ็นปัญหาในอนาคตหรอ แต่เค้าไม่สนใจก็ยืนยันจะคบกับเราต่อและแต่งกับเรา
แรกๆฟังก็พอจะปล่อยผ่านไปไม่คิดอะไรได้ หลังจากนั้นเวลาทะเลาะกันเค้าชอบเล่าว่า แม่เค้าถามเสมอว่าแน่ใจหรอว่าจะเอาคนนี้ เลิกดีกว่านะคุณหนูทำอะไรก็ไม่เป็นสักอย่าง คบไปก็ไม่ส่งเสริมอะไรเรามีแต่จะถ่วงให้เราแย่ลง แถมเอาแต่ใจอีกคบไปจะมีความสุขหรอ และต่อท้ายว่าแต่เค้าก็ไม่ัยืงยืนยันจะคบกับเราต่อเพราะเค้ารักเรานะ
เราฟังหนแรก หนสอง หนสาม และเรื่อยมา มันตอกย้ำในส่วนลึกของจิตใจเราว่า เรามันไม่มีประโยชน์กับเขาเลย ใครๆก็คิดแบบนั้น เราอยู่บ้านตัวเองไม่เคยต้องเจอคำพูดบั่นทอนจิตใจแบบนี้ ไม่เคยรู้สึกไร้ค่ากับใครเท่ากับกะแฟนตัวเอง เราเคยขอควาทร่วมมือจากเค้านะว่าเราเป็นโรคซึมเศร้าและเราพยายามที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งที่กระทบกระเทือนจิตใจถ้าทำได้ เค้าสัญญาว่าจะพยายาม ทึกครั้งที่พูดแบบนี้ออกมาแล้วเราบอกว่าเราเสียใจ เค้าก็จะขอโทษและบอกว่าจะไม่ทำอีก แต่เค้าก็ทำอีก เราถามถึงเหตุผลที่เค้าพูดแบบนี้หลายครั้ง เค้าบอกว่าเค้าดข้าใจว่าเราฟังแบบนี้แล้วเราจะรู้สึกดีที่ไม่ว่าใครด่าเรายังไงเค้าก็ไม่แคร์และเลือกเรามาก่อนเสมอและเค้าบอกว่า คนทั่วไปเค้าไม่รุสึกอะไรแบบที่เรารู้สึกหรอกเรานี่แหละที่แปลกกว่าคนปรกติ
เราอยากจะให้อภัยเหตุผลนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะเราเป็นโรคซึมเศร้าและวิตกกังวล ในถานะแฟนเราเค้าไม้เคยเข้าใจคนเป็นโรคนี้เลย เค้าไม่เคยอ่านว่าควรปฏิบัติต่อคนที่เปนโรคนี้อย่างไร เค้าอ่านเรื่องหาเงินอย่างไรวันละหลายชั่วโมง แต่ไม่เคยมีเรื่องที่เกี่ยวกับโรคของเรา เค้าคิดจะแต่ในมุมของเขาว่าคำพูดเค้าปรกติ ไม่มีเจตนาร้ายและไม่ได้ตั้งใจ พอเราร้องใฟ้เสียใจก็ขอโทษและพูดว่าไม่ทำอีกแต่ก้อยืนยันว่าคำพูดเค้าปรกติ เค้าไม่ได้เปนคนพูดคำพวกนั้น นั่นมันคนอื่นพูด แค่เล่าให้เราฟัง(ซ้ำๆ) เค้าไม่ได้คิดแบบนั้น(แต่ชอบเล่าตอนทะเลาะกัน)
คำพูดเค้าทำให้เรารู้สึกไม่มีค่า รู้สึกไม่คู่ควรจะเป็นคู่ชีวิตของเค้า ทำให้เราสงสัยว่าจะมาคบเราทำไม ตัวโรคที่เราเป็นทำให้เราหยุดความคิดนี้ไม่ได้อีกครั้ง และแม้จะกินยาเราก็ยังไม่ได้นอน ลำไส้กระตุกอีกครั้งหลังจากบำบัดจนมันหายไป2เดือน ความคิดว่าเราไม่มีค่ามันวนไปวนมาในหัว เราไม่เคยได้กำลังใจเวลาเราพยายามพัฒนาให้หายจากอาการที่เป็นลบ ซ้ำยังบอกว่าเราไม่ดีจุดนั้นจุดนี้อีกหลายอย่าง บอกให้ดูเค้าเป็นตัวอย่าง ให้เรียนจากชีวิตเค้า และทุกคนั้งที่มีการเถียงกันเรื่องคำพูดไม่ดีของเค้า(คำพูดที่บั่นทอนจิตใจในความคิดเรา)เราก็จะมีอาการของโรคที่แย่ลง และเค้าก็ดูเหมือนจะไม่ได้พยายามจะเข้าใจเราและโรคของเรา
เราเห็นเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นไบโพล่า เค้าอาการหนักกว่าเรามาก ครอบครัวเค้าเป็นกำลังใจและเข้าใจคนป่วยมาก คอยกอดให้กำลังใจ คอยปลอบใจเวลาเค้าอาละวาดว่ามันเปนแค่อาการของโรค พวกเค้ารู้และรับได้ พวกเค้าศึกษาโรคไปด้วยกัน คอยบอกไม่ต้องเครียดนะ มันสะท้อนใจว่ารอบข้างเราไม่มีใครที่เข้าใจเราแม้แต่คนเดียว ไม่มีใครเข้าใจว่าคนเป็นโรคซึมเศร้าต้องการกำลังใจ ต้องการคนเข้าใจ ต้องการคำพูดที่ระมัดระวังกว่าคนปรกติทั่วไป
คำพูดของแฟนเรานั้น ทำให้รู้สึกว่าความพยายามหาย2เดือนที่ผ่านมาไร้ค่าไป เหมือนกลับมาตั้งต้นที่จุดเริ่มรักษาใหม่อีกครั้ง เราท้อแท้ใจ ไม่ว่าพยายามแค่ไหนก็ยังไม่ดีพอ ยังไม่มีคุนค่า ยังไม่คู่ควร สุดท้ายก็จบที่ขอโทษแต่เราคิดมากไปเอง
แฟนเรามีข้อดีมากมาย เค้าโตกว่าเราดูแลเราดีหลายอย่างและเป็นคนสม่ำเสมอ เขามักจะสั่งสอนปฏิบัติกับเราเหมือนสั่งสอนลูก แต่คำพูดของเค้าที่ใช้บางทีก็แย่จนเรารับไม่ได้ และก็บอกว่าคำพูดเค้าปรกติเรานี่แหละคิดมากคนอื่นเค้าฟังก็ไม่รู้สึกแย่ๆแบบเรา จบแบบเค้าไม่เคยรู้ตัวว่าคำพูดเค้าแย่
ยาที่เรากินมีผลข้างเคียงบางส่วน เราไม่อยากกินนานแต่ถ้ายังต้องเจอกับคำพูดแบบนี้ของแฟนเราและการไม่เข้าใจคนเป็นโรคซึมเศร้าแบบนี้ เราจะทำอย่างไรดี ใจเรายังไม่พร้อมรับคำพูดพวกนี้และเราก็ยังะึ่งเริ่มรักษา ถ้าต้องมาเจออะไรแบบนี้เป็นระยะๆเรากลัวว่ามันจะไม่เป็นผลดีต่อการรักษา อยากขอคำปรึกษาทุกๆคนค่ะ ว่าคำพูดแบบที่แฟนเราพูดบ่อยๆนี่มันคือเรื่องทั่วไปที่คนปรกติเค้ารับได้หรือฟังแล้วรู้สึกดีหรอ มีแค่เราที่เปนซึมเศร้าที่ปรุงแต่งไปเองในทางลบทางร้ายหรือเปล่า เราจะได้พยายามมองให้เป็นบวกและทำความเคยชินกับสิ่งนี้ และเราอยากให้แฟนเราเค้าใส่ใจกับคำพูดที่เค้าใช้กับเรามากกว่านี้จะทำอย่างไรดีคะเพราะเคยคุยกันแล้วเค้าก็รับปากแต่มันก็ได้ผลลัพแบบนี้มา
สำหรับคนที่เป็นโรคเดียวกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะคะ ส่วนของตัวเรา เราลองเดินจงกรมนั่งสมาทิพัฒนาสมองส่วนคุมอารมณ์และไปทำงานอาสาเพื่อมองเห็นชีวิตจากด้านที่ทั้งสุขและทกข์เพื่อฝึกใจให้ปล่อยวาง และทำจิตบำบัดโดยคิดถึงสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นและสิ่งดีๆที่ได้ทำในแต่ละวัน พบว่าวิธีพวหนี้มีประโยชน์เกื้อหนุนการรักษาโรคซึมเศร้าได้ดีแต่ต้องใช้เวลานะคะ และที่สำคัญคือต้องทานยาช่วยด้วยค่ะ แต่เรายังไม่ได้หายนะคะแค่ความคิดจัดการได้ดีและนอนดีขึ้น คิดแต่สิ่งดีๆ ณ จุดนี้ก็ไม่ทุกข์มากแล้วค่ะ
รู้สึกไม่มีค่า โรคซึมเศร้า
เมื่อก่อนเราเป็นลูกคุณหนูค่ะ ไม่เคยลำบาก ไม่เคยโดนขัดใจ เอาแต่ใจตัวเองมาก เห็นแต่โลกสีชมพูมาตลอด ไม่เคยเจอทุกข์จริงๆ เห็นแต่ด้านที่มีความสุขของชีวิต จนกระทั่งวันนึงตอนอายุ 23 เราป่วยบางอย่างแต่ไม่ได้ร้ายแรงมาก แต่จิตใจมันต่อต้านการป่วย เราไปหาหมอหลายที่แต่มันก็ไม่หาย ความอยากหายตลอดเวลาทำให้เราเครียดที่เราไม่หายซักทีและยิ่งมีอาการอื่นๆตามมาเรื่อยๆ เรียกว่าใช้จิตซ้ำเติมกายเข้าไปอีก เราเริ่มบ่มเพาะนิสัยวิตกกังวล หาอ่านในเนตซ้ำๆเกี่ยวกับอาการที่เป็น ไม่เคยรู้ตัวว่าโรควิตกกังวลได้มาเยือนแล้ว อาการแรกๆคือจะปล่อยวางความคิดได้ยากมาก พอกายเป็นอะไรนิดนึงก็มโนว่าจะเปนโรคร้ายไปหาอ่านในเนตอีก ขี้โมโหและหายโมโหช้ามาก คล้ายๆคนEQน้อยคนนึง
ต่อมาการเข้าสังคม ทำให้อาการเหล่านี้เจือจางลง จนกระทั่งเรามาเจอเรื่องสะเทือนใจเรื่องนึง แม่เราเชื่อเรื่องจ้าวเข้าทรงมาก ไม่ยอมให้เราแต่งงานกับแฟนที่รู้จักกันมา8ปี เค้าเป็นคนดีคนนึง และเรารักกัน โดยให้เหตุผลว่า แต่งงานไปแล้วเราจะตาย ชะตาขาด และจ้าวบอกว่าแฟนเราจะไปก่อหนี้สินเป็นร้อยล้าน ไม่ใช่เนื้อคู่กัน คนๆนี้เลวต่างๆนาๆ ทั้งๆที่แม่ไม่รู้จักเขามาก่อน ที่รู้ก็คือวันเดือนปีเกิดเขา เราพยายามอทิบายให้แม่เปิดใจรับฟัง ให้เหตุผลมากมาย เล่าเรื่องราวของเค้าให้แม่ฟัง แม่ไม่รับฟังใดๆทั้งสิ้น ความเชื่อของแม่ชนะทุกสิ่ง เรายืนยันจะแต่งและแม่ขู่ว่าจะฆ่าตัวตาย ด่าเราให้ญาติๆฟังทั้งๆที่เราไม่เคยทำอะไรเสื่อมเสียแม้แต่น้อย เราทะเลาะกันหนักจากนั้นแม่ก็เลือกที่จะ ไม่พูดและไม่เจอกับเราอีกเลย เจอกันอาทิตย์ละหนแม่พูดแค่คำเดียวว่า เลิกกับมันแล้วกูจะกลับเป็นเหมือนเดิม ชีวิตเราเหมือนเจอกับทางตัน
แฟนเราไม่เคยทำผิดต่อเรา คบกันมา6ปีไม่เคยมีเรื่องผู้หญิงอื่น ตั้งใจทำมาหากิน เก็บเงินเก่งมาก ไม่เคยสุรุ่ยสุร่ายเลย เขาซื้อบ้านเรือนหอและซื้อรถด้วยเงินสดไม่เคยมีหนี้แม้แต่บาทเดียว เลิกงานก็กลับบ้านค้นคว้าหาความรู้ ตกดึกก็คุยกะเราทุกคืน คบกัน6ปีไม่แตกต่างจากคบกันปีแรก ดูแลเทคแคร์เราสม่ำเสมอมาตลอด ไม่กินเหล้าสูบบุหรี่และไม่มีอบายมุก เราคิดว่าเค้าไม่ได้ทำผิดอะไรเลย และเป็น้ชายที่ดีมากคนนึง
การทะเลาะครั้งนี้เร่งให้เกิดอาการซึมเศร้า เราคิดวนเรื่องแม่จนไม่ได้หลับได้นอน มีอาการหัวใจสั่น ลำไส้กระตุกตลอดจนนอนไม่ได้ หายใจหอบเหมือนหายใจเอาอากาศเข้าไปแต่ไม่ได้รับอากาศ เหมือนคนจมน้ำตลอดเวลา เราหยุดความคิดไม่ได้มันคิดวนเป็นร้อยรอบพันรอบเรื่องเดิมๆ และความคิดลบที่ไม่มีเค้ารางว่าจะเกิดขึ้นก้อผุดขึ้นมาตลอดเวลา ตึงหัวและหว่างคิ้วตลอดเวลา กล้ามเนื้อในร่างกายกระตุกเป็นพักๆ 2เดือนที่นอนเหมือนไม่ได้นอน จนกระทั่งเราลุกขึ้นมาออกกำลังกายจนร่างกายซม ก่อนนอนเราไม่เคยมีความสึกง่วงนอน แต่เหมือนสวิชถูกดับจากความเหนื่อยล้า นอนหลับบ้างไม่หลับบ้างเราก็ทนไป หลังออกกำลังกาย1วันเหมือนร่างกายซ่อมแซมตัวเองไม่ได้เลย ปวดตัวไปหมดทุกๆวัน แต่เราก็ทนออกทุกวันมานานเพื่อช่วยในการนอน เราเริ่มเดินจงกรมนั่งสมาทิ แต่ทำให้ความคิดหยุดไม่ได้เลย ยิ่งเครียดกว่าเดิมเพราะเพ่ง พอรู้ว่าทำผิดวิธีจึงล้มเลิกไป หันไปฟังธรรมทุกวันแทน และออกไปทำงานอาสาช่วยเหลือคนอื่น ไม่ให้ตัวเองว่าง
1ปีผ่านมา การคุมอารมณ์เมื่อโกรธไม่ดีขึ้น เวลาโกรธแค่เรื่องเล็กๆเรานอนไม่หลับ3วัน ร่างกายร้อนรุ่มไปหมดเหมือนไฟใหม้ในตัว เราตัดสินใจไปหาจิตแพทย์ หมอฟังเรื่องราวของเราก็จ่ายยามาให้กินก่อนนอนวันละ1เม็ด หาหมอมา2เดือน ความคิดที่หยุดไม่ได้ทั้งวันทั้งคืนเราเริ่มที่จะควบคุมมันได้บ้างแล้ว เราสามารถแยกแยะและเลือกเชื่อแต่ความคิดที่ดี หลีกเลี่ยงความโกรธในทุกกรณี การนอนหลับและการซ่อมแซมร่างกายดีมาก เราเริ่มเดินจงกรมนั่งสมาทิอีกคั้ง คราวนี้เราจัดสรรเวลาทำทุกวันก่อนไปทำงาน30นาที ก่อนนอน30นาที 2เดือนมาแล้ว จิตแพทย์แนะนำเพราะมันช่วยพัฒนาสมองส่วนหน้าซึ่มเป็นส่วนที่ควบคุมอารมณ์ให้ดีขึ้นได้ เรายังคงออกไปทำงานจิตอาสาเยี่ยมผู้ป่วยระยะสุดท้ายอาทิตย์ละ2วัน เราฝึกฝนความอททนหัดนั่งรถเม์ร้อนๆ รอรอถเมล์เหมือนคนอื่นๆ กินข้าวราดแกงเหมือนคนอื่นๆ มีน้ำใจต่อคนรอบข้างมากขึ้น เราเริ่มรู้จักความสุขที่ไม่ได้มาจากการใช้เงิน แค่ผู้ป่วยยิ้มให้เราหนนึง เราก็มีควาทสุขแล้ว แค่เราได้ออกกำลังกายที่สวนสาธารณะเราก็สุขมากแล้ว เราไม่อยากได้อะไรเพิ่มเติมอีก ไม่ซื้อนั่นซื้อนี่ อาการเราดีขึ้นเรื่อยๆจากยาและจากการทำจิตบำบัด
เราดีใจในสิ่งที่เราพยายามเรียนรู้และพัฒนาตนเอง เล่าให้แฟนเราฟังถึงความดีใจของเรา เขามักจะพูดว่า เราแย่มานานแล้วคนอื่นเค้าไม่เป็นอย่างนี้กัน และพูดถึงสิ่งไม่ดีของเราที่เราควรจะปรับปรุงเพิ่มอีก4-5อย่าง พร้อมยกตัวอย่างเรื่องในอดีตมากมายที่เราอาจจะแก้แล้วหรือยังไม่ได้แก้ให้ฟังอีก4-5ตัวอย่าง ทุกครั้งจะเป็นแบบนี้ ไม่เคยพูดให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมันดี เราเล่าด้วยใจที่เบิกบานยินดี แต่จบด้วยใจที่ห่อเหี่ยวแห้งแล้งและรู้สึกเสียใจลึกๆเก็บไว้ในใจ และวนสู่การเก็บกลับมาคิดซ้ำๆด้วยตัวโรคที่ยังไม่หาย แต่เขาก็จะปิดท้ายเสมอว่าไม่ว่าเราจะเป็นอย่างไรแก้นิสัยได้หรือไม่ หายจากโรคหรือไม่เขาก็รักเรา
เขาชอบพูดว่า เพื่อนที่ทำงานถามเขาว่าไหวหรอคบกับคนนี้ คุนแน่ใจหรอว่าจะเอาแฟนป่วยออดๆแอดๆแบบนี้ จะไม่เ็นปัญหาในอนาคตหรอ แต่เค้าไม่สนใจก็ยืนยันจะคบกับเราต่อและแต่งกับเรา
แรกๆฟังก็พอจะปล่อยผ่านไปไม่คิดอะไรได้ หลังจากนั้นเวลาทะเลาะกันเค้าชอบเล่าว่า แม่เค้าถามเสมอว่าแน่ใจหรอว่าจะเอาคนนี้ เลิกดีกว่านะคุณหนูทำอะไรก็ไม่เป็นสักอย่าง คบไปก็ไม่ส่งเสริมอะไรเรามีแต่จะถ่วงให้เราแย่ลง แถมเอาแต่ใจอีกคบไปจะมีความสุขหรอ และต่อท้ายว่าแต่เค้าก็ไม่ัยืงยืนยันจะคบกับเราต่อเพราะเค้ารักเรานะ
เราฟังหนแรก หนสอง หนสาม และเรื่อยมา มันตอกย้ำในส่วนลึกของจิตใจเราว่า เรามันไม่มีประโยชน์กับเขาเลย ใครๆก็คิดแบบนั้น เราอยู่บ้านตัวเองไม่เคยต้องเจอคำพูดบั่นทอนจิตใจแบบนี้ ไม่เคยรู้สึกไร้ค่ากับใครเท่ากับกะแฟนตัวเอง เราเคยขอควาทร่วมมือจากเค้านะว่าเราเป็นโรคซึมเศร้าและเราพยายามที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งที่กระทบกระเทือนจิตใจถ้าทำได้ เค้าสัญญาว่าจะพยายาม ทึกครั้งที่พูดแบบนี้ออกมาแล้วเราบอกว่าเราเสียใจ เค้าก็จะขอโทษและบอกว่าจะไม่ทำอีก แต่เค้าก็ทำอีก เราถามถึงเหตุผลที่เค้าพูดแบบนี้หลายครั้ง เค้าบอกว่าเค้าดข้าใจว่าเราฟังแบบนี้แล้วเราจะรู้สึกดีที่ไม่ว่าใครด่าเรายังไงเค้าก็ไม่แคร์และเลือกเรามาก่อนเสมอและเค้าบอกว่า คนทั่วไปเค้าไม่รุสึกอะไรแบบที่เรารู้สึกหรอกเรานี่แหละที่แปลกกว่าคนปรกติ
เราอยากจะให้อภัยเหตุผลนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะเราเป็นโรคซึมเศร้าและวิตกกังวล ในถานะแฟนเราเค้าไม้เคยเข้าใจคนเป็นโรคนี้เลย เค้าไม่เคยอ่านว่าควรปฏิบัติต่อคนที่เปนโรคนี้อย่างไร เค้าอ่านเรื่องหาเงินอย่างไรวันละหลายชั่วโมง แต่ไม่เคยมีเรื่องที่เกี่ยวกับโรคของเรา เค้าคิดจะแต่ในมุมของเขาว่าคำพูดเค้าปรกติ ไม่มีเจตนาร้ายและไม่ได้ตั้งใจ พอเราร้องใฟ้เสียใจก็ขอโทษและพูดว่าไม่ทำอีกแต่ก้อยืนยันว่าคำพูดเค้าปรกติ เค้าไม่ได้เปนคนพูดคำพวกนั้น นั่นมันคนอื่นพูด แค่เล่าให้เราฟัง(ซ้ำๆ) เค้าไม่ได้คิดแบบนั้น(แต่ชอบเล่าตอนทะเลาะกัน)
คำพูดเค้าทำให้เรารู้สึกไม่มีค่า รู้สึกไม่คู่ควรจะเป็นคู่ชีวิตของเค้า ทำให้เราสงสัยว่าจะมาคบเราทำไม ตัวโรคที่เราเป็นทำให้เราหยุดความคิดนี้ไม่ได้อีกครั้ง และแม้จะกินยาเราก็ยังไม่ได้นอน ลำไส้กระตุกอีกครั้งหลังจากบำบัดจนมันหายไป2เดือน ความคิดว่าเราไม่มีค่ามันวนไปวนมาในหัว เราไม่เคยได้กำลังใจเวลาเราพยายามพัฒนาให้หายจากอาการที่เป็นลบ ซ้ำยังบอกว่าเราไม่ดีจุดนั้นจุดนี้อีกหลายอย่าง บอกให้ดูเค้าเป็นตัวอย่าง ให้เรียนจากชีวิตเค้า และทุกคนั้งที่มีการเถียงกันเรื่องคำพูดไม่ดีของเค้า(คำพูดที่บั่นทอนจิตใจในความคิดเรา)เราก็จะมีอาการของโรคที่แย่ลง และเค้าก็ดูเหมือนจะไม่ได้พยายามจะเข้าใจเราและโรคของเรา
เราเห็นเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นไบโพล่า เค้าอาการหนักกว่าเรามาก ครอบครัวเค้าเป็นกำลังใจและเข้าใจคนป่วยมาก คอยกอดให้กำลังใจ คอยปลอบใจเวลาเค้าอาละวาดว่ามันเปนแค่อาการของโรค พวกเค้ารู้และรับได้ พวกเค้าศึกษาโรคไปด้วยกัน คอยบอกไม่ต้องเครียดนะ มันสะท้อนใจว่ารอบข้างเราไม่มีใครที่เข้าใจเราแม้แต่คนเดียว ไม่มีใครเข้าใจว่าคนเป็นโรคซึมเศร้าต้องการกำลังใจ ต้องการคนเข้าใจ ต้องการคำพูดที่ระมัดระวังกว่าคนปรกติทั่วไป
คำพูดของแฟนเรานั้น ทำให้รู้สึกว่าความพยายามหาย2เดือนที่ผ่านมาไร้ค่าไป เหมือนกลับมาตั้งต้นที่จุดเริ่มรักษาใหม่อีกครั้ง เราท้อแท้ใจ ไม่ว่าพยายามแค่ไหนก็ยังไม่ดีพอ ยังไม่มีคุนค่า ยังไม่คู่ควร สุดท้ายก็จบที่ขอโทษแต่เราคิดมากไปเอง
แฟนเรามีข้อดีมากมาย เค้าโตกว่าเราดูแลเราดีหลายอย่างและเป็นคนสม่ำเสมอ เขามักจะสั่งสอนปฏิบัติกับเราเหมือนสั่งสอนลูก แต่คำพูดของเค้าที่ใช้บางทีก็แย่จนเรารับไม่ได้ และก็บอกว่าคำพูดเค้าปรกติเรานี่แหละคิดมากคนอื่นเค้าฟังก็ไม่รู้สึกแย่ๆแบบเรา จบแบบเค้าไม่เคยรู้ตัวว่าคำพูดเค้าแย่
ยาที่เรากินมีผลข้างเคียงบางส่วน เราไม่อยากกินนานแต่ถ้ายังต้องเจอกับคำพูดแบบนี้ของแฟนเราและการไม่เข้าใจคนเป็นโรคซึมเศร้าแบบนี้ เราจะทำอย่างไรดี ใจเรายังไม่พร้อมรับคำพูดพวกนี้และเราก็ยังะึ่งเริ่มรักษา ถ้าต้องมาเจออะไรแบบนี้เป็นระยะๆเรากลัวว่ามันจะไม่เป็นผลดีต่อการรักษา อยากขอคำปรึกษาทุกๆคนค่ะ ว่าคำพูดแบบที่แฟนเราพูดบ่อยๆนี่มันคือเรื่องทั่วไปที่คนปรกติเค้ารับได้หรือฟังแล้วรู้สึกดีหรอ มีแค่เราที่เปนซึมเศร้าที่ปรุงแต่งไปเองในทางลบทางร้ายหรือเปล่า เราจะได้พยายามมองให้เป็นบวกและทำความเคยชินกับสิ่งนี้ และเราอยากให้แฟนเราเค้าใส่ใจกับคำพูดที่เค้าใช้กับเรามากกว่านี้จะทำอย่างไรดีคะเพราะเคยคุยกันแล้วเค้าก็รับปากแต่มันก็ได้ผลลัพแบบนี้มา
สำหรับคนที่เป็นโรคเดียวกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะคะ ส่วนของตัวเรา เราลองเดินจงกรมนั่งสมาทิพัฒนาสมองส่วนคุมอารมณ์และไปทำงานอาสาเพื่อมองเห็นชีวิตจากด้านที่ทั้งสุขและทกข์เพื่อฝึกใจให้ปล่อยวาง และทำจิตบำบัดโดยคิดถึงสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นและสิ่งดีๆที่ได้ทำในแต่ละวัน พบว่าวิธีพวหนี้มีประโยชน์เกื้อหนุนการรักษาโรคซึมเศร้าได้ดีแต่ต้องใช้เวลานะคะ และที่สำคัญคือต้องทานยาช่วยด้วยค่ะ แต่เรายังไม่ได้หายนะคะแค่ความคิดจัดการได้ดีและนอนดีขึ้น คิดแต่สิ่งดีๆ ณ จุดนี้ก็ไม่ทุกข์มากแล้วค่ะ